คำสอนเรื่องตายแล้วเกิดนี้ มีความหมายอยู่ ๒ อย่าง คือ อย่างไสยศาสตร์ กับ อย่างวิทยาศาสตร์
เกิด ก็คือ การมีชีวิต การมีชีวิตก็คือ การมีความรู้สึกนึกคิดได้
ตายก็คือ การไม่มีชีวิต การไม่มีชีวิตก็คือ การไม่มีความรู้สึกนึกคิด
การตายก็คือ จากการมีความรู้สึกนึกคิด แล้วเปลี่ยนไปเป็นไม่มีความรู้สึกนึกคิด
การเกิดก็คือ จากการไม่มีความรู้สึกนึกคิด แล้วเปลี่ยนไปเป็นมีความรู้สึกนึกคิด
การตายแล้วเกิดอย่างไสยศาสตร์ (ไสยศาสตร์ คือวิชาของคนหลับหรือคนที่ยังไม่มีปัญญา) ก็คือการสอนว่า เมื่อร่างกายตายแล้วก็จะเกิดจิตที่เป็นตัวตนเก่าขึ้นมาได้ในร่างกายใหม่เรื่อยไป เมื่อมีการตายแล้วเกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่า วัฏฏะสงสาร ที่หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นมาใหม่กลับลืมเรื่องชาติก่อนเสียหมด (ไม่รู้ทำไมถึงลืม?) ซึ่งเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่า จิตเป็นอัตตาที่จะเกิดใหมได้เรื่อยไป อันเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เทวดา นางฟ้า เป็นต้นขึ้นมา และคำสอนนี้ก็ได้ปผสมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว
การตายแล้วเกิดอย่างวิทยาศาสตร์ ก็คือ ในขณะที่ร่างกายยังมีชีวิตอยู่นี้ เมื่อจิตของเราหยุดหรือไม่มีความรู้สึกนึกคิด เช่น หลับสนิท หรือสลบ ก็เรียกว่า การตาย แต่พอจิตของเรามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาใหม่พร้อมอวิชชา ก็เรียกว่า การเกิด เมื่อมีการตายแล้วเกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่า วัฏฏะสงสาร ที่หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ หรือพิสูจน์ได้ เมื่อเราทำกรรมใดไว้ก่อนตาย เมื่อเกิดใหม่ก็จึงต้องมารับผลกรรมนั้น และเราก็จำได้ว่าเคยมีเรามาก่อน หรือเราเคยทำกรรมใดไว้
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ซึ่งเข้ากันได้กับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเรื่องการตายแล้วเกิดจึงต้องเป็นอย่างวิทยาศาสตร์ จึงจะเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ส่วนเรื่องการตายแล้วเกิดอย่างไสยศาสตร์ ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำสอนที่ปลอมปนเข้ามาในภายหลัง จึงขอให้ชาวพุทธได้รู้จักเรื่องการตายแล้วเกิด หรือวัฏฏะสงสารที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ากันต่อไป
เรื่องการตายแล้วเกิดที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์
เกิด ก็คือ การมีชีวิต การมีชีวิตก็คือ การมีความรู้สึกนึกคิดได้
ตายก็คือ การไม่มีชีวิต การไม่มีชีวิตก็คือ การไม่มีความรู้สึกนึกคิด
การตายก็คือ จากการมีความรู้สึกนึกคิด แล้วเปลี่ยนไปเป็นไม่มีความรู้สึกนึกคิด
การเกิดก็คือ จากการไม่มีความรู้สึกนึกคิด แล้วเปลี่ยนไปเป็นมีความรู้สึกนึกคิด
การตายแล้วเกิดอย่างไสยศาสตร์ (ไสยศาสตร์ คือวิชาของคนหลับหรือคนที่ยังไม่มีปัญญา) ก็คือการสอนว่า เมื่อร่างกายตายแล้วก็จะเกิดจิตที่เป็นตัวตนเก่าขึ้นมาได้ในร่างกายใหม่เรื่อยไป เมื่อมีการตายแล้วเกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่า วัฏฏะสงสาร ที่หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นมาใหม่กลับลืมเรื่องชาติก่อนเสียหมด (ไม่รู้ทำไมถึงลืม?) ซึ่งเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่า จิตเป็นอัตตาที่จะเกิดใหมได้เรื่อยไป อันเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เทวดา นางฟ้า เป็นต้นขึ้นมา และคำสอนนี้ก็ได้ปผสมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว
การตายแล้วเกิดอย่างวิทยาศาสตร์ ก็คือ ในขณะที่ร่างกายยังมีชีวิตอยู่นี้ เมื่อจิตของเราหยุดหรือไม่มีความรู้สึกนึกคิด เช่น หลับสนิท หรือสลบ ก็เรียกว่า การตาย แต่พอจิตของเรามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาใหม่พร้อมอวิชชา ก็เรียกว่า การเกิด เมื่อมีการตายแล้วเกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่า วัฏฏะสงสาร ที่หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ หรือพิสูจน์ได้ เมื่อเราทำกรรมใดไว้ก่อนตาย เมื่อเกิดใหม่ก็จึงต้องมารับผลกรรมนั้น และเราก็จำได้ว่าเคยมีเรามาก่อน หรือเราเคยทำกรรมใดไว้
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ซึ่งเข้ากันได้กับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเรื่องการตายแล้วเกิดจึงต้องเป็นอย่างวิทยาศาสตร์ จึงจะเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ส่วนเรื่องการตายแล้วเกิดอย่างไสยศาสตร์ ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำสอนที่ปลอมปนเข้ามาในภายหลัง จึงขอให้ชาวพุทธได้รู้จักเรื่องการตายแล้วเกิด หรือวัฏฏะสงสารที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ากันต่อไป