[ข่าวงานวิจัย] อยากสำเร็จ ขอให้มุ่งมั่นจากภายใน

บล็อกของผม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ในการที่คนเราตัดสินใจอะไรสักอย่าง จะต้องมีแรงจูงใจ (Motivation) แต่แรงจูงใจแบบใดละ ที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จได้

แรงจูงใจแบ่งได้ออกเป็นสองชนิด แรงจูงใจภายใน (Internal Motivation)  เป็นแรงจูงใจที่ผลักดันเราไปสู่จุดหมายด้วยตัวของผู้กระทำเอง เช่น ทำเพราะใจรัก ทำเพราะอยากทำ แรงจูงใจอีกชนิดหนึ่งแรงจูงใจภายนอก (External Motivation) เป็นแรงจูงใจที่ผลักดันเราไปสู่จุดหมายโดยมีองค์ประกอบภายนอกผู้กระทำเป็นแรงผลักดัน เช่น ทำเพราะพ่อแม่จะได้ภูมิใจ (มีพ่อแม่เป็นแรงจูงใจ) หรือ ทำเพราะอยากรวย (มีเงินเป็นแรงจูงใจ)

แรงจูงใจทั้งสองแบบต่างก็ผลักดันเราไปข้างหน้า แต่นักวิจัยเชื่อว่า แรงจูงใจภายใน จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเจอเป้าหมายที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการประสบความสำเร็จ (Long Term Goals) เช่น การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือ การพัฒนาทักษะใหม่ๆ ปัญหาก็คืองานวิจัยส่วนใหญ่ทำกับเป้าหมายระยะสั้น (Short Term Goals)

เพื่อศึกษาเรื่องนี้ ทีมนักวิจัยจึงมุ่งไปยังนักเรียนทหารในโรงเรียนการทหารของสหรัฐอเมริกาเวสพอยน์ (West Point) โรงเรียนแห่งนี้มีผู้มาสมัครเรียน 1,300 คนในแต่ละปี มี 1,000 คนเท่านั้นที่ได้จบการศึกษา และมีเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้นสมัครเป็นทหารอาชีพบรรจุ 5 ปี และ มีเพียงเล็กน้อยที่ได้รับการเลือ่นยศ (Early Promotion) คนที่มาถึงจุดนี้ได้เขามีแรงจูงใจประเภทใด

Amy Wizesniewski และ Barry Schwartz สองนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยลลส์ (Yale University) และวิทยาลัยสวอร์ทมอร์ (Swarthmore College) ได้ขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลนักเรียนทหารในเวสท์พอยน์จนได้เป็นข้อมูลย้อนหลัง 14 ปี หาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจและผลลัพธ์ (Outcome) จากนักเรียนทหารกว่า 10,000 นาย

แบบสอบถามจะถามนักเรียนทหารที่เริ่มเข้ามาในเวสพอยน์ เป็นชุดคำถามใช่หรือไม่ ที่สอบถามถึงแรงจูงใจในการเข้ามาสมัคร ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจภายในและภายนอก ตัวอย่างคำถาม เช่น "ต้องการเข้ามาทำงานในกองทัพ" เป็นแรงจูงใจภายใน และ "พ่อแม่ของฉันต้องการให้ฉันสมัคร" เป็นแรงจูงใจภายนอก คำตอบที่ได้ จะนำมาหาสัดส่วนระหว่างแรงจูงใจภายในกับภายนอกของแต่ละคน แล้วนำมาวิเคราะห์

ผลที่ได้ นักเรียนทหารที่แรงจูงใจภายในเป็นหลักมีโอกาสจบจากเวสพอยน์สูงว่าค่าเฉลื่ย 20 เปอร์เซนต์ สำหรับนักเรีนยทหารที่ไม่ได้มีแจงจูงใจภายในเป็นหลัก หรือ มีแรงจูงใจภายในกับภายนอกเท่าๆกัน โอกาสในการจบจากเวสพอยน์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แล้วเมื่อศึกษาต่อไปยังการเข้าเป็นทหาร คนที่มีแรงจูงใจผสมจะมีโอกาสน้อยกว่าคนที่มีแรงจูงภายในเป็นหลัก 10 เปอร์เซนต์ และจะมีโอกาสในการเลื่อนยศต่ำว่าคนที่มีแรงจูงใจภายในเป็นหลัก 20 เปอร์เซนต์

Adam Grant นักจิตวิทยาโรงรียนวอตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania) กล่าวถึงผลการศึกษานี้ว่า "แรงจูงใจภายในนั้นทรงพลัง แต่ก็เปราะบาง นักเรียนทหารในเวสพอยน์พบว่างานจะมีความน่าสนใจและมีความหมายเมื่อมีปัจจยภายนอกมาสนับสนุน" (ในข่าวไม่ได้ระบุว่า จำนวนคนที่มาสมัครเวสพอยน์โดยมีแรงจูงใจภายนอก+ผสม มากหรือน้อยกว่าคนที่มีแรงจูงใจภายในเป็นหลัก แต่จากข้อความนี้ น่าจะเป็นการบอกโดยนัยว่า คนที่มาสมัครส่วนใหญ่มีแรงจูงใจภายนอก+ผสม : ผู้เขียน) "แต่คนพวกนี้กลับมีแนวโน้มที่  เรียนน้อยกว่า เข้ารับการเป็นทหารน้อยกว่า และ เลื่อนยศน้อยกว่า" ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า คนที่คิดถึงผลประโยชน์มากจนเกินไป คนคนนั้นก็จะมีแน้วโน้มที่จะล้มเหลว

งานวิจัยต้นเรื่อง : http://www.pnas.org/content/early/2014/06/25/1405298111.abstract
ข่าว : http://news.sciencemag.org/brain-behavior/2014/07/one-type-motivation-may-be-key-success

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่