การถวายตัวเป็นบาทจาริกา ตามแบบโบราณ ของไทย

ที่รวบรวมมาก็มีเห็นจะประมาณนี้ครับ ยังรอผู้รู้มาแก้ไข และตอบเพิ่มครับ
*1. “ที่บน” หรือ “สมเด็จที่บน”
    “ที่บน" เป็นสถานที่ที่สนุกสนานรื่นเริง ครึกครื้นอยู่ตลอดเวลา ก็เนื่องด้วยในราชสำนัก "ที่บน" มีการจัดแบ่งบรรดาเจ้านายภายในพระตำหนักอย่างมีระเบียบ ทำให้การปกครองดูแลเจ้านายภายในราชสำนัก สมเด็จที่บน เป็นสถานที่ซึ่งน่าอยู่ และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 นี้กุลสตรีไทยก็ยังมีความนิยมที่จะต้องเข้าไปศึกษาในวัง จึงทำให้บรรดาพระบรมวงศ์ พระอัครมเหสีเทวี และเจ้าจอมชั้นผู้ใหญ่มักจะนำลูกสาว หลานสาว เข้ามาฝากตัวเป็นบริวารรับอาสากิจการต่างๆ หรือบางครั้งก็นำมาฝากให้อุปการะเลี้ยงดู จนเป็นประเพณีเพื่อเป็นการประดับเกียรติยศด้วย เพราะถ้าบังเอิญหลานสาว หรือบริวารที่ได้ชุบเลี้ยงอบรมมานั้น เป็นดรุณีรูปงามที่มีโอกาสติดหน้าตามหลัง บังเอิญมีโชควาสนาดีเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย ก็ย่อมเป็นความชื่นชมที่ได้นำเบิกถวาย ทั้งจะได้มีบริวารอันมีเกียรติอยู่ในสังกัดด้วย เคยมีปรากฏว่า เจ้าจอมบางท่านได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศทรัพย์สินเป็นอันมาก บางทีก็ส่งผลพลอยได้ออกมาสู่ญาติพี่น้องให้มีความเจริญในหน้าที่ราชการ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามสมควร

ภาพจาก: ละครสี่แผ่นดิน


*2. ได้รับการจัดแบ่งตามชนชั้น ดังนี้
    ผู้หญิงในเขตพระราชฐาน จะมีอยู่ ๔ ชนชั้น คือ
2.1 เจ้านาย ท้าวนาง ข้าหลวง และนางในที่มักจะเป็นเป็นลูกขุนนาง คหบดี ที่ส่งมาเรียนรู้การบ้านการเรือนตามตำหนักในต่างๆ เช่น แม่พลอย ก้อนับได้นะ โดยเจ้านายหากทรงงานรับผิดชอบในหน้าที่ใดก้อจะทรงมีรายได้จากการทรงงานในหน้าที่นั้นด้วย นอกเหนือจากรายได้ที่ทรงได้ตามพระสกุลยศแล้ว
2.2 นางอยู่งาน ที่ทำหน้าที่อยู่ประจำ เช่น นางอยู่งานพัดข้างพระที่ นางอยู่งานถือเครื่องราชูปโภค  แต่เจ้าจอมอยู่งานจะมีตำแหน่งที่สูงกว่านั้น คือ เจ้าจอม (น่าจะเป็นพระราชภรรยาแล้วนะ)ที่คอยถวายงานปรนนิบัติใกล้ชิดพระมหากษัตริย์เป็นประจำ เช่น เจ้าจอมอาบ มักถวายงานนวดให้รัชกาลที่ ๕ เป็นต้น
2.3 นางรำ  แม้จะอยู่ในผู้หญิงลำดับที่สาม แต่ก็มีโอกาสที่ความงามจะไปต้องพระเนตรต้องพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน ขึ้นมาถวายตัวเป็นข้างน้ำข้างในได้เหมือนกัน
2.4 แรงงานระดับล่าง พวกที่ทำงานหนัก เช่น หามวอ แบกของ เฝ้ายาม และแรงงานอื่นๆในเขตพระราชฐานชั้นใน
*ข้อสังเกตอยู่ตรงนี้* โอกาสที่ความงามจะไปต้องพระเนตรต้องพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน “ขึ้นมาถวายตัว”  เป็นข้างน้ำข้างในได้เหมือนกัน
*3. การถวายตัวให้เป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์
    การนำลูก และ หลานสาวทูลเกล้าถวายตัวให้เป็นบาทบริจาริกาของกษัตริย์ เป็นไปเพื่อพยุงฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และการเมืองของสมาชิกในตระกูลตนด้วยเช่นกัน จึงทำให้พระราชสำนัก จึงคับคั่งไปด้วยสุภาพสตรีมากหน้าหลายตา คอยปรนนิบัติรับใช้กษัตริย์ ซึ่งการถวายตัวเป็นมเหสีของกษัตริย์ พิทยา บุนนาค ให้สัมภาษณ์ว่า “พระแท่นบรรทมจะอยู่ใต้เศวตฉัตร เจ้าจอมจะขึ้นไปนอนบนพระแท่นบรรทมไม่ได้ จะมีพระแท่นรองเวลาถวายงาน เท้าเจ้าจอมจะชี้ไปที่พระแท่นก็ไม่ได้ จึงมีท่ากามสูตรที่จะเก็บเท้าไม่ให้ชี้ ผู้หญิงมีตระกูลที่จะถวายตัว ต้องฝึกท่าที่คล้ายคลึงกับท่าโยคะบางท่าตั้งแต่เล็ก” (พิทยา บุนนาค, 2552,น. 43) เช่นเดียวกับที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธิสิริโสภา และพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เล่าประทานให้ เผ่าทอง ทองเจือ ว่าบรรดาหญิงสาวต้องผ่านการล้างและอบร่ำอวัยวะเพศอย่างพิถีพิถัน และ“ท่า” แรกในการถวายตัวคือ พนมมือนอนหงายในท่า “พับเป็ด” เพื่อไม่ให้ตีนของหญิงที่กษัตริย์กำลังทรงร่วมเพศไปสัมผัสพระวรกายของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะตามคติความเชื่อชาวสยามแล้ว ตีนเป็นของต่ำที่จะไม่สามารถถูกหรือสัมผัสพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประหนึ่งเทพเจ้าอันสูงสุดได้แม้แต่เพียงพระบาทของพระองค์ “ท่าพับเป็ด” ของผู้หญิงจึงกลายเป็นท่าแรกและท่าบังคับตามจารีตประเพณี ตามที่ แต่ท่าร่วมเพศหลังจากนั้นน่าจะขึ้นอยู่กับพระราชนิยมส่วนพระองค์ (เผ่าทอง ทองเจือ, 2552) แต่ถึงกระนั้นบางท่าบางลีลาน่าเป็นท่าต้องห้ามเพราะในสังคมสยามที่เชื่อถือกันมายาวนานแล้วว่า ศีรษะหรือผมเป็น “ของสูง” ห้ามให้ผู้อื่นไปสัมผัสอวัยวะดังกล่าว หรือแม้แต่การเอื้อมมือกรายข้ามหรือการสัมผัสลอมพอกก็ตามเพราะถือว่าเป็นการดูถูกดูแคลนอย่างมหันต์(มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์, สันต์ ท.โกมลบุตร,ผู้แปล,,2548,น. 180)
ในการหลับนอนกับพระเจ้าแผ่นดินนั้น ไม่เพียงแต่ “ท่าทาง” ที่ถูกกำหนด แต่ “ที่ทาง” ก็เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งสำหรับการรักษาอำนาจทางการเมืองของพระองค์ เนื่องจากผู้ที่เป็นกษัตริย์เท่านั้นที่สามารถบรรทมใต้นภปดลเศวตฉัตรซึ่งแขวนอยู่เหนือพระแท่นบรรทม ผู้อื่นมิสามารถอยู่ใต้ร่มของพระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้นนั้นได้ ซึ่งพระแท่นบรรทมของกษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่1-4 ในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีลักษณะ 4 เสา มีโครงหลังคาทำด้วยไม้ฉลุ มีที่พำนัก 3 ด้าน ขึ้นลงได้ด้านเดียว ซึ่งเป็นอิทธิพลจากราชสำนักจีน ด้านหน้าพระแท่นบรรทมพบว่ามีเตียงขาคู้ขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า “พระแท่นลด” มีความสูงลดต่ำลงมา ประมาณ 1 ศอก เพื่อให้บาทบริจาริกาถวายอยู่งานนวด และเพื่อไม่ให้นางในที่ถวายงานอยู่ใต้พระมหาเศวตรฉัตรด้วย(เผ่าทอง ทองเจือ, 2552)พระแท่นลดนั้นมีขนาดกว้างมาก จึงสันนิษฐานได้ว่ากิจกรรมทางเพศของพระเจ้าแผ่นดินน่าจะประกอบบนบริเวณพระแท่นลดนี้ในสมัยรัชกาลที่ 1 - 4 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชนชั้นสูงสยามได้รับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น พระแท่นบรรทม จึงมีหัวเตียงปลายเตียง ขึ้นลงได้ 2 ทาง ซ้ายและขวา เห็นได้จากห้องบรรทมในพระที่นั่งอัมพรสถาน แต่ด้านข้างของพระแท่นบรรทมพบว่าทั้งซ้ายขวาเป็นเตียงลดต่ำลงมาทั้งสองข้าง(เผ่าทอง ทองเจือ, 2552)ซึ่งไปสู่ข้อสังเกตเกี่ยวกับการถวายตัว และ ถวายงานของบาทจาริกาในพระองค์ว่าอาจมีจำนวน 1 คนขึ้นไป เพราะมีพระแท่นเพิ่มขึ้น

“พระแท่นลด”

    ตามคติความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งสมัยแต่โบราณนั้น พระมหากษัตริย์เปรียบดั่งองค์สมมติเทพ ซึ่งองค์สมมติเทพนั่นก็คือ องค์พระนารายณ์ที่อวตารลงมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎรบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเหล่าสตรีผู้ที่มาเป็นมเหสี สนม นางใน จึงเปรียบเสมือนนางฟ้าเทพธิดาต่างๆ บนสรวงสวรรค์ตามลงมาคอยปรนนิบัติรับใช้
    ซึ่งเหล่านางฟ้าเทพธิดาทั้งหลายจะได้รับการพรรณาว่ามีผิวขาวนวล คิ้วโก่งดั่งคันศร ผมสีดำขลับ ปากแดงดั่งสีชาด ซึ่งเป็นความงามในอุดมคติของเหล่านางฟ้าทั้งหลาย ตามความเชื่อจากคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทำให้นางฟ้าในอุดมคติไทยจะมีลักษณะแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เหล่านางฟ้าจะหน้าตาแนวเดียวกันหมด
    ดังนั้นสตรีใดได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าให้ถวายตัวเป็นบาทบริจาแก่พระมหากษัตริย์แล้ว ตามโบราณราชประเพณีจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมเครื่องแต่งตัวเครื่องประดับและที่สำคัญคือเครื่องแต่งหน้าให้ประหนึ่งว่าเป็นดั่งนางฟ้าเทพธิดา นอกจากนี้การทาตัวด้วยสีขาวนั้นก็เพื่อจะได้มองเห็นรูปร่างและใบหน้าได้ชัดๆ เพราะสมัยก่อนมีแต่เทียนไข ต่อให้จุดเป็นร้อยเล่มยังไงก็ไม่สว่างแบบแสงไฟปัจจุบันแต่ถ้าสมัยนี้ใครเกิดมาทาตัวขาวแบบนี้ แต่งหน้าแบบนี้ เดินไปมาอยู่ใต้แสงเทียนล่ะก็คนที่เห็นอาจจะช็อกหรือไม่ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิตค่ะ


    
    ดังนั้นในกระบวนบาทบริจาริกาอันมีจำนวนมิใช่น้อยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏจะเห็นได้ว่ามีอยู่หลายรุ่น หลายชั้น ซึ่งควรแก่การกล่าวถึงรายละเอียดแห่งลักษณะความเป็นอยู่ ฐานะ และการแบ่งชั้นลำดับ ให้ได้ทราบพอเป็นสังเขป จากการที่ได้รับฟังท่านผู้ใหญ่ที่มีอายุอยู่ในรัชสมัยนั้น และเคยใช้ชีวิตในพระบรมมหาราชวัง เล่าให้ฟังว่าบรรดา เจ้าจอมนั้นแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ
เจ้าจอมชั้นเล็ก
หมายถึงสตรีวัยรุ่นขึ้นไปจนถึงวัยสาว เมื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในชั้นแรกก็มีหน้าที่เป็น คุณพนักงานชั้นนางพระกำนัล จนกระทั่งได้เข้าถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา และได้พระราชนานหีบหมากทองคำ สำหรับเป็นเครื่องประดับยศ แสดงว่าสตรีคนนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "เจ้าจอมหีบทอง" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ได้เป็นข้าบาทบริจาริกาตามพระราชกำหนดกฏมนเฑียรบาล เป็นที่ต้องห้าม ลำดับนี้เรียกว่า "เจ้าจอมรุ่นเล็ก" จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของพระสนมชั้นผู้ใหญ่ หรือพระอัครมเหสี พระราชเทวี พระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่มีอาวุโสสูงกว่าตนที่สังกัดอยู่
เจ้าจอมชั้นกลาง
หมายถึงสตรีที่เป็นพระสนมชั้นสูงขึ้นกว่ารุ่นเล็ก หรือที่เรียกว่า "เจ้าจอมอยู่งาน" คือสตรีที่ได้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา และเคยรับราชการได้รับพระราชทานหีบหมากทองคำ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานตราตำแหน่งพระสนม มีหน้าที่ขึ้นเฝ้าถวายอยู่งานการปรนนิบัติ ในพระราชานุกิจต่างๆ สุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบให้ ส่วนมากเจ้าจอมรุ่นนี้จะเป็นสตรีในวัยสาว คล่องแคล่ว แข็งแรง มีรูปโฉมหน้าตางดงาม ถ้ายิ่งเป็นสตรีที่มีตระกูลกำเนิดดี ก็ยิ่งเป็นคะแนนดีมีศักดิ์ศรีสมแก่การที่จะรับใช้สนองพระยุคลบาท หากได้เข้ารับใช้ใกล้ชิดจนเป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย หรือปฏิบัติหน้าที่ดี มีความชอบก็อาจจะได้รับพระมหากรุณายิ่งๆ ขึ้นในทุกๆ ทาง "เจ้าจอมอยู่งาน" มักจะมีตำหนักอยู่ไม่ห่างจากพระราชมณเฑียรสถาน เพราะจะต้องมีหน้าที่เฝ้ารับใช้ถวายงานเป็นประจำ แต่ก็มีอิสระที่จะอยู่รวมกันได้ ในตำหนักละหลายๆ ท่าน นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปี เงินเลี้ยงชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนเครื่องประดับเพชรนิลจินดา ต่างๆ ตามความเหมาะสม
พระสนมเอก
หมายถึงบรรดาเจ้าจอมชั้นผู้ใหญ่ที่รับราชการเป็นข้าบาทบริจาริกา จนมีพระโอรส พระธิดา และได้รับขนานนามว่า "เจ้าจอมมารดา" หรือถ้าหากว่าไม่มีพระโอรส พระธิดา แต่มีอาวุโสสูงกว่าเจ้าจอมอยู่งานรุ่นกลาง และรุ่นเล็ก เจ้าจอมชั้นนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดีไว้ในราชการมาแล้ว และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือ "ตราจุลจอมเกล้า" สำหรับฝ่ายในชั้นสูงขึ้นตามลำดับ และเครื่องเชิดชูเกียรติอย่างอื่น อันอยู่ในขึ้นฐานันดรศักดิ์ แห่งความเป็นเจ้าจอมชั้นพระสนมเอก ท่านเหล่านี้มักได้รับพระราชทานที่พำนักให้อยู่โดยอิสระ พระราชทานเบี้ยหวัด เงินปี เบี้ยเลี้ยงชีพตามตำแหน่งให้สมเกียรติยศ อันอาจจะชุบเลี้ยงข้าทาสบริวารได้มากขึ้น บางท่านอาจได้รับฐานนันดรศักดิ์สูงขึ้น อีกในด้านการรับราชการฝ่ายใน เช่น ท่านเจ้าจอมแพ ผู้ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งพระสนมเอกเป็นคนแรก ต่อมาเมื่อมีพระราชธิดา และพระราชธิดาได้เจริญพระชันษาขึ้น จนถึงได้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมขุนสุพรรณภาคยวดี และรับราชการนานพอสมควรท่านก็ได้รับการสถาปนา เพิ่มฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "เจ้าคุณจอมมารดา" พระสนมเอก ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด เหนือบรรดาพระสนมทั้งหลาย ได้รับพระราชทานเบี้ยงเลี้ยงชีพตามตำแหน่งเกียรติยศ สำหรับการรักษาศักดิ์ศรี และมีตำแหน่งเฝ้าเหนือกว่าพระสนมทั้งปวง และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 ก็ได้ทรงสถาปนาท่านเจ้าคุณจอมมารดาแพ ให้มีเกียรติสูงยิ่งขึ้นในฐานะอดีตพระสนมเอก ของสมเด็จพระบรมชนกนาถอันจัดไว้ในชั้นผู้ใหญ่ว่า "เจ้าคุณพระประยุรวงศ์"
ในราชสำนักที่บน มีบรรดาเจ้านายที่ทรงรักใคร่ต้องพระอัธยาศัยกัน ได้เข้ามาถวายความจงรักภักดีร่วมอยู่ในพระบารมีเป็นคณะพระราชสำนัก "สมเด็จที่บน" หลายพระองค์อาทิ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาสดิพระองค์เจ้าแขไขดวง พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และพระองค์เจ้านารีรัตนา เป็นต้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่