กลิ่นแก้วกลรัก ตอนที่ 3

ตอนที่ 1 >>>http://pantip.com/topic/32164131
ตอนที่ 2 >>>http://pantip.com/topic/32175186



ตอนที่ 3

พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าไปอีกวันแล้ว ลมเย็นพัดเอื่อยมองเห็นยอดมะพร้าวไหวระริก เพชรจ้องมองทิวมะพร้าวต้นสูงใหญ่ที่ถูกปลูกเรียงกันไปเป็นแนวจากชายหาดไล่เข้าไปข้างในเกาะจนเต็มพื้นที่กว่าร้อยไร่ หากแม่ได้มาเห็นความสำเร็จของเขาท่านคงภูมิใจไม่น้อย เขายิ้ม แล้วภาพเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง

“คุณผู้หญิงเสียแล้วค่ะ” ป้าอรบอกด้วยใบหน้าสีซีดจัด ในมืออุ้มเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสองขวบที่กำลังร้องไห้จ้าไว้แน่น เสื้อผ้าของเธอเปียกโชก นัยน์ตากลมโตแดงก่ำ น้ำตายังไหลออกมาไม่ยอมหยุด แม้แขนขาใบหน้าและอวัยวะทุกส่วนของเพชรจะชาไปแล้วทั้งร่าง แต่เขาก็พยายามบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นแค่ความฝัน แม่ยังอยู่กับเขา แม่ไม่มีวันทิ้งเขาไปไหนแน่ ๆ

“แม่อยู่ไหนฮะ” เขาถามละล่ำละลักก่อนจะวิ่งไปที่สวนดอกแก้วหลังบ้านตามคำที่ป้าอรบอก เพียงแว่บแรกที่เห็นร่างเปียกโชกนอนนิ่งอยู่บนแคร่ตัวยาวเพชรถึงกับทรุดนั่ง น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยมีใครได้เห็นไหลออกมามากมายจนสะเทือนใจคนรอบข้างไปตามกัน

“ฉันไม่น่าปล่อยให้คุณผู้หญิงไปเดินเล่นที่ชายหาดคนเดียวเลยบัว ฉันนี่แย่จริง ๆ” ศรีบอกกับบัวเสียงเครือ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า เพชรมองร่างไร้วิญญาณสลับกับพ่อและตำรวจอีกสามสี่นายที่ยืนคุยกันอยู่ใกล้ ๆ ดูพ่อสีหน้าเครียดหากแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด ชายหนุ่มปล่อยโฮออกมาอีกครั้งอย่างไม่อายใคร ใจคิดไปว่าหากวันนี้เขาไม่ไปเรียนในเมืองคงไม่ต้องเกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ หากวันนี้เขาอยู่บ้านกับแม่ ช่วยดูน้อง ช่วยงานที่แม่รักในสวนมะพร้าว แม่คงไม่จากเขาไปแบบนี้  


เสียงเพลงภาษาท้องถิ่นที่แว่วดังอยู่ใกล้ ๆ  ทำให้เพชรตื่นจากห้วงความคิด เขายันตัวลุกขึ้นจากเปลตาข่ายสีขาวที่ผูกไว้ใต้ต้นมะพร้าวสองต้น พร้อมทั้งมองหาเจ้าของเสียง ทว่าไม่มีใครอยู่ในรัศมีสายตาเขาเลยสักคน

“ชาญ” เพชรตะโกนเรียก หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ คงมีแต่เสียงเพลงที่ยังคงดักกึกก้องไปทั่ว

“ไอ้ชาญโว๊ย” คนเรียกตะเบงเสียงเรียกอีกครั้ง คราวนี้เสียงเพลงหายเงียบไป คงจะมีแต่เสียงฝีเท้าที่วิ่งใกล้เข้ามา จนไม่นานเจ้าของเสียงฝีเท้าก็มาปรากฎตัวอยู่ข้างหน้า เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเทาหม่น กับกางเกงยีนส์สีซีดมีรอยขาดที่เข่าหนึ่งข้าง  

“นายหัวเป็นอะไรครับ ไหน ๆ ใครทำอะไรนายหัวบอกไอ้ชาญมาซิ” คนถามทำหน้าละล่ำละลัก ก้ม ๆ เงย ๆ สำรวจไปรอบตัวคนเป็นเจ้านาย

“แกนั่นแหละแหกปากอะไรอยู่ได้” เพชรถาม ใบหน้าคร้ามคมมีท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อย

“โธ่ ! นายหัว เสียงผมออกจะเพราะ ปกติไม่ค่อยมีใครจะมีบุญได้ฟังเสียงผมหร๊อกกก นายหัวนี่ถือว่ามีบุญสุดแล้วนะครับ” คนตอบยกมือกอดอกสีหน้าภูมิใจ

“เหรอ…งั้นขอเรียนเชิญคุณชาญลูกน้องที่เคารพของผมไปทำบุญให้กุ้งหอยปูปลาในทะเลฟังโน่นไป๊ อย่ามาทำบุญกับผมเลยครับ” เพชรลุกขึ้นจากเปลเตรียมไล่เตะ หากแต่ชาญไวกว่ารีบวิ่งไปหลบหลังต้นมะพร้าวทันควัน

“นายหัวไม่ได้กินผมหร๊อก ระดับไอ้ชาญ ลูกแม่ชื่น พี่นังเชอรี่ ซะอย่าง ไม่มีพลาด” คนพูดยิ้มแป้น ทำท่าทางยั่วยุ ไม่นานจึงได้เห็นเจ้านายลูกน้องวิ่งกวดกันไปตามชายหาดสีขาวทีทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา

เพชรมานั่งพักที่บ้านไม้ยกสูงหลังย่อมที่เขาสร้างไว้เป็นที่พักส่วนตัวในสวนมะพร้าวด้วยอาการเหนื่อยหอบ ที่นี่อยู่ห่างจากคฤหาสน์หลังใหญ่ราวสองกิโลเมตร ถัดออกไปจากบ้านพักของเขาเป็นที่พักคนงานปลูกเรียงกันไปราวยี่สิบหลัง หลังเล็กใหญ่แล้วแต่จำนวนสมาชิกในครอบครัว บ้านพักของชาญก็รวมอยู่ที่นี่ด้วย

“นายหัวไม่มาทำงานสองวัน ไอ้ชาญล่ะคิดถึงแทบแย่” ชาญ หรือ ชาญชัยบอกกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเหนื่อยหอบไม่ต่างกัน เพชรฟังด้วยอาการหมั่นไส้แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หน้าระเบียงบ้าน

“ตอนฉันไม่อยู่เหตุการณ์ปกติดีไหมล่ะ” เพชรถามลูกน้องที่นั่งอ้อยอิ่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัว

“มีเรือมารับมะพร้าวตามปกติล่ะครับแต่คนของเราเองนี่แหละที่จัดการไม่ทัน ยิ่งนายหัวไม่อยู่คุมด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ นี่มะพร้าวในโกดังก็แทบจะหมดแล้วนะครับ ลอตหน้านี่ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปส่งเขา” ชาญหมายถึงโกดังเก็บมะพร้าวที่อยู่ด้านหลังบ้านพักคนงานเข้าไปข้างใน ที่นั่นจะเป็นที่เก็บมะพร้าวที่ปอกเรียบร้อยแล้วและพร้อมส่งให้กับพ่อค้าที่จะมารับซื้อไปขายหรือแปรรูปต่อ

“สงสัยต้องเข้มงวดกันเสียหน่อยล่ะ ยังไงแกก็คอยดู ๆ ด้วยแล้วกันนะชาญ” เพชรบอก ถึงแม้ชาญจะขี้เล่นไปบ้างแต่เรื่องการเรื่องงานเขาจริงจังและไว้ใจได้เสมอ เรียกได้ว่าเป็นมือขวาเพชรเชียวล่ะ  

ชาญรับคำเจ้านายเสียงใส แต่ไม่นานก็วิ่งปรู๊ดลงจากบันไดบ้านไปราวกับจรวด เพชรแหงนมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาผนัง ได้เวลาอาหารเย็นแล้วนี่เองเจ้าชาญลูกน้องตัวแสบถึงได้ไวแบบนี้
ที่ศาลาขนาดย่อมใกล้ที่พัก คนงานหลายคนกำลังเข้าแถวรอตักอาหารที่มีแม่ครัวอย่างป้าชื่นคอยกำกับอยู่ นางมีหน้าที่เป็นแม่ครัวทำอาหารเลี้ยงคนงานทั้งเกาะโดยมีลูกมือเป็นลูกสาวแสนสวยชื่อเชอรี่ กับคนงานหญิงอีกสามสี่คนที่คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยทำอาหารเป็นประจำทุกวัน ยี่สิบปีของการเป็นแม่ครัวที่สวนมะพร้าวแห่งนี้ทำให้ชีวิตของนางซึ่งเป็นแม่หม้ายลูกติดดีขึ้นมาก อยู่ที่นี่มีบ้านพักฟรี อาหารการกินก็ฟรี เรื่องที่ต้องทำอาหารเลี้ยงคนทุกมื้อก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะถนัดทางนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุด นางจะขอจงรักภักดีและอยู่ที่นี่ไปจนวันตาย เพราะนายหญิงแม่ของเพชรทำให้นางและลูก ๆ ที่เคยเกือบอดตายได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ป้าชื่นเผลอยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต จนเชอรี่เดินเข้ามาหานั่นแหละนางถึงรู้สึกตัว

“เป็นอะไรของแม่เนี่ย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้คนเดียว” เชอรี่มองหน้าแม่ทำหน้าตาสงสัย หล่อนสวมเสื้อแขนกุดลายดอกไม้สีสันสดใสกับผ้าถุงซึ่งทำมาจากผ้าบาติกสีสันสดใสเช่นกัน

“มันเรื่องของข้า แล้วนี่เอ็งกำลังจะไปไหนฮึ ดูแต่งตัวแต่งหน้าเข้า ปากนี่แดงแปร๊ดอย่างกับไปดูดเลือดใครมา” ป้าชื่นว่าพลางมองลูกสาวตาเขียว

“โธ่ ! แม่ก็พูดซะเสียเลย นี่ฉันทาปากจ๊ะ แดงสวยถูกใจใช่ไหมล่ะ” เชอรี่ทำปากจู๋อวดให้คนเป็นแม่ดู นางชื่นเห็นแล้วส่ายหน้า ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลูกสาวมีกิริยามารยาทเรียบร้อยเหมือนลูกสาวบ้านอื่นเค้าบ้าง

“เชอรี่จะไปกวาดห้องให้นายหัวน่ะจ๊ะ เห็นว่าคืนนี้นายหัวจะนอนที่นี่ เชอรี่กลัวห้องหับจะไม่เรียบร้อยน่ะจ๊ะ” ตอบแววตาเป็นประกาย ที่จริงหล่อนก็ติดสอยห้อยตามแม่ไปช่วยปัดกวาดเช็ดถูห้องพักของเพชรเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ปกติจะเข้าไปทำความสะอาดเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น

“หยุดเลยนะนังเชอรี่  ตอนนี้นายหัวอยู่ที่บ้านแล้วมันก็มืดค่ำแล้วด้วย เอ็งค่อยไปกวาดพร้อมข้าตอนเช้าโน่น”  ป้าชื่นปราม เชอรี่ฟังแล้วทำหน้างอใส่ เดินกระทืบเท้าไปนั่งที่ม้านั่งตัวยาวที่ถูกจัดวางไว้หลายตัวสำหรับคนงานนั่งทานอาหาร  
“แม่ล่ะก็ชอบขัดฉันทุกเรื่องเลยสิน่า” หล่อนทำสีหน้าบึ้งตึง ไม่นานชาญก็เดินถือจานข้าวมาวางบนโต๊ะเสียงดังปังจนเชอรี่ต้องหันไปทำหน้าแหวใส่พี่ชาย

“เอ็งอย่าไปเลยเชอรี่ เดี๋ยวเผลอ ๆ ถ้าเอ็งไปนายหัวเขาจะหนีกลับไปนอนบ้านใหญ่ซะ” ชาญหัวเราะชอบใจพลางตักข้าวเข้าปากเคี้ยวจับ ๆ เสียงดัง  เชอรี่ทำหน้าเบ้ใส่พี่ชาย ไม่นานจึงได้ยินสองพี่น้องเถียงกันไปมา ป้าชื่นมองลูก ๆ แล้วส่ายหน้าเดินหายเข้าโรงครัวไปโดยไม่ยอมฟังเสียงทะเลาะอื้ออึงของลูกสาวลูกชายที่ลอยตามลมมาไม่ขาดระยะ


                                                                                                  *********

ลลิตหยิบอัลบั้มรูปเก่า ๆ มาเปิดดูทีละภาพ สมัยเด็กเธอกับลลิลไม่ค่อยได้ถ่ายรูปด้วยกันมากนักเพราะแม่มักจะแยกตัวเธอออกมาเสมอหากเธอกับลลิลเล่นด้วยกัน พอโตมาหน่อยพ่อก็ส่งเธอกับลลิลไปเรียนที่เดียวกันแต่อยู่กันคนละห้อง ลลิลได้อยู่ห้องคิง ก็หล่อนเรียนเก่งนี่ ไม่สอบได้ที่หนึ่งก็ที่สองของห้องตลอด ส่วนเธอน่ะเหรอ ห้องไหนเป็นศูนย์รวมของเด็กสอบได้ที่โหล่เธอก็อยู่ห้องนั้นแหละ

ลลิลเป็นดาวเด่นของโรงเรียนเพราะทำชื่อเสียงให้โรงเรียนตลอด ส่วนเธอน่ะเหรอ โดนเชิญผู้ปกครองนับครั้งไม่ถ้วน เธอไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลยสักครั้งซีนะ

ลลิตปิดอัลบั้มรูปถ่ายแล้วเก็บเข้าที่ ภาพพ่อยิ้มภูมิใจกับความสำเร็จของลลิลหลายภาพทำให้เธอไม่อยากเปิดมันดูต่ออีก ลลิตปาดน้ำตาออกจากสองข้างแก้มแล้วรีบเดินออกไปจากห้องนั้น จุดมุ่งหมายของเธอคือสวนหลังบ้าน เสียงน้ำตกไหลกระทบโขดหินกับดอกกล้วยไม้หลากชนิดคงจะทำให้เธอจิตใจสงบลงได้

“ฉันล่ะเบื่อคุณลลิตจริง ๆ ขี้วีนขี้โวยวายเรื่องมากสารพัด เทียบกับคุณลลิลไม่ได้สักนิด รายนั้นทั้งสวยแถมใจดีอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่เพราะคุณลลิลฉันไม่อยู่หรอกนะบ้านนี้น่ะ เหลือจะทนแล้ว” ลลิตหยุดกึกเมื่อเดินมาได้ยินสาวใช้คุยกัน หญิงสาวรู้สึกชาไปทั้งร่าง ไม่มีแรงจะเดินต่อไปยังสวนกล้วยไม้อย่างที่เธอคิดไว้แต่แรก ลลิตทรุดนั่งลงกับพื้น น้ำตาที่เธอปาดทิ้งไปเมื่อครู่พาลไหลมาอีกครั้ง เธอไม่เคยมีดีในสายตาใครเลยซีนะ เธอคงเป็นคนนิสัยแย่และเลวร้ายมากสำหรับคนที่นี่ มันก็สมควรแล้วที่พ่อจะรักลลิลมากกว่า

หลังจากสอบถามลูกสาวและได้ความว่าลลิตจะต้องเลือกระหว่างฝึกงานที่บริษัทโดยต้องมีลลิลเป็นหัวหน้า หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปฝึกงานที่โรงแรมใหญ่ทางภาคใต้กับเพื่อนของอรรณพ คุณลดาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบเดินออกจากห้องลูกสาวไปหาอรรณพ ลลิตทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสีหน้าเคร่งเครียด ในชีวิตหล่อนไม่เคยต้องเลือกอะไรที่ยากเย็นแบบนี้มาก่อน ครั้นที่จะไปเปิดร้านกับเพื่อนอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้ก็ทำไม่ได้ ลำพังเงินที่คุณลดามีทุกบาททุกสตางค์ก็ได้มาจากบิดาหมด คงไม่มีมากพอที่จะให้เธอเอามาเปิดร้านอย่างที่ว่าหรอก ลลิตผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ อีกครั้ง หญิงสาวหลับตาอย่างกับไม่ต้องการรับรู้อะไรอีก

“ที่ผมพูดนี่คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ คนไม่มีความอดทนแถมเอาแต่ใจอย่างยัยลิตจะให้ไปเป็นหัวหน้าคนได้ยังไงกันเล่า อีกอย่างยัยลิตก็ไม่เคยทำงานมาก่อน ให้ไปเป็นเด็กฝึกงานก่อนน่ะดีแล้ว คุณน่ะควรจะหัดส่งเสริมลูกในทางที่ดีบ้าง ไม่ใช่ตามใจจนลูกจะเสียนิสัยก็เพราะคุณนี่แหละ” อรรณพเสียงดังกลับไปเมื่อภรรยามาโวยวายเรื่องลลิตกับเขา ทั้งที่เขาก็เคยบอกกับนางไปแล้วว่าอยากจะฝึกลลิตให้รู้จักรับผิดชอบต่องานให้มากกว่านี้ก่อนที่จะมาเป็นหัวหน้าคนอื่น แต่ดูเหมือนภรรยาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการเลย

    “ก็ดิฉันเป็นห่วงลูกนี่คะ คุณเป็นพ่อประสาอะไรไม่ห่วงลูกเลย” คุณลดาพูดกลับไปด้วยเสียงอ่อนลง
ทว่าน้ำเสียงยังเจือรอยโมโห

    “แล้ววันนึงคุณจะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำน่ะถูกต้องที่สุดแล้ว” อรรณพบอกภรรยาเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากบ้าน คุณลดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา มั่นใจแล้วว่ายังไงเธอก็คงขัดขวางความต้องการของสามีไม่ได้ สิ่งที่เธอทำได้คงมีแต่เพียงให้กำลังใจกับลูกเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่