แวะมาบ่นครับ ไม่ได้เข้าบอร์ดนาน

นักการเมืองสมัยเก่า หากินกับโวหาร และช่องกฏหมาย
ทำนโยบายและบริหารโครงการอะไรไม่เป็นเพราะมีแต่นักกฏหมายไม่มีประสบการณ์งานบริหาร
พอมาถึงยุคการศึกษาไร้พรหมแดน ประชาชนสมัยใหม่เลือกผู้แทนและนายกตามนโยบายและการบริหารงาน
พวกนักการเมืองเก่าๆ ปรับตัวไม่ทัน ก้อไร้ค่า
พอสู้เขาไม่ได้ ทางที่เลือกก้อคือ ต้องสร้างสิ่งที่ชั่วร้ายมาขู่ให้คนกลัว

โดยเริ่มจากเจ้าพ่อสื่อไม่ได้ช่องทีวีที่ต้องการ ผนวกกับมีผู้ต้องการล้มอดีตนายก
เจ้าพ่อสื่อเลยอาสาตัว เอาเงินมาให้ผมหกพันล้าน เดี๋ยวผมล้มนายกให้
เมื่อสื่อคิดเล่นงานใครสักคน พวกคุณคิดว่าจะเหลือที่ยืนให้เขามั๊ย
ต้องสร้างให้เขาชั่ว ทุกอย่างที่เขาทำต้องให้เขามีประโยชน์แอบแฝงไปหมด รู้ลึกรู้จริงยังกับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
จริงมั่งไม่จริงมั่งเสริมแต่งเองมั่ง แต่รับเงินเขามาแล้วเรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ สกปรกแค่ไหนไม่หวั่น แค่ล้มได้พอ
หลายครั้งแค่มีภาพนิ่งภาพเดียว ขยับอะไรไม่ได้เลย กลับแต่งเรื่องราวให้คนที่อยู่ในภาพเลวระดับนรกยังไม่เอาได้เฉย

นักการเมืองสมัยเก่ากินอิฐหินปูนทรายและสิ่งก่อสร้างก้อสร้างไม่ค่อยสำเร็จ ถึงสำเร็จก้อไม่ได้มาตรฐาน
ส่วนนักการเมืองสมัยใหม่ เขารีบสร้างให้เสร็จ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน คนที่มีวิสัยทัศน์ที่เข้าใจเส้นทางการพัฒนา ก้อจะสร้างธุรกิจมารอรับผลประโยชน์
ปกติแล้วคนมีวิสัยทัศน์ก่อนชาวบ้านในเมืองไทยมีไม่เยอะนัก ทำให้เหมือนเจอแต่กลุ่มเดิมๆ จนบางทีเหมือนเอื้อประโยชน์ให้กัน
แต่จริงๆแล้วหากใครมีวิสัยทัศน์ ตามเขาทันก้อจะสามารถหากินกับเขาได้ แข่งขันเขาได้ไม่มีผูกขาด
กับการสร้างที่สำเร็จ ผู้คนได้ใช้สอย ทุกคนได้รับประโยชน์ไม่มากก้อน้อย ไม่ทางตรงก้อทางอ้อมอยู่เสมอ ประเทศชาติได้ประโยชน์แน่นอน

เรื่องสุดท้ายที่อยากบ่นเป็นเรื่องที่ผมเสียดายมากคือรถไฟความเร็วสูงก่อนเปิด aec
ทุกคนรู้ใช่มั๊ยครับว่าเรามีทำเลเหมาะเป็นฮับของภูมิภาค
ทุกคนรู้ใช่มั๊ยครับว่าหากมีรถไฟ มูลค่าที่ดินตามรายทางจะสูงขึ้น
ทุกคนรู้ใช่มั๊ยว่าหากมีรถไฟ ผู้คนสามารถไปอยู่นอกเมืองได้ ออฟฟิศทำงานไปอยู่นอกเมืองได้ ลดความแออัดในกรุงเทพได้
ทุกคนรู้ใช่มั๊ยครับหากการคมนาคมเชื่อต่อในเมืองและนอกเมืองสะดวกการขนย้ายสินค้าสะดวก ผู้คนจะมีไอเดียหากินอีกมากมาย สร้างงานที่ชนบทได้ เมื่อคนส้รางงานที่ชนบทได้ พ่อแม่ได้อยู่กับลูก ครอบครัวอบอุ่น ลูกเติบโตเป็นคนดี มีคุณภาพของสังคม

ผมจะยกตัวอย่างการทำรถไฟของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
ตอนปี 2451 ร.5 กู้เงินประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อมาสร้างทางรถไฟ จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก้อประมาณ 106 ปี
เงิน 60ล้านสมัยก่อนกับเงิน 2ล้านๆ สมัยนี้ บวกลับคูณหารอัตราเงินเฟ้อ อันไหนเยอะกว่ากันครับ
ลองเทียบกับก๋วยเตี๋ยว สมัยนี้ก๋วยเตี๋ยขามละ 40 แต่เมื่อ 100+ปีก่อน นี่สลึงนึงรึว่าน้อยกว่านั้น เป็นไพ เป็นเฟื่องเลยรึป่าว
ดังนั้นเนี่ยไอ้ 60ล้านเนี่ยมันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ในสมัยก่อน

ผ่านมาร้อยปีเป็นยังไงครับเงิน 60ล้าน ตอนนี้
ขี้ปะติ๋วรึป่าวครับสำหรับหนี้ประเทศ เอ้าถ้าให้ดอกเบี้ยไปเลย 100% ยอดก้อแค่ 120ล้าน ใช่มะคับ ยังถือว่าขี้ประติ๋วป่าวครับ

2ล้านล้านก้อจะเหมือนกันครับ ยิ่งระยะเวลายิ่งนาน เงินนี้ยิ่งจะค่าน้อย อัตราเงินเฟ้อมันเพิ่มทุกปี จริงๆใช้เงินเยอะยังงี้ ยิ่งรีบหยิบยืม ยิ่งระยะเวลานานยิ่งดี
ไม่แน่อีก 50 ปี เงิน 2ล้านล้าน อาจมีค่าพอๆ กับ 60 ล้านสมัยนี้ก้อเป็นได้ ดังนั้นจะกลัวกันทำไมนักหนาครับกับหนี้แค่นี้
แล้วเมื่อมีรถไฟ มูลค่าที่ดินเพิ่ม ธุรกิจเพิ่ม งานเพิ่ม โอกาสการสร้างรายได้ และโอกาสของความมีสุขเพิ่ม อย่าที่ผมกล่าวข้างบน
ที่จริงมันน่าจะคุ้มตั้งแต่ไม่เกิน 10ปี เสียด้วยซ้ำ ว่ามั๊ยครับ

ปล.ส่วนใคร จะพูดถึงเรื่องรายละเอียดการใช้เงินในนโยบาย อยากให้เปิดใจฟังท่านชัชชาติ คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ขอบ่นแค่นี้ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่