คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 19
..พี่เป็นหนอนหนังสือตัวใหญ่ .. และเห็นว่าเป็นเรื่องที่คุณ "ขอความช่วยเหลือ"
และเห็นใจคนเป็นแม่ ถึงได้พยายามอ่านจนจบ ..
..พี่ขอแสดงความเห็นใจกับโชคชะตา และส่งกำลังใจให้คุณก่อนละกันนะคะ
และเข้าใจว่าคุณกำลังเสียใจมาก และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
..แต่การปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก พรั่งพรู ..จนลงในรายละเอียดมากเกินไป
เรียกว่าลงทุกเม็ดเลย แบบนี้มันก็เวิ่นเว้อเกินไปสำหรับการเป็นคำถาม
และมันทำให้ยากต่อการจับสาระสำคัญ และประเด็นปัญหาได้นะคะ ..
อย่างเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูก .. ไม่ต้องลงรายละเอียดมากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ..แม่ที่ไม่รักลูก ห่วงลูกสิแปลก
หรือรายละเอียดตอนไปอยู่บ้านพ่อแม่แฟน ..ก็เยอะไป ละเอียดเกินจำเป็นค่ะ
ดังนั้น พี่แนะนำว่าต่อไป ช่วย "กรอง" เอาแต่เนื้อๆ ..น้ำขลุกขลิกก็พอนะคะ
เพื่อนๆ สมาชิก จะได้เข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น
..เอาล่ะ ..จากที่พี่พยายามจับใจความนะ ..
เรื่องคือ คุณกับแฟน ยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียก่อน
ทางบ้านคุณก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ให้มาผูกข้อไม้ข้อมือ แต่ทางบ้านแฟนคุณ กลับบอกว่าเดี๋ยวรอให้คลอดน้องก่อน
จะจัดงานแต่งให้สมหน้าสมตา เพราะพ่อแฟนเป็นข้าราชการที่คนรู้จักเยอะ
พอท้องใหญ่ขึ้น แฟนคุณไม่ให้คุณทำงาน แต่ก็ไม่ได้ให้เงินไว้ใช้จ่าย
และสุดท้ายก็ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักข้าราชการของพ่อแม่แฟน
ส่วนแฟนคุณ ไม่ได้อยู่บ้านนี้ด้วย ..มาบ้างไม่มาบ้าง โทร.ไปก็ไม่รับสาย ..ไม่มีพฤติกรรมของคนเป็นสามี เป็นพ่อที่ดีเท่าไหร่
..เมื่ออยู่ที่บ้านพ่อแม่แฟน คุณก็ช่วยเหลืองานบ้าน และเคารพพ่อแม่แฟนดี
แต่คุณก็ไม่รู้ว่าทางพ่อแม่แฟน คิดยังไงกับคุณ ..ยอมรับเป็นสะใภ้หรือเปล่า
..แต่พ่อแฟนคุณ ก็มีการเรียกให้ลูกชายเค้า พาคุณไปจดทะเบียนสมรส เพื่อสามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอด ฯลฯ ได้
ซึ่งพี่อนุมานว่า คุณกับแฟน ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว (ใช่มั้ย ? )
แต่คงยังไม่ได้จัดเป็นพิธีการ บอกกล่าวให้สังคมรับรู้ ..รึเปล่า ..
..พอน้องเกิดมา มีกรณีผิดใจกันเรื่องลูกคุณเป็นหลอดลมอักเสบ ซึ่งคุณมองว่าพ่อแฟนมีส่วนทำให้ลูกคุณป่วยหนัก
เพราะเอายาลดน้ำมูกให้หลานกิน .. แต่สุดท้าย น้องก็หายดีแล้ว
จนน้องอายุได้ราว 7 เดือน คุณเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้องของตัวเอง
และอยากกลับไปทำงาน เอาลูกไปเลี้ยงบ้านตา
แต่ทางพ่อแม่แฟนคุณไม่ยอม .. แม่แฟนคุณ บอกว่าหากคุณไม่อยากอยู่ที่บ้านท่าน ก็ไปได้ ไม่ได้ห้าม แต่ไม่ให้เอาลูกไปด้วย
มามีเหตุการณ์ คุณบอกว่าอยากพาลูกไปเที่ยวหาตา (พ่อคุณ) บ้าง เพราะไม่เจอกันนานแล้ว
แต่ทางบ้านพ่อแม่แฟนคุณ ไม่เห็นด้วย .. บอกไม่อยากให้พาเด็กเล็กกระเตงไปไหนไกลๆ
ถ้าตาคิดถึงหลาน ก็ให้ตานั่งรถมาหาหลานเองสิ .. คุณก็ไม่พอใจ เพราะพ่อคุณท่านก็อายุมากแล้ว
จนวันหนึ่งพี่ชายคุณมาหาคุณ คุณก็เลยหอบลูก พากันขับรถกลับบ้านพ่อคุณ
พ่อแฟนคุณ ก็ตามมาหาหลาน เปิดฉากวิวาทะกันยกใหญ่ ..ซึ่งจุดนี้ คุณฉุนพ่อสามีที่วางตัวไม่เป็นกลาง
และคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม
..ต่อมาแฟนคุณเอง เป็นคนอุ้มลูกพาหนีกลับบ้านเค้า ..ทางคุณก็ออกตามหาลูกสุดฤทธิ์
เมื่อถามไปทางพ่อแม่เค้า ก็ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น
คุณได้ไปแจ้งความที่โรงพัก แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว น่าจะตกลงกันเองได้
เลยไม่ใส่ใจกับความทุกข์ร้อนของคุณ .. คุณก็เลยยิ่งรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้รับความยุติธรรมหนักเข้าไปอีก
ในที่สุด โทร.เข้าไปที่บ้านพักพ่อแม่แฟน ..แม่แฟนเป็นคนรับสาย ..
บอกว่าหลานอยู่ที่นั่น สบายดี ไม่ต้องห่วง ..แต่ไม่ให้คุณเจอลูก
ซึ่งคุณตีความว่า คุณถูกกีดกัน พยายามให้คุณออกจากชีวิตแฟนคุณและลูกคุณ
แม่แฟนคุณขู่ว่า ถ้าอยากได้ลูกให้ไปฟ้องร้อง สู้กันในชั้นศาล
คำถามของคุณ คือคุณจะทำยังไง คุณไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสชนะมั้ย จะได้ลูกคืนหรือเปล่า
..และตอนนี้คุณคิดถึงลูกมากๆ ..
หวังว่าพี่คงสรุปเรื่องราวของคุณได้ใกล้เคียงข้อเท็จจริงนะคะ
..ขอเรียนเชิญ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีความรู้ในข้อกฎหมาย ช่วยน้องสาวคนนี้หน่อยละกันนะคะ
ส่วน "ทะแนะ" อย่างข้าพเจ้า ต้องขอตัวออกจากระทู้ไปทำกับข้าวให้ลูกๆ สักครู่ค่ะ ^^
ขอให้คุณน้อง จขกท. โชคดี ได้รับคำตอบจากผู้รู้ ที่จะเป็นประโยชน์นะคะ
และเห็นใจคนเป็นแม่ ถึงได้พยายามอ่านจนจบ ..
..พี่ขอแสดงความเห็นใจกับโชคชะตา และส่งกำลังใจให้คุณก่อนละกันนะคะ
และเข้าใจว่าคุณกำลังเสียใจมาก และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
..แต่การปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก พรั่งพรู ..จนลงในรายละเอียดมากเกินไป
เรียกว่าลงทุกเม็ดเลย แบบนี้มันก็เวิ่นเว้อเกินไปสำหรับการเป็นคำถาม
และมันทำให้ยากต่อการจับสาระสำคัญ และประเด็นปัญหาได้นะคะ ..
อย่างเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูก .. ไม่ต้องลงรายละเอียดมากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ..แม่ที่ไม่รักลูก ห่วงลูกสิแปลก
หรือรายละเอียดตอนไปอยู่บ้านพ่อแม่แฟน ..ก็เยอะไป ละเอียดเกินจำเป็นค่ะ
ดังนั้น พี่แนะนำว่าต่อไป ช่วย "กรอง" เอาแต่เนื้อๆ ..น้ำขลุกขลิกก็พอนะคะ
เพื่อนๆ สมาชิก จะได้เข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น
..เอาล่ะ ..จากที่พี่พยายามจับใจความนะ ..
เรื่องคือ คุณกับแฟน ยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียก่อน
ทางบ้านคุณก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ให้มาผูกข้อไม้ข้อมือ แต่ทางบ้านแฟนคุณ กลับบอกว่าเดี๋ยวรอให้คลอดน้องก่อน
จะจัดงานแต่งให้สมหน้าสมตา เพราะพ่อแฟนเป็นข้าราชการที่คนรู้จักเยอะ
พอท้องใหญ่ขึ้น แฟนคุณไม่ให้คุณทำงาน แต่ก็ไม่ได้ให้เงินไว้ใช้จ่าย
และสุดท้ายก็ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักข้าราชการของพ่อแม่แฟน
ส่วนแฟนคุณ ไม่ได้อยู่บ้านนี้ด้วย ..มาบ้างไม่มาบ้าง โทร.ไปก็ไม่รับสาย ..ไม่มีพฤติกรรมของคนเป็นสามี เป็นพ่อที่ดีเท่าไหร่
..เมื่ออยู่ที่บ้านพ่อแม่แฟน คุณก็ช่วยเหลืองานบ้าน และเคารพพ่อแม่แฟนดี
แต่คุณก็ไม่รู้ว่าทางพ่อแม่แฟน คิดยังไงกับคุณ ..ยอมรับเป็นสะใภ้หรือเปล่า
..แต่พ่อแฟนคุณ ก็มีการเรียกให้ลูกชายเค้า พาคุณไปจดทะเบียนสมรส เพื่อสามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอด ฯลฯ ได้
ซึ่งพี่อนุมานว่า คุณกับแฟน ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว (ใช่มั้ย ? )
แต่คงยังไม่ได้จัดเป็นพิธีการ บอกกล่าวให้สังคมรับรู้ ..รึเปล่า ..
..พอน้องเกิดมา มีกรณีผิดใจกันเรื่องลูกคุณเป็นหลอดลมอักเสบ ซึ่งคุณมองว่าพ่อแฟนมีส่วนทำให้ลูกคุณป่วยหนัก
เพราะเอายาลดน้ำมูกให้หลานกิน .. แต่สุดท้าย น้องก็หายดีแล้ว
จนน้องอายุได้ราว 7 เดือน คุณเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้องของตัวเอง
และอยากกลับไปทำงาน เอาลูกไปเลี้ยงบ้านตา
แต่ทางพ่อแม่แฟนคุณไม่ยอม .. แม่แฟนคุณ บอกว่าหากคุณไม่อยากอยู่ที่บ้านท่าน ก็ไปได้ ไม่ได้ห้าม แต่ไม่ให้เอาลูกไปด้วย
มามีเหตุการณ์ คุณบอกว่าอยากพาลูกไปเที่ยวหาตา (พ่อคุณ) บ้าง เพราะไม่เจอกันนานแล้ว
แต่ทางบ้านพ่อแม่แฟนคุณ ไม่เห็นด้วย .. บอกไม่อยากให้พาเด็กเล็กกระเตงไปไหนไกลๆ
ถ้าตาคิดถึงหลาน ก็ให้ตานั่งรถมาหาหลานเองสิ .. คุณก็ไม่พอใจ เพราะพ่อคุณท่านก็อายุมากแล้ว
จนวันหนึ่งพี่ชายคุณมาหาคุณ คุณก็เลยหอบลูก พากันขับรถกลับบ้านพ่อคุณ
พ่อแฟนคุณ ก็ตามมาหาหลาน เปิดฉากวิวาทะกันยกใหญ่ ..ซึ่งจุดนี้ คุณฉุนพ่อสามีที่วางตัวไม่เป็นกลาง
และคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม
..ต่อมาแฟนคุณเอง เป็นคนอุ้มลูกพาหนีกลับบ้านเค้า ..ทางคุณก็ออกตามหาลูกสุดฤทธิ์
เมื่อถามไปทางพ่อแม่เค้า ก็ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น
คุณได้ไปแจ้งความที่โรงพัก แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว น่าจะตกลงกันเองได้
เลยไม่ใส่ใจกับความทุกข์ร้อนของคุณ .. คุณก็เลยยิ่งรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้รับความยุติธรรมหนักเข้าไปอีก
ในที่สุด โทร.เข้าไปที่บ้านพักพ่อแม่แฟน ..แม่แฟนเป็นคนรับสาย ..
บอกว่าหลานอยู่ที่นั่น สบายดี ไม่ต้องห่วง ..แต่ไม่ให้คุณเจอลูก
ซึ่งคุณตีความว่า คุณถูกกีดกัน พยายามให้คุณออกจากชีวิตแฟนคุณและลูกคุณ
แม่แฟนคุณขู่ว่า ถ้าอยากได้ลูกให้ไปฟ้องร้อง สู้กันในชั้นศาล
คำถามของคุณ คือคุณจะทำยังไง คุณไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสชนะมั้ย จะได้ลูกคืนหรือเปล่า
..และตอนนี้คุณคิดถึงลูกมากๆ ..
หวังว่าพี่คงสรุปเรื่องราวของคุณได้ใกล้เคียงข้อเท็จจริงนะคะ
..ขอเรียนเชิญ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่มีความรู้ในข้อกฎหมาย ช่วยน้องสาวคนนี้หน่อยละกันนะคะ
ส่วน "ทะแนะ" อย่างข้าพเจ้า ต้องขอตัวออกจากระทู้ไปทำกับข้าวให้ลูกๆ สักครู่ค่ะ ^^
ขอให้คุณน้อง จขกท. โชคดี ได้รับคำตอบจากผู้รู้ ที่จะเป็นประโยชน์นะคะ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
แล้วพ่อสามีบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่อยากให้มีปัญหาไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยกอยากให้อยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูก พี่ชายดิฉันเลยบอกว่าในเมื่อดิฉันไม่ไปแล้วจะเอาลูกดิฉันไปได้ยังไง สิ่งที่จะทำมันคือการพากลูกพากแม่ซึ้งดิฉันเลี้ยงลูกเองอยู่กับลูกมาตลอดทุกวันแทบจะ24ชม.ดิฉันกับลูกไม่เคยห่างกันเลย พ่อสามีก้แสดงอาการโมโหไม่พอใจที่พี่ชายดิฉันไม่ยอมให้เอาหลานไป แล้วพ่อสามีก้พูดกับดิฉันว่ามันไม่มีอะไรดิฉันเข้าใจผิดไปเอง ตอนนั้นพ่อสามีอุ้มลูกดิฉันอยู่ในมือ ดิฉันบอกดิฉันไม่ได้เข้าใจผิดสิ่งที่แม่พูดพ่อก้ได้ยินพ่อก้อยู่ในเหตุการ์ณตลอดตั้งแต่ต้น ไม่มีใครหรอกที่ได้ยินแม่สามีพูดแบบนี้แล้วจะไม่รุ้สึกอะไรเลย พ่อสามีเลยบอกใช่พ่ออยู่ในเหตุการ์ณและได้ยินพ่อก้ห้ามทั้งดิฉันและแม่แต่ในเหตุการ์ณพ่อตะคอกเรียกชื่อดิฉันบอกให้ดิฉันหยุดพ่อว่าแต่ดิฉันพ่อไม่ได้ว่าแม่เลย พ่อสามีทำตัวไม่เป็นกลางเลย ทั้งที่รุ้อยู่แก่ใจว่าอะไรถูผิด ในคืนนั้นพ่อสามีบอกลูกดิฉันเป็นผ้าขาวไม่อยากให้ลูกดิฉันเจอและเห็นเหตุการ์ณแบบนี้ แต่ในตอนนี้ขณะที่พ่ออุ้มลูกดิฉันอยู่ในมือพ่อสามีตะโกนเสียงดังเถียงกับดิฉับบ้างเถียงกับพี่ชายดิฉันบ้างบ้านข้างๆก้ได้ยินกันหมด พี่สะใภ้ดิฉันเข้าไปอุ้มลูกดิฉันพ่อสามีก้ไม่ให้ พอน้องสาวดิฉันนอนอยู่บนห้องนอนชั้น2ก้ได้ยินเสียงดังจึงลงมาจะอุ้มลูกดิฉันขึ้นไปนอนเพราะเมื่อกี้ลูกดิฉันกำลังจะหลับแต่พ่อสามีมาก้เลยให้อุ้มก่อนยังไม่ให้หลับ น้องสาวดิฉันจะอุ้มลูกดิฉันขึ้นไปนอนพ่อสามีก้ไม่ให้อุ้ม พ่อสามียังอุ้มลูกดิฉันและเถียงเสียงดังกับดิฉันกับพี่ชายดิฉัน จนลูกดิฉันร้องง้อแง้เพราะง่วงนอนดิฉันจึงเดินไปอุ้มลูกพาไปนอนกินนม ถ้าลูกดิฉันไม่ง้อแง้พ่อสามีก้คงยังไม่ยอมให้ใครอุ้มทั้งที่พ่อสามีเคยพูดเองว่าลูกดิฉันเป็นผ้าขาวไม่อยากให้อยู่ให้เห็นเหตุการ์ณแบบนี้ สิ่งที่พ่อสามีพูดกับสิ่งที่พ่อสามีทำมันตรงข้ามกันอย่างชัดเจน พ่อสามีพูดสอนคนนั้นคนนี้แต่พ่อสามีเองก้ทำไม่ได้ ดีแต่พูดสอนคนอื่น ทั้งทีตนเองเป็นผู้ใหญ่เป็นอาวุธโส หลังจากที่ดิฉันขึ้นไปชั้น2ให้นมลูกเอาลูกนอน ดิฉันก้ได้ยินเสียงพ่อสามีกับพี่ชายดิฉันเถียงกัน บ้างครั้งเสียงพ่อสามีดัง บ้างครั้งก้เสียงพี่ชายดิฉันดัง พี่ชายดิฉันถามพ่อสามีดิฉันว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวผม น้องสาวผมคนนี้เป็นคนเข้มแข็งและอดทนมาก แล้วทำไมมันเกิดอะไรขึ้นน้องสาวผมถึงร้องห่มไห้ตอนกลางคืนโทรให้ผมไปรับกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ผมถามอะไรน้องสาวผมก้ไม่ตอบ พูดแต่ว่าให้มารับกลับบ้านหน่อยเดี๋ยวนี้ตอนนี้เลย ผมทำงานอยู่ต้องทิ้งงานเพราะความเป็นห่วงน้องสาว น้องสาวผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แต่สิ่งที่พ่อสามีตอบพี่ชายดิฉันคือพ่อไม่รุ้เรื่องพ่อไม่ได้อยู่ในเหตุการ์ณตั้งแต่แรก พ่อสามีดิฉันเป็นผู้ใหญ่เป็นถึงอาวุธโสเป็นหัวหน้าอนามัย แต่ทำไมโกหกได้หน้าตาเฉย ดิฉันไม่เข้าใจจิตใจของพ่อสามีเลย โกหกทำไมต้องการช่วยกันปิดบังความผิดเหรอทำไมต้องโกหก ทั้งที่ความเป็นจิงพ่อสามีอยู่ในเหตุการ์ณตั้งแต่แรกและทุกฉากทุกตอนจนจบ ตอนแรกที่ดิฉันคุยกับพ่อสามีอยู่ข้างล่างพ่อสามีก้บอกว่ารุ้ว่าเห็นและเกิดอะไรขึ้น แต่พอดิฉันขึ้นไปให้นมลูกบนชั้น2 พ่อสามีกลับบอกพี่ชายดิฉันว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการ์ณตั้งแต่แรก สิ่งที่พ่อสามีทำมันคืออะไร ทำไมพูดจากลับไปกลับมา และอีกเรื่องหนึ่งพ่อสามีบอกกับที่บ้านดิฉันว่าดิฉันอยู่บนอนามัยดิฉันอยู่แบบสุขสบายมากทุกอย่างที่บ้านสามีดูแลดิฉันเป็นอย่างดี ไม่ต้องทำอะไรเลยดิฉันแค่เลี้ยงลูกอย่างเดียว กับข้าวพ่อสามีก้ยกขึ้นไปให้กินถึงห้องบนอนามัย เสื้อผ้าดิฉันเสื้อผ้าลูกดิฉันแม่สามีก้เป็นคนซักให้ แม้แต่เสื้อในกางเกงในดิฉันแม่สามีก้เป็นคนซักให้ ดิฉันกล้าพูดเลยและกล้าสาบานด้วยว่าดิฉันไม่เคยให้แม่สามีซักเสื้อชั้นในกางเกงในให้ดิฉันดิฉันซักเองตลอด ส่วนเสื้อผ้าดิฉันแม่สามีเคยซักให้1-2ครั้ง ส่วนมากดิฉันจะให้แม่บ้านที่อนามัยเอาไปปั่นเครื่องให้ ส่วนเรื่องเสื้อผ้าของลูกแม่สามีก้ไม่ให้คนอื่นซักเองเพราะคนอื่นซักไม่ถูกใจแม่สามีบ่นให้ดิฉันฟังบ่อยๆ ส่วนเรื่องกับข้าวดิฉันไม่เถียงพ่อสามีจะยกขึ้นมาให้บนอนามัยในตอนเช้าส่วนมาก แต่บางครั้งแม่บ้านที่อยู่อนามัยก้เป็นคนยกขึ้นมาให้ ส่วนตอนกลางวันแม่บ้านก้จะเป็นคนยกขึ้นมาให้ บางครั้งบางวันตอนกลางวันไม่มีกับข้าวกินแม่บ้านที่อนามัยก้จะเป็นคนเดินไปซื้อมาให้กิน ถ้าดิฉันมีเงินดิฉันก้ให้ บางครั้งที่ดิฉันไม่มีเงินเพราะเงินหมดดิฉันยังไม่ได้ขอที่บ้านแก่ก้เอาเงินแก่เองซื้อให้ดิฉันกิน ดิฉันพักอยู่กับพ่อแม่สามีก้แค่มีข้าวกินมีที่นอน เสื้อผ้าดิฉันก้ไม่เคยได้ซื้อใส่แต่ตัวเดิมๆเก่าๆขาดๆ ดิฉันอยู่ก้ไม่เคยเรียกร้องอะไร
พี่ชายดิฉันก้คุยเรื่องงานแต่งไหนบอกคลอดแล้วจะมาแต่ง ก้ยังเห็นเงียบไม่ทำอะไรซักอย่าง พี่ชายดิฉันบอกตอนแรกบ้านดิฉันให้มาผูกแขน หรือมาขอขมาเล็กๆ ก้ไม่ทำไม่เอาอะไรสักอย่าง บอกมีลูกชายคนเดียวจะจัดเล็กๆไม่ได้จะต้องจัดใหญ่โต แล้วไหนล่ะงานแต่งคลอดจะ7เดือนแล้วยังไม่เห็นทำอะไรเลยซักอย่าง พ่อสามีดิฉันเถียงไม่ออก แสดงอาการโมโหและไม่พอใจพี่ชายดิฉันอย่างมาก พ่อสามีก้เลยจะกลับก่อนกลับก้แวะขึ้นมาบนห้องนอนที่ชั้น2มาดูหลาน ลูกดิฉันกำลังนอนหลับสบาย วันต่อมาสามีดิฉันก็แวะมาหาที่บ้าน เราก้คุยกันปกติ ไม่ได้ทะเลาะกัน ดิฉันบอกกับสามีว่าถ้าจะมารับลูกไปเที่ยวหรือไปค้างก้บอกดิฉันได้ดิให้ไปดิฉันไม่ว่า แต่สามีบอกว่าไม่เป็นไรรอดิฉันสบายใจก่อนก้ได้ เรานั่งคุยกันสักพักสามีดิฉันก้กลับ แล้วก็โทรมาคุยปกติเล่านู้นนี้นั้นให้ฟังเหมือนเดิม สามีดิฉันบอกกับดิฉันว่าจะพาดิฉันกับลูกไปอยู่แพลตด้วยกันที่สามีดิฉันพักอยู่ สามคนพ่อแม่ลูก ดิฉันตอบตกลงโดยที่ดิฉันไม่คิดจะถามใครเลย แต่ดิฉันบอกกับสามีว่าดิฉันขอบอกพ่อก่อน เพราะพ่ออยู่สวนพ่อลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน สามีดิฉันก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนกลางคืนสามีดิฉันก้บอกว่าพรุ่งนี้จะมาหาเอาแผ่นรองคลานของลูกมาให้ และจะรับดิฉันไปกินข้าว พอตอนเช้าสามีดิฉันมาถึงลูกดิฉันก้ตื่นพึ่งนอนหลับไปประมาณ5-10นาที สามีดิฉันก้ถามว่าดิฉันอยู่บ้านกับใครบ้าง ดิฉันก้บอกอยู่กับน้องสาว พี่สะใภ้ไปตลาดซื้อของมาขาย สามีดิฉันก้ถามดิฉันเรื่องจะไปอยู่แพลต ดิฉันก้ตอบว่าไปแต่ขอบอกพ่อก่อนเพราะพ่อยังไม่ได้มาเอาโทรศัพท์ แล้วดิฉันก้ชี้ไปที่โทรศัพท์ของพ่อให้สามีดู สามีก้ถามต่ออีกว่าถ้าดิฉันไปอยู่แพลตพี่น้องดิฉันจะมีปัญหาหรือป่าว ไม่ใช่มาทะเลาะกันนะเห็นพ่อพี่บอกว่าพี่ชายไม่ให้ไปไม่ใช่เหรอ ดิฉันกำลังอธิบายว่าวันก่อนนั้นที่พ่อพี่มารับพ่อพี่จะเอาแต่ลูกไปพี่ชายเลยไม่ให้ไป แต่ถ้าพาดิฉันไปอยู่แพลตสามคนพ่อแม่ลูกพี่ชายดิฉันไม่ได้ว่าและไม่มีปัญหา ดิฉันก้บอกว่าพี่บอยพี่สะใภ้ที่บ้านดิฉันไม่มีใครว่าเลยดีซะอีกไปอยู่กันเองพ่อแม่ลูก ดิฉันคิดว่าพ่อสามีคงไม่พอใจพี่ชายดิฉันมากๆ แต่ไม่รุ้ว่าพ่อสามีไปเล่าให้สามีดิฉันฟังว่ายังไง เพราะสามีดิฉันหลุดปากพูดมานิดเดียว แล้วสามีก้เดินกลับไปที่รถเอาเพลยิมที่พี่ชายดิฉันเป็นคนซื้อให้ลูกดิฉันมาให้ แล้วก้ไล่ดิฉันให้ไปอาบน้ำ ดิฉันถามว่าจะไปไหนสามีดิฉันก้บอกจะพาไปกินข้าวแถวนี้แหละ และบอกกับดิฉันว่ารีบ ไล่ให้ดิฉันไปอาบน้ำ ดิฉันเดินเข้าห้องน้ำกำลังจะอาบน้ำ พี่สะใภ้ดิฉันก้กลับมาจากตลาด พี่สะใภ้ดิฉันยกมือไหว้หวัดดีสามีดิฉันตามปกติเพราะสามีดิฉันอายุมากกว่า พี่สะใภ้ก้ถามสามีดิฉันจะพากันไปเที่ยวไหน สามีดิฉันก้บอกไปกินข้าวเฉยๆ ดิฉันกำลังอาบน้ำฟอกสบู่ สามีอุ้มลูกออกไปเดินเล่นหน้าบ้านแล้วก้เอาลูกดิฉันขึ้นรถขับรถออกไปอย่างแรงและรวดเร็ว พี่สะใภ้เห็นก้ตะโกนบอกดิฉันว่าสามีดิฉันอุ้มลูกขึ้นรถหนีไปแล้ว ดิฉันตะโกนถามพี่สะใภ้ว่าพูดจิงหรือพูดเล่น แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา พี่สะใภ้วิ่งตามไปแต่ไม่ทัน ดิฉันรีบออกมาจากห้องน้ำแต่ก้ไม่เจอใคร แล้วพี่สะใภ้ก้เดินกลับมาคอตกบอกว่าไปแล้ว สามีดิฉันอุ้มลูกหนีไปแล้ว ดิฉันถามพี่สะใภ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจิงเหรอ เรื่องจิงเหรอ ดิฉันไม่อยากเชื่อว่าคือเรื่องจิง ดิฉันใจหายแว้ปหล่นไปยังพื้น พอตั้งสติดิฉันหยิบโทรศัพท์โทรเบอร์สามีแต่ก้ปิดเครื่อง โทรอยู่เป็น10ครั้งก้ปิดเครื่องตลอด ดิฉันโทรไปเบอร์พ่อสามีพ่อสามีบอกไม่รุ้ไม่เห็นไม่ได้คุยกันเลย พ่อสามีมาทำธุระอยู่ข้างนอก คงไม่มีอะไรหรอกเดี๋ยวก้คงเอากลับมา ดิฉันบอกจะเอาไปก้ไม่ได้ว่าแต่ทำไมต้องโกหกต้องหลอกดิฉัน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ดิฉันนั่งกดโทรศัพท์โทรหาสามีตลอดแต่ก้ปิดเครื่องตลอด พอบ่ายกว่าๆดิฉันโทรไปหาพ่อสามีอีกครั้งถามว่าสามีได้พาลูกไปหาพ่อสามีหรือยัง พ่อสามีตอบเหมือนเดิมไม่รุ้ไม่เห็น สามีดิฉันก้ไม่ได้โทรหาพ่อ และพ่อสามียังอยู่ข้างนอกยังไม่ได้เข้าอนามัยเลย ดิฉันโทรหาสามีก้ยังไม่ติด ดิฉันเลยชวนพี่ชายขับรถไปดูที่ทำงานสามีที่แหลมฉบัง แพลตที่สามีพัก และที่บ้านพักอนามัย แต่ก้ไม่เจอใครเลย ทั้ง ลูกดิฉัน สามี พ่อแม่สามี พอดิฉันไปที่บ้านพักอานามัยหมอเวรคงจะโทรบอกพ่อสามี พอดิฉันโทรหาพ่อสามีก้ไม่รับ และนับตั้งแต่ตอนนั้นทั้งบ้านสามีไม่มีใครรับโทรศัพท์ดิฉันเลย ดิฉันพยายามติดต่อ โทรหา ส่งข้อความหาสามี แต่ก้ไม่ได้รับการติดต่อใดๆกลับมา ดิฉันไปหาทุกๆที่ที่ดิฉันรุ้จักแต่ก้ไม่เจอใคร แม้กะทั่งเบอร์ พ่อแม่สามีก้ไม่มีใครรับโทรศัทพ์ดิฉันเลย ดิฉันไปโรงพักเพื่อสอบถามว่าดิฉ้นสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างมั้ย แต่ตำรวจก้ไม่สนใจไม่ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาที่ดีเลย พูดจาก้ไม่ดี นี้เหรอที่พึ่งของประชาชน ดิฉันบอกช่วยลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานได้มั้ย ตำรวจก้บอกดิฉันว่าได้ใบไปลงบันทึกประจำวันแล้วจะได้ลูกคืนมั้ย ลูกจะบินกลับมามั้ย จะให้ตำรวจไปทำอะไรได้ สรุปคือดิฉันมาขอความช่วยเหลือ หรือมาให้ตำรวจด่าและซ้ำเติมกันแน่ ทั้งที่ดิฉันก้พูดจาดีๆ ดิฉันโทร หาสามีทุกวัน และส่งข้อความหาสามีทุกวัน จนวันหนึ่งแม่สามีเป็นคนรับโทรศัพท์สามี ดิฉันก้ถามหาลูกดิฉันว่าลูกดิฉันเป็นไงบ้าง แม่สามีบอกว่าลูกดิฉันสบายดี ดิฉันบอกแม่สามีว่าดิฉันอยากเจอลูก ดิฉันคิดถึงและเป็นห่วงลูก ดิฉันอยู่กับลูกมาตลอดไม่เคยแยกห่างกันเลย แม่เป็นแม่ก้น่าจะเข้าใจความรุ้สึกของดิฉัน แม่สามีตอบว่าถ้าถึงเวลาจะให้เจอเอง ดิฉันก้ถามว่าเมื่อไหร่ แม่สามีบอกว่างั้นถ้าอยากเจอก้ไปเจอกันที่ศาลให้ดิฉันไปฟ้องร้องเอา ดิฉันอึ้งกับคำพูดของแม่สามีมาก นี้มันเรื่องอะไรกันดิฉันทำอะไรผิด ดิฉันกับสามีก้ไม่ได้ทะเลาะไม่ได้มีปัญหากัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น บ้านดิฉันไม่เคยคิดพรากลูกพรากพ่อ แต่ตอนนี้ที่บ้านสามีกำลังทำอยู่คือการพรากดิฉันกับลูก พ่อแม่สามีเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบบ้านดิฉันเกินไป ทั้งที่ไม่เคยขอขมา ผูกแขนหรือทำอะไรให้บ้านดิฉันเลยซักอย่าง แล้วยังจะมาพรากลูกเอาลูกไปจากดิฉันอีก โหดร้าย ใจดำเกินมนุษย์ พ่อแม่สามีทำให้ดิฉันกับสามีมีปัญหากัน ถ้าไม่ต้องการดิฉันเป็นลูกสะใภ้ดิฉันก้ไม่ว่าและไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ให้ลูกดิฉันคืนมากับดิฉัน ดิฉันอุ้มท้องมาเลี้ยงดูฟูมฟักมาตลอด วันนี้ก้20วันแล้วที่ดิฉันไม่ได้เจอหน้าลูกเลย ไม่รุ้เลยว่าลูกอยู่ที่ไหน มันเจ็บปวดทรมานมากๆ ตอนนี้พ่อกับแม่สามีต้องการกีดกันดิฉันออกจากสามีและลูกดิฉัน ยังไงก้ไม่ให้ดิฉันเจอลูก ถ้าดิฉันอยากเจอก้ให้ดิฉันไปฟ้องร้องเอา ดิฉันเลี้ยงลูกเองมาตลอดให้นมลูกงานไม่ได้ทำ สามีก้ไม่เคยให้เงินแล้วดิฉันจะเอาเงินที่ไหนมาฟ้องร้องมาจ้างทนาย พ่อแม่สามีก้เลยท้าให้ดิฉันไปฟ้องร้อง และบอกกับดิฉันว่าถ้าดิฉัน ชนะจะไม่มายุ่งและจะไม่ให้สามีมายุ่งกับดิฉันกับลูกดิฉันอีกเลย ดิฉันจะทำยังไงดีและถ้ามีการสู้คดีกันดิฉันจะชนะมั้ยค่ะ ได้โปรดช่วยเหลือดิฉันด้วยดิฉันคิดถึงลูกมาก
พี่ชายดิฉันก้คุยเรื่องงานแต่งไหนบอกคลอดแล้วจะมาแต่ง ก้ยังเห็นเงียบไม่ทำอะไรซักอย่าง พี่ชายดิฉันบอกตอนแรกบ้านดิฉันให้มาผูกแขน หรือมาขอขมาเล็กๆ ก้ไม่ทำไม่เอาอะไรสักอย่าง บอกมีลูกชายคนเดียวจะจัดเล็กๆไม่ได้จะต้องจัดใหญ่โต แล้วไหนล่ะงานแต่งคลอดจะ7เดือนแล้วยังไม่เห็นทำอะไรเลยซักอย่าง พ่อสามีดิฉันเถียงไม่ออก แสดงอาการโมโหและไม่พอใจพี่ชายดิฉันอย่างมาก พ่อสามีก้เลยจะกลับก่อนกลับก้แวะขึ้นมาบนห้องนอนที่ชั้น2มาดูหลาน ลูกดิฉันกำลังนอนหลับสบาย วันต่อมาสามีดิฉันก็แวะมาหาที่บ้าน เราก้คุยกันปกติ ไม่ได้ทะเลาะกัน ดิฉันบอกกับสามีว่าถ้าจะมารับลูกไปเที่ยวหรือไปค้างก้บอกดิฉันได้ดิให้ไปดิฉันไม่ว่า แต่สามีบอกว่าไม่เป็นไรรอดิฉันสบายใจก่อนก้ได้ เรานั่งคุยกันสักพักสามีดิฉันก้กลับ แล้วก็โทรมาคุยปกติเล่านู้นนี้นั้นให้ฟังเหมือนเดิม สามีดิฉันบอกกับดิฉันว่าจะพาดิฉันกับลูกไปอยู่แพลตด้วยกันที่สามีดิฉันพักอยู่ สามคนพ่อแม่ลูก ดิฉันตอบตกลงโดยที่ดิฉันไม่คิดจะถามใครเลย แต่ดิฉันบอกกับสามีว่าดิฉันขอบอกพ่อก่อน เพราะพ่ออยู่สวนพ่อลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน สามีดิฉันก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนกลางคืนสามีดิฉันก้บอกว่าพรุ่งนี้จะมาหาเอาแผ่นรองคลานของลูกมาให้ และจะรับดิฉันไปกินข้าว พอตอนเช้าสามีดิฉันมาถึงลูกดิฉันก้ตื่นพึ่งนอนหลับไปประมาณ5-10นาที สามีดิฉันก้ถามว่าดิฉันอยู่บ้านกับใครบ้าง ดิฉันก้บอกอยู่กับน้องสาว พี่สะใภ้ไปตลาดซื้อของมาขาย สามีดิฉันก้ถามดิฉันเรื่องจะไปอยู่แพลต ดิฉันก้ตอบว่าไปแต่ขอบอกพ่อก่อนเพราะพ่อยังไม่ได้มาเอาโทรศัพท์ แล้วดิฉันก้ชี้ไปที่โทรศัพท์ของพ่อให้สามีดู สามีก้ถามต่ออีกว่าถ้าดิฉันไปอยู่แพลตพี่น้องดิฉันจะมีปัญหาหรือป่าว ไม่ใช่มาทะเลาะกันนะเห็นพ่อพี่บอกว่าพี่ชายไม่ให้ไปไม่ใช่เหรอ ดิฉันกำลังอธิบายว่าวันก่อนนั้นที่พ่อพี่มารับพ่อพี่จะเอาแต่ลูกไปพี่ชายเลยไม่ให้ไป แต่ถ้าพาดิฉันไปอยู่แพลตสามคนพ่อแม่ลูกพี่ชายดิฉันไม่ได้ว่าและไม่มีปัญหา ดิฉันก้บอกว่าพี่บอยพี่สะใภ้ที่บ้านดิฉันไม่มีใครว่าเลยดีซะอีกไปอยู่กันเองพ่อแม่ลูก ดิฉันคิดว่าพ่อสามีคงไม่พอใจพี่ชายดิฉันมากๆ แต่ไม่รุ้ว่าพ่อสามีไปเล่าให้สามีดิฉันฟังว่ายังไง เพราะสามีดิฉันหลุดปากพูดมานิดเดียว แล้วสามีก้เดินกลับไปที่รถเอาเพลยิมที่พี่ชายดิฉันเป็นคนซื้อให้ลูกดิฉันมาให้ แล้วก้ไล่ดิฉันให้ไปอาบน้ำ ดิฉันถามว่าจะไปไหนสามีดิฉันก้บอกจะพาไปกินข้าวแถวนี้แหละ และบอกกับดิฉันว่ารีบ ไล่ให้ดิฉันไปอาบน้ำ ดิฉันเดินเข้าห้องน้ำกำลังจะอาบน้ำ พี่สะใภ้ดิฉันก้กลับมาจากตลาด พี่สะใภ้ดิฉันยกมือไหว้หวัดดีสามีดิฉันตามปกติเพราะสามีดิฉันอายุมากกว่า พี่สะใภ้ก้ถามสามีดิฉันจะพากันไปเที่ยวไหน สามีดิฉันก้บอกไปกินข้าวเฉยๆ ดิฉันกำลังอาบน้ำฟอกสบู่ สามีอุ้มลูกออกไปเดินเล่นหน้าบ้านแล้วก้เอาลูกดิฉันขึ้นรถขับรถออกไปอย่างแรงและรวดเร็ว พี่สะใภ้เห็นก้ตะโกนบอกดิฉันว่าสามีดิฉันอุ้มลูกขึ้นรถหนีไปแล้ว ดิฉันตะโกนถามพี่สะใภ้ว่าพูดจิงหรือพูดเล่น แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา พี่สะใภ้วิ่งตามไปแต่ไม่ทัน ดิฉันรีบออกมาจากห้องน้ำแต่ก้ไม่เจอใคร แล้วพี่สะใภ้ก้เดินกลับมาคอตกบอกว่าไปแล้ว สามีดิฉันอุ้มลูกหนีไปแล้ว ดิฉันถามพี่สะใภ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจิงเหรอ เรื่องจิงเหรอ ดิฉันไม่อยากเชื่อว่าคือเรื่องจิง ดิฉันใจหายแว้ปหล่นไปยังพื้น พอตั้งสติดิฉันหยิบโทรศัพท์โทรเบอร์สามีแต่ก้ปิดเครื่อง โทรอยู่เป็น10ครั้งก้ปิดเครื่องตลอด ดิฉันโทรไปเบอร์พ่อสามีพ่อสามีบอกไม่รุ้ไม่เห็นไม่ได้คุยกันเลย พ่อสามีมาทำธุระอยู่ข้างนอก คงไม่มีอะไรหรอกเดี๋ยวก้คงเอากลับมา ดิฉันบอกจะเอาไปก้ไม่ได้ว่าแต่ทำไมต้องโกหกต้องหลอกดิฉัน ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ดิฉันนั่งกดโทรศัพท์โทรหาสามีตลอดแต่ก้ปิดเครื่องตลอด พอบ่ายกว่าๆดิฉันโทรไปหาพ่อสามีอีกครั้งถามว่าสามีได้พาลูกไปหาพ่อสามีหรือยัง พ่อสามีตอบเหมือนเดิมไม่รุ้ไม่เห็น สามีดิฉันก้ไม่ได้โทรหาพ่อ และพ่อสามียังอยู่ข้างนอกยังไม่ได้เข้าอนามัยเลย ดิฉันโทรหาสามีก้ยังไม่ติด ดิฉันเลยชวนพี่ชายขับรถไปดูที่ทำงานสามีที่แหลมฉบัง แพลตที่สามีพัก และที่บ้านพักอนามัย แต่ก้ไม่เจอใครเลย ทั้ง ลูกดิฉัน สามี พ่อแม่สามี พอดิฉันไปที่บ้านพักอานามัยหมอเวรคงจะโทรบอกพ่อสามี พอดิฉันโทรหาพ่อสามีก้ไม่รับ และนับตั้งแต่ตอนนั้นทั้งบ้านสามีไม่มีใครรับโทรศัพท์ดิฉันเลย ดิฉันพยายามติดต่อ โทรหา ส่งข้อความหาสามี แต่ก้ไม่ได้รับการติดต่อใดๆกลับมา ดิฉันไปหาทุกๆที่ที่ดิฉันรุ้จักแต่ก้ไม่เจอใคร แม้กะทั่งเบอร์ พ่อแม่สามีก้ไม่มีใครรับโทรศัทพ์ดิฉันเลย ดิฉันไปโรงพักเพื่อสอบถามว่าดิฉ้นสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างมั้ย แต่ตำรวจก้ไม่สนใจไม่ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาที่ดีเลย พูดจาก้ไม่ดี นี้เหรอที่พึ่งของประชาชน ดิฉันบอกช่วยลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานได้มั้ย ตำรวจก้บอกดิฉันว่าได้ใบไปลงบันทึกประจำวันแล้วจะได้ลูกคืนมั้ย ลูกจะบินกลับมามั้ย จะให้ตำรวจไปทำอะไรได้ สรุปคือดิฉันมาขอความช่วยเหลือ หรือมาให้ตำรวจด่าและซ้ำเติมกันแน่ ทั้งที่ดิฉันก้พูดจาดีๆ ดิฉันโทร หาสามีทุกวัน และส่งข้อความหาสามีทุกวัน จนวันหนึ่งแม่สามีเป็นคนรับโทรศัพท์สามี ดิฉันก้ถามหาลูกดิฉันว่าลูกดิฉันเป็นไงบ้าง แม่สามีบอกว่าลูกดิฉันสบายดี ดิฉันบอกแม่สามีว่าดิฉันอยากเจอลูก ดิฉันคิดถึงและเป็นห่วงลูก ดิฉันอยู่กับลูกมาตลอดไม่เคยแยกห่างกันเลย แม่เป็นแม่ก้น่าจะเข้าใจความรุ้สึกของดิฉัน แม่สามีตอบว่าถ้าถึงเวลาจะให้เจอเอง ดิฉันก้ถามว่าเมื่อไหร่ แม่สามีบอกว่างั้นถ้าอยากเจอก้ไปเจอกันที่ศาลให้ดิฉันไปฟ้องร้องเอา ดิฉันอึ้งกับคำพูดของแม่สามีมาก นี้มันเรื่องอะไรกันดิฉันทำอะไรผิด ดิฉันกับสามีก้ไม่ได้ทะเลาะไม่ได้มีปัญหากัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น บ้านดิฉันไม่เคยคิดพรากลูกพรากพ่อ แต่ตอนนี้ที่บ้านสามีกำลังทำอยู่คือการพรากดิฉันกับลูก พ่อแม่สามีเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบบ้านดิฉันเกินไป ทั้งที่ไม่เคยขอขมา ผูกแขนหรือทำอะไรให้บ้านดิฉันเลยซักอย่าง แล้วยังจะมาพรากลูกเอาลูกไปจากดิฉันอีก โหดร้าย ใจดำเกินมนุษย์ พ่อแม่สามีทำให้ดิฉันกับสามีมีปัญหากัน ถ้าไม่ต้องการดิฉันเป็นลูกสะใภ้ดิฉันก้ไม่ว่าและไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ให้ลูกดิฉันคืนมากับดิฉัน ดิฉันอุ้มท้องมาเลี้ยงดูฟูมฟักมาตลอด วันนี้ก้20วันแล้วที่ดิฉันไม่ได้เจอหน้าลูกเลย ไม่รุ้เลยว่าลูกอยู่ที่ไหน มันเจ็บปวดทรมานมากๆ ตอนนี้พ่อกับแม่สามีต้องการกีดกันดิฉันออกจากสามีและลูกดิฉัน ยังไงก้ไม่ให้ดิฉันเจอลูก ถ้าดิฉันอยากเจอก้ให้ดิฉันไปฟ้องร้องเอา ดิฉันเลี้ยงลูกเองมาตลอดให้นมลูกงานไม่ได้ทำ สามีก้ไม่เคยให้เงินแล้วดิฉันจะเอาเงินที่ไหนมาฟ้องร้องมาจ้างทนาย พ่อแม่สามีก้เลยท้าให้ดิฉันไปฟ้องร้อง และบอกกับดิฉันว่าถ้าดิฉัน ชนะจะไม่มายุ่งและจะไม่ให้สามีมายุ่งกับดิฉันกับลูกดิฉันอีกเลย ดิฉันจะทำยังไงดีและถ้ามีการสู้คดีกันดิฉันจะชนะมั้ยค่ะ ได้โปรดช่วยเหลือดิฉันด้วยดิฉันคิดถึงลูกมาก
แสดงความคิดเห็น
ขอความเป็นธรรม ต้องการความช่วยเหลือด่วนค่ะ บ้านสามีอุ้มลูกหนีกีดกันไม่ให้เจอลูกพาไปหลบซ่อน กรุณาช่วยกันแชร์ต่อๆด้วยคะ
และต้องการความช่วยเหลือด้วยค่ะ
ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบ้านสามี
พ่อสามีเป็นอาวุโสหัวหน้าอนามัยค่ะ
เริ่มเล่าตั้งแต่เริ่มเลยนะค่ะ
ดิฉันตั้งท้องได้เดือนกว่า แต่ยังไม่ได้แต่งงานกันกับสามี คบกันไปๆมายังไม่ได้พักอยู่ด้วยกัน ตอนนั่นดิฉันไม่รุ้ว่าสามีคิดยังไง แต่ดิฉันตั้งใจไว้แล้วเราจะไม่ทำร้ายลูกดิฉันถึงแม้สามีกับบ้านสามีจะไม่รับผิดชอบก้ตาม ดิฉันก้จะเลี้ยงลูกของดิฉันเอง ดิฉันตัดสินใจบอกพ่อดิฉัน ตอนแรกพ่อดิฉันเงียบไม่พูดอะไรคงตกใจ ผิดหวังและเสียใจ แต่พ่อดิฉันไม่ได้ต่อว่าหรือตำหนิอะไรดิฉันเลย แล้วพ่อก้ถามว่าสามีดิฉันว่ายังไงบ้าง ดิฉันตอบพ่อไม่ได้เพราะสามียังไม่ได้บอกพ่อกับแม่ของเขา พ่อดิฉันบอกให้มาผูกข้อไม้ข้อมือ หรือขอขมา เล็กน้อยๆก้พอ พ่อดิฉันไม่ได้เรียกร้องอะไร แค่ต้องการรับรุ้ว่าสามีบ้านสามียอมรับดิฉันกับลูกดิฉันก้พอ พ่อบอกว่าแต่ถ้าบ้านสามีไม่รับผิดชอบก้ไม่เป็นไรไม่ต้องคิดมาก ลูกพ่อ3คนพ่อยังเลี้ยงมาได้ แค่หลานคนเดียวทำไมจะเลี้ยงไม่ได้
ดิฉันก้บอกสามีว่าพ่อบอกให้ไปผูกแขนหรือขอขมาอะไรซักอย่างเล็กน้อยๆไม่ต้องใหญ่โต แต่ที่บ้านสามีบอกว่ามีลูกชายคนเดียวคนรุ้จักเยอะแยะจะมาจัดเล็กๆไม่ได้ รอให้คลอดแล้วจะจัดงานแต่งให้ แต่ก้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคลอดแล้วเมื่อไหร่ และเป็นการพูดแบบปากเปล่า พ่อดิฉันก้ยอมทางบ้านสามีไม่เอะอ่ะโว้ยวายหรืออะไรทั้งสิ้น พ่อดิฉันนึกถึงหลานไม่อยากให้หลานเกิดมามีปมด้อยไม่มีพ่อ เพราะหลานมีชีวิตและกำลังเกิดมาแล้ว ฝากท้องครั้งแรกดิฉันฝากท้องกับโรงพยาบาลแถวบ้านไปฝากเอง สามีไม่ได้ไปด้วย ฝากกับโรงพยาบาลแถวบ้าน2ครั้ง แล้วสามีก้ให้เปลี่ยนไปฝากที่คลีนิคศรีราชาไม่ห่างจากที่สามีทำงานมากนักแม่สามีเป็นคนให้เปลี่ยนไปฝากที่คลีนิคนี้ (สามีทำงานแหลมฉบัง) ไปตรวจได้3-4ครั้งก้เปลี่ยนคลีนิคฝากท้องอีกเพราะคลีนิคที่ศรีราชาหมอจะผ่าคลอดอย่างเดียวไม่รับคลอดเอง คลีนิคสุดท้ายคือที่ชลบุรีหมอดีมากพูดจาดี ตรวจละเอียด ตั้งแต่รุ้ว่าท้องก้ไม่ได้ทำงานเพราะสามีไม่ให้ทำแต่สามีก้ไม่เคยให้เงินใช้เลย ทุกครั้งที่หมอนัดตรวจครรภ์ ดิฉันจะต้องขับรถตัวเองจากบ้านที่ระยอง ดิฉันจะต้องเป็นฝ่ายขับรถไปหาสามีทุกครั้งที่หมอนัดตรวจแล้วสามีก้จะพาไปพบหมอ สามีรับผิดชอบจ่ายแค่ค่าตรวจครรภ์อย่างเดียว แต่สามีไม่เคยให้เงินดิฉันไว้ใช้เลย ดิฉันพักที่บ้านกับพี่ชาย พี่สะใภ้ และน้องสาว (พี่ชายเช่าเทาเฮาส์อยู่มี3ห้องนอนในหมู่บ้าน ) ตั้งแต่รุ้ว่าตั้งท้องดิฉันไม่ได้ทำงานเพราะสามีไม่ให้ทำดิฉันใช้เงินเก็บดิฉันเอง บ้างครั้งก้ขอพ่อพี่น้องดิฉันบ้าง เพราะดิฉันก้ต้องมีรายจ่าย ค่ากิน ซื้อของใช้ ค่าเปลี่ยนยางจัดฟันดิฉันจัดฟันอยู่ก่อนตั้งครรภ์ เติมน้ำมันรถเวลาขับไปตรวจครรภ์ มีบ้างครั้งดิฉันก้ไปนอนพักกับสามีที่แพลตที่สามีทำงาน บ้างครั้งสามีก้มาค้างที่บ้านพี่ชายกับดิฉัน แต่ส่วนมากดิฉันจะอยู่บ้านดิฉันเองมากกว่า ดิฉันพักบ้านตัวเองจน7เดือนกว่า ทางบ้านสามีกับสามีก้เหมือนเดิมเฉยๆ ไม่เคยให้เงินดิฉันใช้เลย แล้วสามีก้บอกให้ดิฉันไปอยู่กับพ่อแม่สามีที่บางพลี ในใจดิฉันจิงๆก้ยังไม่อยากไปอยู่เพราะดิฉันไม่มั่นใจและไม่รุ้ว่าพ่อกับแม่สามีจะเป็นยังไงยินดีตอนรับดิฉันมั้ย เพราะว่าสามีไม่ได้ไปพักอยู่ด้วยแต่จะให้ดิฉันไปพักกับพ่อแม่ของสามี สามียังพักที่ทำงาน แต่ก้จะไปๆกลับๆบ้าง ดิฉันไม่อยากมีปัญหากับสามีไม่อยากทะเลาะด้วยก้ยอมตามใจสามีไปพักอยู่กับพ่อแม่สามี ที่พ่อแม่สามีอยู่เป็นบ้านพักของอนามัยพ่อสามีเป็นหัวหน้าเป็นอาวุธโสที่อนามัย พักที่อนามัยดิฉันก้ไม่ได้ทำอะไรเพราะจะมีแม่บ้านที่อนามัยเป็นคนทำทั้งหมด คือจะทำความสะอาดอนามัย ดูแลอนามัย แม่บ้านที่อนามัยจะซักเสื้อผ้ารีดผ้าของ พ่อ แม่ และของสามี และก้เป็นคนทำความสะอาดบ้านพักด้วย แต่ดิฉันก้จะซักเสื้อผ้าของตัวเอง ช่วยพ่อสามีทำกับข้าวในตอนเย็น ตอนเช้ากับตอนเที่ยงจะซื้อข้าวกล่องกิน บ้างครั้งก้กินกับข้าวเก่าที่ทำ เพราะบ้างทีพ่อสามีทำกับข้าวเก็บไว้กินได้3-4วัน ดิฉันอยู่กับพ่อแม่สามีดิฉันไม่เคยมีปัญหาหรือสร้างปัญหาอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียวก้ไม่มี พ่อแม่สามีบอกอะไรดิฉันก้ทำตามเชื่อฟังทุกอย่าง ดิฉันให้เคารพพ่อกับแม่สามีมาตลอด พ่อสามีทำอะไรให้กินดิฉันก้กิน บ้างทีอะไรที่ดิฉันไม่กินดิฉันก้ฝืนกินไม่เคยบ่นเลย แล้วพ่อแม่สามีก้บอกให้สามีพาดิฉันไปจดทะเบียนให้รีบไปจดเวลาคลอดจะได้ใช้สิทธิสามีเบิกได้ พ่อสามีจะได้ไม่ต้องเสียตังค์ ดิฉันก้ใช่ชีวิตอยู่แบบนี้มาเรื่อยๆ สามีดิฉันก้ไม่เคยให้เงินดิฉันเหมือนเดิม แต่ดิฉันก้ไม่เคยด่าว่า หรือพูดจาตำหนิสามีเลย บางครั้งตอนกลางวัน หรือตอนเย็น ถ้าพ่อแม่สามีไม่อยู่ไม่มีอะไรให้กินดิฉันก้จะใช้เงินดิฉันเองที่พี่น้องดิฉันโอนมาให้เอาให้แม่บ้านที่อนามัยไปซื้อข้าวกล่องมาให้กิน และบางครั้งที่ดิฉันไม่มีเงินเลยแม่บ้านที่อนามัยก้จะเอาเงินของแก่เองไปซื้อข้าวมาให้ดิฉันกิน แก่มีเมตตาและใจดีกับดิฉันมาก ชีวิตดิฉันเป็นอยู่แบบนี้จนถึงวันคลอด อยู่แต่ที่อนามัยไม่ได้ไปไหนเลย ยางจัดฟันก้ไม่ได้ไปเปลี่ยน แม่สามีอยากให้ดิฉันผ่าคลอดแต่ดิฉันตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากจะคลอดเองมากกว่า แม่สามีก้ไม่ค่อยพอใจ แต่ดิฉันก้ยืนยันว่าอยากคลอดเอง ถึงวันคลอดดิฉันไม่สามารถคลอดเองได้ ลูกดิฉันกลับหัวแต่ว่าหัวยังอยู่สูงเบ่งเท่าไหร่ก้ไม่ยอมลง ดิฉันเบ่งจนความดันขึ้นสูงหมอจึงบอกให้ผ่าเพราะจะส่งผลอันตรายกับดิฉันและลูก ดิฉันตกลงผ่าตามที่หมอบอก กลายเป็นว่าดิฉันเจ็บ2ต่อ การผ่าตัดคลอดเป็นไปด้วยดี ลูกดิฉันคลอด20:55 น้ำหนัก3.105 ปกติ แข็งแรงและสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ผู้ช่วยพยาบาลพาดิฉันไปนอนพักและบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะเอาลูกดิฉันมาให้ ดิฉันรุ้สึกตื่นเต้น ดีใจ อยากเห็นหน้าลูกไวๆ ความเหนื่อย ความเจ็บ ทำให้ดิฉันนอนหลับ แต่ก้หลับๆตื่นๆเพราะเจ็บแผลผ่า และเจ็บปากมดลูก เจ็บไปหมดทั้งตัว ตลอดทั้งคืนดิฉันนอนแบบไม่ขยับตัวเลย ลองขยับแล้วเจ็บมากเลยทำให้ไม่กล้าที่จะขยับ ตอนเช้าพยาบาลเอาลูกมาให้ดิฉัน ดิฉันนอนตะแคงให้ลูกกินนม เห็นหน้าลูกดิฉันลืมความเจ็บปวดไปเลย ดิฉันมีความสุขมากเป็นความสุขที่บรรยายไม่ถูกไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายได้ รุ้สึกว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตนี้ที่ผ่านมา ดิฉันนอนกอดลูกมองดูลูกที่กำลังนอนดูดนมดิฉันช่างมีความสุขจิงๆ ลูกดิฉันคลอดได้2วันก้มีไข้ตัวเหลือง ลูกดิฉันจึงถูกย้ายไปตึกกุมาร ดิฉันพักอยู่คนละตึกกับลูกทุกๆ3ชม. ดิฉันต้องเดินไปให้นมลูกที่ตึกกุมาร แผลผ่าคลอดก้ยังเจ็บแต่ดิฉันก้อดทนเพื่อลูกเพราะอยากให้ลูกได้กินนมดิฉัน อยากให้ลูกแข็งแรงมีภูมิต้านทานที่ดี ครั้งแรกที่ดิฉันเดินไปให้นมลูกที่ตึกกุมาร ดิฉันเห็นลูกดิฉันนอนเสื้อไม่ใส่ ใส่แต่ผ้าอ้อม มีผ้าปิดตา มีไฟสีฟ้าส่อง ที่หลังมือมีเข็มเจาะคาไว้และมีรอยเข็มอีก3-4รอย ตามหลังมือและข้อพับแขน ดิฉันเห็นลูกดิฉันอยู่ในสภาพนั้นดิฉันใจสั่นทำอะไรไม่ถูกเจ็บปวดในใจ แล้วน้ำตาดิฉันก้ไหลออกมา จนพยาบาลที่เห็นพากันตกใจถามว่าดิฉันเป็นอะไร ดิฉันส่ายหน้า และตอบพยาบาลสั่นๆว่าป่าว เพราะดิฉันพูดไม่ออก ดิฉันสงสารลูกมาก ถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากเป็นอยากเจ็บแทนลูกดิฉัน แต่ดิฉันก้ทำไม่ได้ ดิฉันได้แต่มองดู แล้วอุ้มลูกมากินนม ดิฉันกอดลูกไว้แนบอก ทุกครั้งที่ดิฉันมาให้นมลูกดิฉันจะให้นมลูก1ชม.ถึง1ชม.ครึ่ง ดิฉันนั่งให้ลูกดูดนมจนกว่าลูกดิฉันจะหยุดดูดเอง ทุกๆครั้งดิฉันจะกอดลูกแนบอกและบอกกับลูกว่าขอให้สิ่งศักดิ์ทั้งหลายคุ้มครองลูกของแม่ขอให้หนูหายไวๆ แม่จะพาหนูกลับบ้านแม่จะอยู่ข้างๆหนูตลอดไป เราจะอยู่ด้วยกัน ดิฉันเดินไปเดินกลับระหว่างตึกที่ดิฉันพักกับตึกกุมารทุกๆวัน วันล่ะ4รอบ เป็นเวลาประมาณ1อาทิตย์ แล้วดิฉันก้ได้ย้ายจากตึกที่ดิฉันพักมาพักกับลูก3-4วัน ก้ได้ออกจากโรงพยาบาล หลังจากออกจากโรงพยาบาลดิฉันก้กลับมาพักที่อนามัยกับพ่อแม่สามี แต่ไม่ได้พักอยู่ที่บ้านพักอนามัย บ้านพักอนามัยเป็นบ้านไม้2ชั้นชั้นล่างจะเลี้ยงหมาไว้ในบ้าน ดิฉันกับลูกพักอยู่บนอนามัยในห้องบริหารของอนามัยดิฉันเลี้ยงลูกเองบนอนามัยทั้งกลางวันและกลางคืน ตอนกลางคืนแม่พ่อสามีจะมานอนด้วย แต่บางครั้งแม่ก้มานอนกับดิฉันส่วนพ่อนอนที่บ้านพัก ดิฉันเลี้ยงลูกเองตลอดเพราะกลางวันพ่อกับแม่สามีทำงาน มีแม่บ้านที่อนามัยที่ช่วยดูแลดิฉันคอยหาข้าวให้กิน บางครั้งดิฉันก้กินข้าวไปด้วยดูลูกไปด้วย ลูกดิฉันไม่ค่อยนอนหลับตอนกลางวัน ถ้านอนก้แค่5-10นาที กลางวันดิฉันจึงไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลย เพราะเลี้ยงลูกเองคนเดียว แม้กระทั้งไปเข้าห้องน้ำดิฉันก้ต้องอุ้มลูกไปด้วย ส่วนช่วงเวลากลางคืนกว่าลูกดิฉันจะนอนหลับก้3-4ทุ่ม ดิฉันจึงจะได้ไปอาบน้ำ ถ้าลูกดิฉันยังไม่หลับดิฉันห่างลูกนานๆไม่ได้เพราะลูกกินนมดิฉัน ลูกติดเต้ามาก ดิฉันให้กินนมดิฉันอย่างเดียวตามคำแนะนำของโรงพยาบาลศูนย์น้ำนมแม่แนะนำให้กินถึง6เดือน ขั้นต่ำเพราะ6เดือนแรกน้ำนมแม่จะส่งผลดีและมีประโยช์นต่อลูกมาก แต่ถ้าได้กินนมแม่ไปตลอดก้จะยิ่งดี อีกไม่กี่วันดิฉันก้จะให้นมครบ6เดือน ดิฉันรุ้สึกว่าน้ำนมดิฉันลดน้อยลง อาจจะเป็นเพราะดิฉันไม่สบาย พักผ่อนน้อย เครียด นอนไม่พอ เพราะกลางวันดิฉันไม่ได้นอนเลย กลางคืนกว่าจะได้นอนก้5ทุ่ม บางครั้งก้เที่ยงคืน ตี2กับตี5ก้ตื่นให้นม หรืออะไรดิฉันก้ไม่ทราบแน่ชัด ดิฉันสังเกตุลูกดิฉันฉี่น้อยลง แต่ก้ยังกินนมปกติ ไม่มีอาการอย่างอื่นทุกอย่างปกติดี ดิฉันก้บอกและปรึกษากับแม่สามี แม่สามีบอกว่าจะหานมชงมาให้ลูกดิฉันกินเพิ่ม สลับกับกินนมดิฉัน ดิฉันก้บอกแล้วแต่แม่สามีเพราะดิฉันก้เป็นห่วงลูกกลัวลูกกินไม่อิ่ม กลัวลูกขาดสารอาหารไม่สบายเหมือนตอนแรกที่อยู่โรงพยาบาลเพราะตอนแรกๆน้ำนมดิฉันก้ยังน้อย ดิฉันคิดว่าเพราะน้ำนมน้อยลูกได้รับสารอาหารไม่พอก้เลยไม่สบายตัวเหลืองเพราะตอนแรกที่คลอดลูกดิฉันแข็งแรงสมบูรณ์ดีน้ำหนัก3.105 ดิฉันก้เป็นห่วงและกังวนกลัวลูกจะไม่สบายอีก หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วลูกดิฉันก้ไม่เจ็บป่วยเลย ลูกดิฉันเป็นเด็กแข็งแรงและอารมย์ดีมาก ฉีดวัคซีนเข็มแรกตอนได้2เดือน ฉีดช่วงเช้าลูกดิฉันก้มีอาการง้อแง้แค่ช่วงเช้าถึงบ่าย พอตกเย็นก้อาการปกติไม่ง้อแง้ ฉีดวัคซีนครั้งที่2ไม่มีอาการง้อแง้มีไข้ต่ำๆแต่วันเดียวก้หาย หลังจากนั้นเคยมีครั้งนึงพ่อสามีพาลูกดิฉันไปเที่ยวที่วัดแห่งหนึ่งติดกับทะเล พ่อสามีพาไปช่วงเย็นๆลมแรง และไปติดๆกัน จนทำให้ลูกดิฉันไม่สบาย มีไข้ตัวร้อน ไอ วันแรกก้เช็ดตัวให้กินยาลดไข้ แก้ไอ เพราะยังไม่มีอาการอื่นๆ พออีกวันถัดมาลูกดิฉันมีน้ำมูกพ่อก้เอายาลดน้ำมูกมาให้ลูกดิฉันกิน กินยาลดน้ำมูกได้2วันลูกดิฉันเริ่มหายใจครืดคราด เสียงไอเหมือนมีเสลดเสมหะ ทั้งที่ตอนแรกลูกดิฉันหายใจปกติไม่มีเสียงดัง และไอแห้งๆ ดิฉันว่าอาการลูกดิฉันแย่กว่าเดิม ดิฉันก้ งง ว่าเกิดอะไร ดิฉันก้ทำตามที่พ่อสามีบอกทุกอย่าง วันนั้นสามีดิฉันมาดิฉันเลยบอกสามีว่าอาการลูกแย่ลงให้สามีพาไปให้พยาบาลที่อยู่เวรดูให้หน่อย พยาบาลที่อยู่เวรก้ตรวจฟังปอดฟังหัวใจตรวจอะไรบ้างดิฉันก้ไม่ได้ถามเซ้าซี้ทั้งหมดเพราะเกรงใจ แล้วพยาบาลก้บอกว่าในปอดหรือหลอดลมอะไรซักอย่างนี้แหละดิฉันจำไม่ค่อยได้พยาบาลบอกว่ามีแสลดอยู่ พยาบาลจะให้ยามากับดิฉันดิฉันเลยบอกว่ามีแล้ว พ่อสามีเอามาให้แล้ว มียาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก พยาบาลเลยบอกว่างดให้เด็กเล็กกินยาลดน้ำมูกเด็ดขาด เพราะยาลดน้ำมูกนี้แหละที่จะทำให้เกิดแสลด หายใจครืดคราด ไอมีแสลด ดิฉันเกิดอาการ งง สงสัย สับสน ขึ้นมาทันที พ่อสามีเป็นอาวุธโสของอนามัย ไม่รุ้เรื่องยาลดน้ำมูกเหรอ ทำไมเอามาให้ลูกดิฉันกิน แต่ดิฉันก้ไม่เคยถามเคยว่าหรือพูดจาตำหนิพ่อสามีเลย ที่เอายาลดน้ำมูกมาให้ลูกดิฉันกิน พอได้ยินพยาบาลบอกดิฉันหยุดให้ยาลดน้ำมูกทันที แต่อาการลูกดิฉันก็ยังไม่ดีขึ้น มีอาการเหนื่อย หอบ พ่อสามีเลย พาไปตรวจที่โรงพยาบาล กับหมอเด็ก หมอเด็กให้พ้นยา และให้ยา ลดไข้ แก้ไอ แล้วก้มียาเม็ด 2เม็ด เป็นยาเสตียรลอยด์ หมอให้มาแค่2เม็ดสำหรับกินวันนี้แล้วนัดดูอาการพรุ่งนี้ต่อ หมอเด็กก้ห้ามกินยาลดน้ำมูกเหมือนกัน พอตกกลางคืนลูกดิฉันอาการแย่ลง ให้หมอเวรที่อยู่อนามัยตรวจบอกว่ามีเคริพหรืออะไรดิฉันฟังไม่ถนัดมันเป็นศัพของหมอดิฉันก้ไม่เข้าใจ หมอเวรที่อนามัยเลยบอกให้พ่อสามีดิฉันพาลูกดิฉันไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อความแน่ใจ ตอนแรกพ่อสามีดิฉันยังไม่อยาก