: 22 พ.ค. 2557 เวลา 13:15:12 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สัมภาษณ์
หลังรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย. 2549 หลายธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงนั้น จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึง บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่ปีนี้เพิ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH และถือเป็นหน้าที่ของ "สมประสงค์ บุญยะชัย" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ที่จะต้องหาหนทางรับมือกับปัญหา ควบคู่ไปกับการคิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ม่านหมอกความขัดแย้งของภาคการเมือง
สมประสงค์ บุญยะชัย
การเติบโตของอินทัชในปีนี้จะเป็นอย่างไร
การทำธุรกิจในปีนี้ อินทัชก็น่าจะขยายตัวประมาณ 5-7% ตามที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯไว้ หลังจากที่ไตรมาสแรกกำไรลดลงเล็กน้อยจากภาวะเศรษฐกิจ แต่หลังจากนี้ไปเชื่อว่าผลดำเนินงานจะดีขึ้น เพราะด้วยสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเห็นสัญญาณว่ามีการพยายามคุยกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะดี อีกอย่างที่ผ่านมาเราถูกการเมืองพัดพาไป แต่เราก็ทำ "ข้อสอบไปหลายครั้ง" แล้ว เวลาม็อบมาเราก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่พยายามชี้แจงว่าเราไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องยอมรับว่า เรื่องการเมืองเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้
ความเสี่ยงต่ออินทัชมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจมี 3 เรื่องที่สัมพันธ์กัน คือวัฏจักรการเมือง วัฎจักรเศรษฐกิจ และวัฏจักรทางธุรกิจ ถ้าการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้ ธุรกิจเราก็ได้รับผลดี แต่ถ้าการเมืองมีความอ่อนไหว ก็จะเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวธุรกิจ
ขณะที่รายได้หลักของเรายังมาจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ AIS และ บมจ.ไทยคม (THCOM) ดังนั้น เราต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะในภาวะเศรษฐกิจการเมืองมีปัญหา ผู้บริโภคก็จะเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน
สิ่งที่เราทำได้ คือพยายาม "รักษาสถานะ" ของธุรกิจ เน้นสร้างบริการใหม่ ๆให้ลูกค้า เน้นประสิทธิภาพ การบริหารงาน และการคิดค้นพัฒนา เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงความตั้งใจจริง โดยใช้กลยุทธ์ "สร้างความแตกต่าง" เพื่อทำให้สินค้าและบริการของเราเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อผู้บริโภค
เป้าหมายเส้นทางเติบโตของธุรกิจอินทัช
ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎกติกาการกำกับ ด้านเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้เมื่อ 2 ปีก่อนเราได้คิดสิ่งที่เรียกว่า "Breakthrough" ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดทุกอย่าง ด้วยการวางแผนงานให้กับบริษัทที่เราถือหุ้น มีทั้งหมด 9 ข้อโดย ADVANC มีภารกิจที่ต้องทำ 4 ข้อ คือ 1) การมี 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 2) การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งาน 4G
3) Fix Broadband และ 4) คอนเวอร์เจนซ์ด้วยการรวมคลื่นความถี่ 3G-4G และ Fix Broadband ให้ทำงานสัมพันธ์กันส่วน THCOM ได้รับมอบหมายภารกิจ 1 ข้อ คือการปล่อยดาวเทียมดวงใหม่ ๆ นอกจากนี้ มี บมจ.ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ที่ได้รับมอบหมายทำภารกิจ Cloud Computing เพื่อรองรับการใช้งานทั้งในส่วนของบริษัทและประชาชนทั่วไป และ INTUCH จะเดินหน้าในภารกิจ 3 ข้อ คือ 1) การเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้แก่บริษัท 2) การดำเนินการด้านทีวีดิจิทัล และ 3) การทำดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และโครงสร้างของธุรกิจ น่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้
โดยแผนทั้ง 9 ข้อได้มีการดำเนินการไปแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนที่ต่างกัน ซึ่งเราก็จะดำเนินการไปจนถึง 5 ปีข้างหน้า
แผนใช้เงินลงทุนของธุรกิจในกลุ่มเป็นอย่างไร
การลงทุนโดยรวมของบริษัทในกลุ่มเราจะใช้เงินหลายหมื่นล้านบาท โดยเงินลงทุนในปีนี้แบ่งเป็นเงินลงทุนในส่วนของอินทัชประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่เอไอเอสปีนี้ใช้เงินลงทุนหนักราว 4 หมื่นล้านบาทสำหรับการลงทุนใน 3G ส่วนไทยคม การใช้เงินลงทุนจะขึ้นอยู่กับแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งดาวเทียมไทยคม 8 ที่เราจะส่งขึ้นไปในปี 2558 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 178.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนเพื่อขยายงานต่างๆ ค่อนข้างมากนั้น เราก็จะต้องหาแหล่งเงินที่มีต้นทุนไม่สูง ซึ่งจะมีทั้งการใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และถ้าจะกู้ ก็จะดูเท่าที่จำเป็นต่อการลงทุนในแต่ละโครงการ บางอย่างก็ออกหุ้นกู้ บางอย่างก็เป็นโปรเจ็กต์ ไฟแนนซ์ เป็นต้น
ถึงแม้ปีนี้เราจะมีการลงทุนค่อนข้างมาก แต่ยืนยันว่านโยบายจ่ายปันผลยังต่อเนื่อง เราตั้งใจจ่ายเงินปันผลให้เต็มที่ สิ่งที่เราทำ คือพยายามทำให้บริษัทเป็นหุ้นที่มีเสถียรภาพ
เป้าหมายของผม คืออยากให้ธุรกิจของกลุ่มอินทัชเติบโตอย่างยั่งยืน โดยฐานรายได้จะกระจายจากหลายธุรกิจที่ได้บอกไปและใน 5 ปีข้างหน้า ฐานรายได้จากเอไอเอสก็จะมีสัดส่วนลดลงมาเหลือที่ 75% ของรายได้รวม เพราะมีรายได้อื่นเข้ามาเพิ่ม
และนี่คือเส้นทางโตของธุรกิจกลุ่มอินทิช ที่มองข้ามการเมืองในวันนี้
ไขรหัสโฮลดิ้งส์ "INTUCH" 9 ภารกิจปั้นรายได้...ปลดแอกการเมือง
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สัมภาษณ์
หลังรัฐประหารเมื่อเดือน ก.ย. 2549 หลายธุรกิจที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงนั้น จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึง บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่ปีนี้เพิ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH และถือเป็นหน้าที่ของ "สมประสงค์ บุญยะชัย" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ที่จะต้องหาหนทางรับมือกับปัญหา ควบคู่ไปกับการคิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ม่านหมอกความขัดแย้งของภาคการเมือง
สมประสงค์ บุญยะชัย
การเติบโตของอินทัชในปีนี้จะเป็นอย่างไร
การทำธุรกิจในปีนี้ อินทัชก็น่าจะขยายตัวประมาณ 5-7% ตามที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯไว้ หลังจากที่ไตรมาสแรกกำไรลดลงเล็กน้อยจากภาวะเศรษฐกิจ แต่หลังจากนี้ไปเชื่อว่าผลดำเนินงานจะดีขึ้น เพราะด้วยสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเห็นสัญญาณว่ามีการพยายามคุยกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะดี อีกอย่างที่ผ่านมาเราถูกการเมืองพัดพาไป แต่เราก็ทำ "ข้อสอบไปหลายครั้ง" แล้ว เวลาม็อบมาเราก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่พยายามชี้แจงว่าเราไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องยอมรับว่า เรื่องการเมืองเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้
ความเสี่ยงต่ออินทัชมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจมี 3 เรื่องที่สัมพันธ์กัน คือวัฏจักรการเมือง วัฎจักรเศรษฐกิจ และวัฏจักรทางธุรกิจ ถ้าการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้ ธุรกิจเราก็ได้รับผลดี แต่ถ้าการเมืองมีความอ่อนไหว ก็จะเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวธุรกิจ
ขณะที่รายได้หลักของเรายังมาจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ AIS และ บมจ.ไทยคม (THCOM) ดังนั้น เราต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะในภาวะเศรษฐกิจการเมืองมีปัญหา ผู้บริโภคก็จะเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน
สิ่งที่เราทำได้ คือพยายาม "รักษาสถานะ" ของธุรกิจ เน้นสร้างบริการใหม่ ๆให้ลูกค้า เน้นประสิทธิภาพ การบริหารงาน และการคิดค้นพัฒนา เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงความตั้งใจจริง โดยใช้กลยุทธ์ "สร้างความแตกต่าง" เพื่อทำให้สินค้าและบริการของเราเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อผู้บริโภค
เป้าหมายเส้นทางเติบโตของธุรกิจอินทัช
ด้วยปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎกติกาการกำกับ ด้านเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้เมื่อ 2 ปีก่อนเราได้คิดสิ่งที่เรียกว่า "Breakthrough" ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดทุกอย่าง ด้วยการวางแผนงานให้กับบริษัทที่เราถือหุ้น มีทั้งหมด 9 ข้อโดย ADVANC มีภารกิจที่ต้องทำ 4 ข้อ คือ 1) การมี 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 2) การประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งาน 4G
3) Fix Broadband และ 4) คอนเวอร์เจนซ์ด้วยการรวมคลื่นความถี่ 3G-4G และ Fix Broadband ให้ทำงานสัมพันธ์กันส่วน THCOM ได้รับมอบหมายภารกิจ 1 ข้อ คือการปล่อยดาวเทียมดวงใหม่ ๆ นอกจากนี้ มี บมจ.ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ที่ได้รับมอบหมายทำภารกิจ Cloud Computing เพื่อรองรับการใช้งานทั้งในส่วนของบริษัทและประชาชนทั่วไป และ INTUCH จะเดินหน้าในภารกิจ 3 ข้อ คือ 1) การเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้แก่บริษัท 2) การดำเนินการด้านทีวีดิจิทัล และ 3) การทำดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และโครงสร้างของธุรกิจ น่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้
โดยแผนทั้ง 9 ข้อได้มีการดำเนินการไปแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนที่ต่างกัน ซึ่งเราก็จะดำเนินการไปจนถึง 5 ปีข้างหน้า
แผนใช้เงินลงทุนของธุรกิจในกลุ่มเป็นอย่างไร
การลงทุนโดยรวมของบริษัทในกลุ่มเราจะใช้เงินหลายหมื่นล้านบาท โดยเงินลงทุนในปีนี้แบ่งเป็นเงินลงทุนในส่วนของอินทัชประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่เอไอเอสปีนี้ใช้เงินลงทุนหนักราว 4 หมื่นล้านบาทสำหรับการลงทุนใน 3G ส่วนไทยคม การใช้เงินลงทุนจะขึ้นอยู่กับแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ ซึ่งดาวเทียมไทยคม 8 ที่เราจะส่งขึ้นไปในปี 2558 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 178.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนเพื่อขยายงานต่างๆ ค่อนข้างมากนั้น เราก็จะต้องหาแหล่งเงินที่มีต้นทุนไม่สูง ซึ่งจะมีทั้งการใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และถ้าจะกู้ ก็จะดูเท่าที่จำเป็นต่อการลงทุนในแต่ละโครงการ บางอย่างก็ออกหุ้นกู้ บางอย่างก็เป็นโปรเจ็กต์ ไฟแนนซ์ เป็นต้น
ถึงแม้ปีนี้เราจะมีการลงทุนค่อนข้างมาก แต่ยืนยันว่านโยบายจ่ายปันผลยังต่อเนื่อง เราตั้งใจจ่ายเงินปันผลให้เต็มที่ สิ่งที่เราทำ คือพยายามทำให้บริษัทเป็นหุ้นที่มีเสถียรภาพ
เป้าหมายของผม คืออยากให้ธุรกิจของกลุ่มอินทัชเติบโตอย่างยั่งยืน โดยฐานรายได้จะกระจายจากหลายธุรกิจที่ได้บอกไปและใน 5 ปีข้างหน้า ฐานรายได้จากเอไอเอสก็จะมีสัดส่วนลดลงมาเหลือที่ 75% ของรายได้รวม เพราะมีรายได้อื่นเข้ามาเพิ่ม
และนี่คือเส้นทางโตของธุรกิจกลุ่มอินทิช ที่มองข้ามการเมืองในวันนี้