ทำไมผมกลัวที่จะจ่ายค่าตั๋วเพื่อดูหนังไทย



(คำเตือน : กระทู้นี้ถึงแม้จะเขียนด้วยอคติบ้าง ขาดความรู้ไปบ้าง แต่ก็เขียนเพราะมีความฝันที่อยากให้หนังไทยเติบโตไปในระดับโลกเช่นเดียวกับทุกๆท่าน หากเพื่อนๆมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ไม่ถูกใจ หรืออยากจะเพิ่ม ก็คุยกันได้เลยครับ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน)

ที่อยู่ดีๆมาเขียนบทความแบบนี้ก็ไม่ได้ต้องการจะมาหาเรื่องอะไรหรอกนะครับ เพียงแต่ไปเห็นกระทู้ในพันธ์ทิพย์นึงประมาณว่า “ทำไมคนไทยไม่ดูหนังไทย” ก็เลยย้อนมาคิดถึงตัวเองว่า เออว่ะ กูก็ไม่ค่อยดูหนังไทยในโรง

ต้องออกตัวเลยว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่เวลาเห็นหนังไทยเข้าโรง หรือมีคนชวนไปดูหนังไทยในโรง ผมมักจะชอบค่อนขอดหนังไทยด้วยอคติด้านลบแบบสุดๆอารมณ์ประมาณว่า “หนังไทยอะนะ ไม่ดูหรอก” คนหนึ่งเหมือนกัน ก็เลยมานั่งคิดและวิเคราะห์ดูว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ค่อยดูหนังไทย

สาเหตุโดยรวมทั้งหมดก็ด้วยเพราะ “ความเชื่อมั่น” ในคุณภาพของหนังไทยมันมีกระติ๊ดริดกระจ้อยร่อยเสียจริงๆ ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าดูหนังไทยน้อยนะครับ หนังจากแผ่นก็ดู เวลาคนที่บ้านโหลดมา ซื้อมา หรือเช่ามาก็ยังนั่งดูด้วยจนจบ (อย่าเพิ่งมาเข้าประเด็นโหลดหนังผี ดูหนังเถื่อนนะครับ มีอธิบายเรื่องพวกนี้ช่วงท้าย) และสุดท้ายก็จะค่อนข้างผิดหวังกับประสบการณ์การดูหนังไทยเกือบ 70%

ปัญหาของคุณภาพของไทยจริงๆแล้วมันวนเวียนอยู่กับแค่เรื่อง “บท” ที่มีคุณภาพเท่านั้นแหละครับที่เป็นประเด็นสำคัญจริงๆ หนังไทยส่วนใหญ่ไม่เคยให้ความสำคัญกับบทหนัง ทั้งๆที่มันคือส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังด้วยซ้ำ และผู้สร้างหนังของไทยเราก็มักหลงทางไปกับคำว่า “ทุนสร้าง” โดยตีกรอบไปซะว่า “ทุนสร้าง” นี่แหละที่ทำให้คนไทยไม่ดูหนังไทย ผู้สร้างหนังบางคนค่อนขอดว่า “ใช่สิ เราไม่มีทุนสร้างเป็นร้อยล้านพันล้านนี่” แต่ลองมองดูดีๆนะครับผู้สร้างหนังไทยทั้งหลาย ทุนสร้างที่ยิ่งใหญ่ระดับสองร้อยล้าน สามร้อยล้าน อย่าง “ต้มโคล้งกุ้ง 2” [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้นี่ก็ถือว่าเป็นทุนสร้างที่สูงนะครับ แต่หนังออกมาในระดับที่เรียกว่ามั่ว เละเทะ เหมือนเอาทุนสร้างไปละลายน้ำ แล้วเอาน้ำไประเหยอีกที สิ่งที่เราไม่มีคือบทหนังที่ดีครับ ผมก็ไม่ใช่คนเรียนหนัง ไม่ได้จบการสร้างหนัง เป็นแค่คนดูหนังคนหนึ่ง ก็ไม่รู้จะพูดยังไงก็ให้มันถูกต้อง แต่คือเราไม่มีบทหนังที่สนุก ไม่มีบทหนังที่ตรึงคนดูให้อยู่กับหนังไปตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องได้ด้วยความสนุก ความตื่นเต้น เร้าใจ สยองขวัญ โรแมนติค หรืออะไรก็ตามที่ผู้สร้างต้องการ อย่าไปพูดถึงทุนสร้างเลยครับ เพราะทุนสร้างเป็นพันๆล้านของฮอลลีวู้ดก็ล้มมากี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว ตัวอย่างเช่น The Last Airbenders เป็นต้น สำหรับหนังไทยทุนสร้างสองร้อยล้าน เราเอาร้อยล้านไปพัฒนาบทหนังดีกว่าครับ ทุกวันนี้หนังต่างชาติทุนสร้างจิ้มลิ้มแต่สนุกขั้นเทพก็มีเยอะแยะไป อย่างล่าสุด ชีวิตนี้ผมไม่คิดว่าจะไปนั่งดูหนังอินเดีย แต่ใครจะไปคิดว่า The Lunchbox จะทำให้ผมหลงรักหนังอินเดียได้ล่ะเอ้า อย่างนี้ยังจะพูดถึงทุนสร้างได้อยู่อีกหรือเปล่าล่ะครับ



ถัดจากบทหนัง ในเมื่อมาพูดถึงทุนสร้างกันแล้ว ก็มาพูดกันตรงๆ ยอมรับแบบเปิดอกเลยว่า ใช่ครับผมพร้อมที่จะตีตั๋วเข้าไปดูหนังอย่าง The Avengers หรือ Star Wars เพราะเรามั่นใจว่าเราจะได้ไปดูสิ่งที่มีอยู่ในจินตนาการเท่านั้นมาโลดเล่นอยู่บนจอภาพยนตร์อย่าง “สมจริง” เพราะเป้าหมายของหนังเหล่านี้ก็เอาจุดนี้เป็นจุดขายอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้สร้างหนังไทย ที่ไม่รู้ว่าเราเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ที่รู้ทั้งรู้ว่าทุนสร้างก็น้อยเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้ว ยังจะสร้างหนังที่จะขาย “สเปเชียลเอฟเฟคสุดอลังการ” ด้วยงบอันจำกัดจำเขี่ยออกมาอีก คือคุณจะสร้างจุดขายหนังแอ๊คชั่นอลังการวินาศสันตะโรแฟนตาซีล้ำมิติ แต่ภาพในหนังตัวอย่างออกมาแบบซีจีของเด็กมหาลัย ขอโทษนะครับ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเราจะเลือก The Avengers หรือหนังไทยเอฟเฟคอลังการดี แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ มันก็วนไปที่บทหนังอีกนั่นแหละ ต่อให้เอฟเฟคเราจะเน่าเพียงใดแต่หากเรามีบทหนังที่ยอดเยี่ยม ดูแล้วสนุก บางทีเราก็ลืมเอฟเฟคและ CG ห่วยๆไปเลยแบบที่หนังญี่ปุ่นมีให้เราเห็นเป็นประจำ แปลกไหมครับ หนังญี่ปุ่นนี่เอฟเฟคจริงๆแล้วหลายๆเรื่องมันเห่ยมาก แต่สุดท้ายเราก็ดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ผมไม่ได้พูดถึงบทหนังที่ดีในระดับคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ มาปฏิสนธิกับอัลเฟรด ฮิตคอก นะครับ ขอแค่บทหนังที่มัน “สนุก” และ “มีมาตรฐาน”



ปัญหาถัดมาของหนังไทย อยู่ที่การโปรโมท ผมเชื่อนะครับว่าวิธีการโปรโมทที่ดี อย่างน้อยก็ดึงความสนใจคนมาดูได้ โดยเฉพาะตัวอย่างหนังนี่ถือเป็นกุญแจอย่างหนึ่งเลยก็ได้ เพราะมันจะเป็นตัวแปรสำคัญให้คนดูรู้จักหนัง และสนใจในหนัง แต่หนังไทยหลายๆเรื่องตัดต่อตัวอย่างหนังออกมาได้โคตรจะไม่น่าสนใจ (ไม่ต้องพูดถึงตัวหนังนะครับ) มีผู้สร้างหนังบางคนบ่นน้อยใจว่าคนดูหนังไทยฟังแต่เสียงวิจารณ์ มีอคติ ไม่ยอมไปดูหนังก็ด่าหนังแล้วว่าหนังห่วย อยากให้ผู้สร้างกลับไปดูตัวอย่างหนังตัวเองซะก่อน ผมขอยกตัวอย่างละกันอย่างเรื่อง “ตี๋จุ้นเต้นก้องดาว” ที่น่าจะติดอันดับหนังไทยทำเงินน้อยที่สุดในโลก คือไม่ต้องพูดถึงตัวหนังนะครับ แค่ตัวอย่างหนังก็เพียงพอที่จะทำให้คนดูบอกว่า “หนังอะไรของวะ” ตัวอย่างหนังและการโปรโมทมีผลมากนะครับ อย่างเรื่อง John Carter ที่เป็นยักษ์ล้มเรื่องหนึ่งของ Disney ทั้งๆที่ตัวหนังสนุกใช้ได้เลยนะครับ คนที่ไปดูก็มีแต่บอกว่าหนังมันสนุกนะเฮ้ย แต่ด้วยการโปรโมท ตัวอย่าง ที่ดูไม่น่าสนใจเอาซะมากๆ จนตอนแรกผมก็ไม่คิดจะตีตั๋วไปดูแล้วด้วยซ้ำนี่แหละที่เป็นตัวแปรทำให้ John Carter คว่ำไม่เป็นท่า ถ้าจำไม่ผิดฝ่ายการตลาดของหนังเรื่องนี้โดนเล่นการหนักหน่วงมากๆ

ปัญหาอีกข้อที่ผมขอพูดเป็นข้อสุดท้าย และก็ดูสุ่มเสี่ยงที่จะโดนด่า คืออีโก้ของผู้กำกับหนังไทยบางคนครับที่ทำให้วงการหนังไทยนี่แหละไม่ไปไหน คือนอกจากหนังที่คุณสร้างบางทียังดูถูกคนดูที่เค้าจะจ่ายตังค์เข้าไปดูคุณแล้ว คุณยังจะไปด่าคนดูเสียๆหายๆอีกต่างหาก เคสที่ผมจำได้แม่นมากๆ คือเคสของป๋าเทพโพธิ์งามของหนัง ดึก ดำ ดึ๋ย (ตอนนั้นผมอยู่ ม.ปลายอยู่เลย) จำได้ว่าตอนนั้นป๋าเทพไปให้สัมภาษณ์สื่อรายการอะไรสักอย่าง แล้วพิธีกรพูดถึงประเด็นที่ว่ามีคนด่าหนังป๋าเทพว่าห่วย ป๋าเทพสวนกลับเลยว่า “ไอ้พวกวิจารณ์ก็ดีแต่วิจารณ์ ทำหนังไม่เป็นเอาแต่วิจารณ์คนอื่น” คือจบนะครับ ผมจะบอกเลยนะครับว่าไม่ว่าคุณจะอยู่วงการไหน ถ้าคุณไม่ยอมรับในคำติติงของคนอื่น โดยเฉพาะลูกค้า คุณจะเอาสินค้าไปขายใครครับ ขายคนในครอบครัวคุณหรือครับ พูดแบบนี้ไม่เท่เลย แล้วยิ่งในวงการหนัง นักวิจารณ์กับคนดูหนังก็คนๆเดียวกันนั่นแหละ ถ้าคุณไม่ทำหนังให้คนดูหนังดู แล้วจะทำให้ใครดู (ตอนผมไปดู ต้มโคล้งกุ้ง 2 รอบปฐมทัศน์โลก ดูจบคนปรบมือกันเกรียวกราวทั้งโรง นี่แหละครับไทยแลนด์โอนลี่จริงๆ ในวงการหนังต่างประเทศ หนังห่วยนี่โห่นะครับ เค้าไม่สนว่าคุณจะเป็นผู้กำกับใหญ่ขนาดไหน ไม่สนว่านี่จะเป็นรอบปฐมทัศน์อะไร)



พูดมาตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ถามว่าผมเกลียดหนังไทยหรือเปล่า จะบอกว่าผมไม่เคยเกลียดหนังไทยครับ ผมแค่ไม่เชื่อมั่น แต่ยังคงคาดหวังกับหนังไทยอยู่เสมอๆ และหวังจะให้หนังไทยไปยืนอยู่ในตลาดโลกเหมือนที่เกาหลีใต้ทำได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี

เปลี่ยนมุมมองเถอะครับคนสร้างหนังทุกท่าน ลองสร้างหนังที่ดี บทที่แน่น ไม่ดูถูกคนดู พยายามซื้อความมั่นใจของคนดูหนังไทยกลับคืนมา คุณไม่ต้องไปเดือดร้อนหรอกว่าเค้าจะโหลดหนังคุณมาดู จะซื้อแผ่นผีคุณมาดู ถ้าหนังคุณดีจริง เชื่อหรือเปล่าครับว่านั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักดูหนังได้อย่างยิ่งใหญ่มากแล้ว และหากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนดูได้ เค้าก็จะออกไปดูหนังของคุณเอง จะกล้าพูดว่าเป็นแฟนคลับ จะกล้าพูดว่ารอติดตามมาตั้งแต่สร้างเหมือนที่หนังฮอลลีวู้ดทำได้ และหนังคุณมีคุณภาพจริง เชื่อหรือเปล่าครับว่านอกจากจะตีตั๋วไปดูหนังในโรงแล้ว ยังรอคอยแผ่น DVD แผ่น Bluray แถมยังรอคอยออกมาเป็น Special Edition Boxset เวอร์ชั่นแพงมหาประลัยคนก็รอซื้อกัน

ซึ่งในปัจจุบันผมก็ต้องยอมรับและชื่นชม GTH มากๆที่สามารถสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการหนังไทยได้ GTH ถือว่าเป็นตัวอย่างในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับวงการหนังไทยได้ดีครับ ทั้งบทหนัง ทั้งโปรดักชั่น นักแสดง คือหากสร้างความเชื่อมั่นได้แล้วต่อให้หนังออกมาห่วย คนก็ยังพร้อมให้อภัย และก็กล้าที่จะไปดูเรื่องใหม่ต่อ (แต่ไม่ใช่จะทำออกมาให้ผิดหวังเรื่อยๆ รวมไปถึงทำหนังซ้ำๆซากๆที่วนเวียนไปเวียนมา ก็ไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกัน และคนที่เป็นติ่งที่ปกป้องในระดับไม่ลืมหูลืมตานี่แหละตัวบ่อนทำลายครับ เพราะการเปิดกว้างรับความเห็นต่าง มันคือสิ่งที่จะทำให้พัฒนา) นอกจาก GTH ก็ยังมีหนังของคุณก้องเกียรติ โขมศิริ ที่กล้าจะแหวกออกมาทำหนังกึ่งๆ Torture Porn อย่างลองของ กล้าจะทำหนังแนวลึกลับสอบสวนฆาตกรรมอย่าง “เฉือน” หรือแม้กระทั่งหนังนักเลงอย่าง “อันธพาล” ที่ทำออกมาได้เท่ ดิบ และสนุกมากๆ ถึงบทหนังของคุณก้องเกียรติ ก็มีจุดผิดพลาดเยอะแยะ แต่อย่างที่บอกครับ นี่เป็นตัวอย่างของบทหนังที่ “สนุก” ทำให้คนดูอยู่กับเก้าอี้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และนี่ก็เป็นตัวอย่างของบทหนังที่ “ดี” ครับ



ไหนๆก็ขอแถมหนังอย่าง Marry is Happy , Marry is Happy หนังอินดี้ที่เป็นเสมือนยาขมกับคนดูหนังชาวไทย แต่ก็สามารถแหวกกระแสจนออกมามีที่ยืนเป็นของตัวเอง พร้อมทั้งการโปรโมทที่เล็กๆแต่ได้ผล จนใครจะไปคิดว่าคนไปต่อแถวยาวเหยียดในงานหนังสือเพื่อซื้อ DVD หรือแม้กระทั่ง Server ขาย DVD ออนไลน์จะล่ม



หนังไทยไม่ได้อยู่ในโลกมืดไร้โอกาสหรอกครับ มีผู้กำกับไทย ผู้เขียนบท และหนังไทยอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ดีและยอดเยี่ยมที่ผมไม่ได้พูดถึง ตอนนี้อุตสาหกรรมหนังไทยกำลังรอเวลาที่จะผงาด แค่สร้างความ “เชื่อมั่น” ให้กับนักดูหนัง ด้วยหนังที่มี “คุณภาพ” เท่านั้นเอง

ส่งท้ายอีกหน่อย : ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับหากคนไทยจะไม่ดูหนังไทยด้วยกันเอง ไประดับโลกเลยสิครับ ถ้าหนังดีจริง ขายไปทั่วโลกเลยครับ !!!!

ไปพูดคุยเรื่องหนัง อ่านรีวิวหนังของผม กันได้ที่เพจ JackobotReview ได้นะครับ (หรือจะไปบ่นต่อในเพจก็ได้ อิอิ)

https://www.facebook.com/JacKobotReview

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่