น้ำตกกรุงชิง
จากเมืองกรุงสู่นครศรีฯ
วันแรกมื้อแรก อาหารเหลือจากของที่กินเมื่อบ่ายช่วยให้อิ่มท้อง แต่ที่อิ่มมากกว่าคือจิตใจ ที่นี่เงียบสงบมากๆ เหมาะแก่การทอดทิ้งร่างที่เหน็ดเหนื่อยจากงานหนักๆ หยิบแทบเล็ตคู่กายมานั่งบันทึกเรื่องราวที่นี่
ที่นี่นั้นต้องขับรถส่วนตัวมาเองเท่านั้นคงยังไม่มีบริการส่งอย่างจริงจัง หากมาโดยรถประจำทางได้น่าจะดีมิน้อย ช่วงที่ขับรถมานั้นทางคดเคี้ยวผ่านม่านหมอกบางๆเนื่องจากฝนเพิ่งตกเมื่อสักครู่เดียว
ก้าวแรกเมื่อลงจากรถก็ได้ยินเสียงนกมากมายแต่ยังไม่เจอตัวเป็นๆ บรรยากาศที่นี่ป่าเขายังอุดมสมบูรณ์มากๆ ประทับใจแต่แรกพบที่เดียว หลังจากนั้นจัดการกางเต้นเครื่องนอนและอุปกรณ์ต่างๆ
ตอนนี้ทุ่มกว่าๆแล้ว มีเสียงคนคุยกันเบาๆพึมๆพำๆเท่านั้น เสียงนกกับจักจั่น หรือแม้แต่เสียงลำธารเบื้องหน้าของเต๊นท์ผมเองยังดังเสียกว่า หากเปรียบที่นี่กับพะเนินทุ่งแล้ว การมาอาจจะมาไม่ยาก เพราะมาด้วยรถชนิดใดก็ได้ แต่ผมว่าที่นี่เงียบสงบกว่า ถ้าเทียบกับจำพวกนักท่องเที่ยวที่มา เพราะที่นี่จะเป็นนักท่องเที่ยวจัดเป็นพวกนักดูนกเสียมากจึงรู้ๆกันว่าควรทำพฤติกรรมอย่างไรที่เหมาะสม
คืนแรก กับการผิดพลาดอย่างโง่เขลา วันนี้มีกลุ่มดูนกกลางคืนมาถ่ายนกฮูก ซึ่งเขาก็เฝ้ารอจนมันออกมาให้เห็นและ จนท.ชี้เป้าก็ส่องไฟไปยังตัวนกซึ่งนกฮูกมันจะตาพร่ามัวเวลาโดนแสงและจะอยู่นิ่งๆ ในขณะที่เขาส่องไฟนั่นเอง ผมก็ดันเดินผ่านไฟที่เขาส่องจนเกิดเงาทำให้นกรู้สึกตัวและบินหนีไป ผมขอโทษอย่างเป็นการใหญ่ และแอบหนีมานอนด้วยความอาย ได้รูปนกนั้นมาแบบเบลอๆหนึ่งรูป
ในคืนนี้เอง ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นประมานตีหนึ่งเนื่องจากมีชาวบ้านที่มาหารังผึ้งคุยกันเสียงดังใกล้บริเวณเต้นผม ดูเวลาก็พอดีช่วงทางช้างเผือกขึ้นแล้วผมเลยคว้ากล้องออกไปถ่ายทางช้างเผือก(ในช่วงเดือนพ.ค.ทางช้างเผือกบริเวณส่วนท้องจะขึ้นเวลา0.30เป็นต้นไป และจะทำมุมฉากกับพื้นประมาณตีสี่ตีห้า ซึ่งตอนที่ผมไปถ่ายที่ภูกระดึง ทางช้างเผือกจะทำมุม45องศาประมาณตีสี่ และน่าจะเริ่มเห็นตั้งแต่ตีสามเป็นต้นไป)เพราะคืนนี้เดือนมืดเหมาะแก่การถ่ายดาวมากๆ ผมก็ถ่ายแถวที่กลางเต้นหละครับ จริงๆจุด ที่เหมาะสมกับการถ่ายดาวคือลานฮอฯด้านบนซึ่งต้องเดินขึ้นไปประมาณ300-400เมตร แต่ผมกลับกลัวไม่กล้าเดินเลยจะวานให้พี่ จนท.พาขึ้นไป จนท.ใจดีขับมอไซขึ้นไปให้ (หลังจากนั้นผมก็ให้รางวัลน้ำใจไปพอหอมปากหอมคอ) ภาพที่ได้ก็สวยอยู่ครับ คุ้มค่ากับการสะดุ้งตื่นและตัดสินใจขึ้นไปถ่ายดาวในครี้งนี้ ซึ่งลานฮอด้านบน เป็นลานกว้าง ต้นไม้ไม่บังพอดี มีหมอกจากๆขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการถ่ายดาวของผมในครั้งนี้เลย
หลังถ่านเสร็จก็เก็บประสบการณ์นี้ไม่ไหว นั่งเขียนลงบนแทบเล็ตแว่วเสียงน้ำกระทบกันที่ลำธารเล็กเบื้องหน้า เสียงนกแว่วๆไกลๆ เสียงแมลงๆขับร้องกันเสนาะหู และตุ๊กแกนานๆจะร้องสักที น้ำค้างเริ่มแรง เริ่มรวมตัวเป็นหยดน้ำที่ใบไม้และร่วงหล่นใส่ผืนหญ้าดังเปาะแปะเบาๆ ซึ่งแน่หละ เต๊นท์ผมก็เปียกแต่ยังไม่แรงพอที่จะซึมเข้ามาในเต้นของผม ตอนนี้2.17น.ละ พักเอาแรงต่อต้องขึ้นไปเฝ้านกเงือกหัวหงอก แต่เจ็ดโมงไม่รู้ว่าจะได้โชคดีเจอบ้างไหมนะ^^ คืนนี้หลับฝันดีทั้งตัวเองและคนที่อยู่ตัวเมืองนครศรีฯด้วย มิได้มีโอกาสบอกเพราะสัญญาณโทรศัพท์เป็นสิ่งที่หายากพอๆกับข้าวกระเพราะใข่ดาวเลยทีเดียว
วันที่สอง
ตื่นด้วยเสียงนา'กาปลุก วันนี้ตั้งใจว่าจะไปเฝ้านกเงือกช่วงเช้า แต่...มีคนไปน้ำตกเยอะเลย รีบไปเพราะจะได้มีเพื่อนเดิน มื้อเช้าผมทานโจ้กกึ่งสำเร็จและโอวัลติน ก็พอตึงๆท้อง หลังจากนั้นก็ไม่รีรอเก็บอุปกรณ์พร้อมท่องไพรทันที จากเช้าจรดบ่ายนี้ผมยังไม่ได้รูปนกสวยๆสักรูปเลยแต่ ผมก็เก็บบรรยากาศทางไปน้ำตกได้บ้าง หากไม่เพราะเจ้าทากที่คอยมาเกาะและพยายามเข้าไปดูดเลือดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมคงมีอารมณ์สุนทรีย์ถ่ายรูปได้เยอะกว่านี้เป็นแน่ จากต้นทางสู้น้ำตกประมาณ3.7กิโลเมตร ผมคิดว่าไม่ใช่ทางที่ไกลมากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ไกลสำหรับคนกรุงที่เฝ้าแต่ออฟฟิศและทานอาหารฟาสฟู้ดหรือจังก์ฟู้ด มากกว่าทานอาหารที่เป็นปกติ(อาจจะมากกว่าทานบะหมี่กึ่งสำเร็จในปลายเดือนด้วย) และภาวนาว่าชั้นจะออกกำลังกายซึ่งได้แต่ภาวนาแต่ไม่เคยทำซะที คนกลุ่มนี้คงเดินทางไปน้ำตกไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และที่พักเหนื่อยไม่ค่อยจะมีเท่าไร แต่ทางเดินทำได้ดีมากๆ อาจเพราะ คนใช้น้อยมั้งหรือคนสร้างใช้งบได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ตอนที่ถึงป้ายแสดงจำนวนชั้นของน้ำตกซึ่งเรียงจากชั้น7ไปสู่ชั้น1 พอผมไปจริงๆผมเจอชั้น2ชั้นที่สวยที่สุดชั้นเดียว เพราะทางแวะชั้นต่างๆต้องมุดไปพรงไม้และต้องย่ำใบไม้เฉะๆ ซึ่งผมกลัวทากจะโดดมาเกาะแล้วตกใจลื่นหล่นร่วงข้างทางได่ (เพราะทางจะเลาะธารน้ำไปเรื่อยๆ)
เมื่อถึงชั้นสอง แน่หล่ะ ผมอยู่คนเดียวกับทากติดมาสองตัว อีกตัวฝ่าด่านไปถึงเอวของผมเลย ก็จัดการดีดมันทิ้งและถ่ายน้ำตกอยู่เกือบชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งรับประทานอาหารว่างด้วย ก่อนขึ้นมาผมนึกในใจว่าถ้าเจอทากอีกผมจะไม่ดีดมัน ผมจะใช้สเปรย์ฉันกันยุงฉีดใส่มันเลย ซึ่งสรุปได้ผลยอดเยี่ยม ฉีดปุ้ปดิ้นๆและตายในที่สุด ซึ่งผมก็ฉีดใส่รองเท้าผมมาตลอดทาง และเมื่อใดที่ทากเกาะก็ฉีดใส่มัน มันจะหนี บางตัวโดนแดงๆแห้งตายคารองเท้าเลย
อ่อผมลืมเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งผมไปพะเนินทุ่งครั้งที่สอง ผมเจอพี่ที่มากับลูกมาถ่ายนก เจอกันโดยบังเอิญที่พะเนินทุ่ง อ่อผมลืมเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งผมไปพะเนินทุ่งครั้งที่สอง ผมเจอพี่ที่มากับลูกมาถ่ายนก เจอกันโดยบังเอิญที่พะเนินทุ่งครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ดันมาเจออีกสุดๆไปเลย โลกกลมซะ รอบนี้คุยกันนานหน่อย เพราะเหมือนจะสนิทมั้งๆ555
สองพ่อลูกไปแค่กลางทางเพื่อถ่ายนกที่หายาก ซึ่งผมจำไม่ได้ว่านกอะไร แต่เขาไม่ได้ไปถึงน้ำตก ขากลับมาผมเดินมาพร้อมลูกสาวและภรรยาพี่เขา ส่วนตัวพี่เขาและลูกชาย รอเฝ้านกตัวนึง
หลังจากกลับมาใช้เวลาชั่วโมงนิสๆ นอนงีบไปแปปเดียวได้ยินคนตะโกนว่าฝนตกแล้ว ผมสะดุ้งและเตียมเอาของเข้าเต้นพร้อมร่างตัวเองซึ่งตอนนั้นร่างกันนี้กลิ่นเน่ามากเพราะลุยมาเยอะ ที่เดียวว
เมื่ออยู่ในเต๊นท์ผมก็นั่งพิมพ์บันทึกนี้ต่อ ดมกลิ่นเต่าตัวเองจนเผลอหลับไปซักครู่ ตื่นเพราะเสียงคนที่กลับมาจากน้ำตกบ้างก็ติดฝนกันที่ศาลาในนั้น ซึ่งรวมทั้งสองพ่อลูกด้วย
พอผมอาบน้ำและกลับมางีบหลับอีกนิส(หลับบ่อยมากแต่ครั้งละสิบห้าถึงยี่นาทีเอง) ได้ยินเสียงคนพูงจาเซงแซวเลยลุกไปดูซึ่งเขากำลังรัวชัตเตอร์กันอย่างมันส์หยดตรงต้นไม้แถวๆที่ลานจอดรถนี้เองผมไม่รอช้าคว้ากล้องแล้วรุดไปที่เกิดเหตุทันที
หลังจากนั้นผมคิดว่าผมควรจะขึ้นไปเฝ้านกเงือกเผื่อมันบินกลับรังแถวลานฮอด้านบน(ตรงที่ถ่ายทางช้างเผือก) เดินไปเดินมาจนกลุ่มที่ถ่ายอยู่ด้านล่างขึ้นมาด้านบน ซึ่งพี่คนนึงชื่อพี่โจ แกเอาเสียงนกมาล่อเล่นๆ แต่ ันมาจริงๆ ทั้งพญาปากกว้างเล็ก นก***พวงสวรรค์ นกอะไรต่อมี่อะไรอีกสี่ห้าชนิดซึ่งผมยังอ่อนต่อเรื่องนี้มาก
ซึ่ง ไอ้ปากกว้างเล็กนี่น้องเขาก็ถ่ายมาให้ดู น้องแกอายุ14แต่ใช้กล้องระยะ600มม. ซึ่งพ่อเขาสนับสนุน และน้องเขาก็ถ่ายได้ยอดเยี่ยมทีเดียว
หลังจากนั้น ขากลับทางคุณแม่น้องเขาก็ได้ให้ผัดไท มาหนึ่งห่อ 555 รอดตายละมื้อเย็น ปล.ผมเอามาแต่อาหารกึ่งสำเร็จ ได้ทานอาหารปรุงใหม่ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ ซึ่งนั่นหล่ะต้นตอของมวลมหาประชามดที่ขึ้นเต๊นของผมจนผมนอนไม่ได้ จึงต้องมานั่งบันทึกการเดินทางนี้
เป็นอีกครั้งที่ผมเผลอหลับ ซึ่งตื่นมาเพราะมดมากัด แต่ยังไม่เอะใจว่าขยะที่เราสร้างไว้ในเต้นมดได้มายึดหมดละ เพราะสิ่งที่หน้าสนใจมากกว่ามดคือช่างภาพกำลังเตรียมตัวถ่ายนกอึดทือคงเป็นแนวๆนกฮูกครับ ซึ่งผมก็ได้ภาพไม่ชัดมาฝากเช่นเคย แล้วก็ไปล่านกเขาสุมาตราไรซักอย่างแต่ไม่เจอได้เพียงสัตว์คล้ายหมาไม้ มาแทน
กลับเต้นมาสู้รบกับมดฝูงใหญ่จนตอนนี้เที่ยงคืนยังเต็มไปหมดไม่รุ้พรุ่งนี้จะทำยังไง คาดไว้ว่าจะโละของและทำความสะอาดใหม่ทั้งเต้น
นั่งอ่านกลับไปโอ้ว ยาวดีแท้ นี่เป็นการเที่ยวสองวันที่มีอะไรมากมายจริงๆ ตอนนี้ง่วงมากแต่มดก็ยังเยอะมาก ก็ต้องทนๆไปก่อน ฝันดีราตรีสวัสดิ์กับคืนที่สองที่กรุงชิง คิดถึงเธอจัง เวลาเจอสัตว์ป่าต่างๆวิวสวยๆที่เธอไม่ได้มาเห็นด้วยกัน แม้จะบันทึกภาพได้แต่ภาพก็แค่ส่วนนึวของความรู้สึกในขณะนั้นๆซึ่ง1พันรูปหรือจะสู้1ความรู้สึก จริงไหมครับพี่น้อง...
วันที่สาม
ตื่นไปเฝ้านกเงือกแต่เช้า น่าจะราวๆหกโมงครึ่ง ก็ไม่พบอะไรเลย มีแต่หมอกทั้งนั้น สุดท้ายก็มางีบหลับครับ แต่หลับจริงจังไปหน่อย มีคนมาปลุกเกือบสิบโมง จะเป็นใครไปไม่ได้ สุดที่รักครับ พาแม่มาด้วย กะจะมานอนที่พักแต่ที่พักดันเต็มซะก่อน ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี555 เขาเอาข้าวมาส่งด้วยเป็นข้าวหุง กับข้าวก็เป็นมะละกอผัดใข่ใส่กุ้งปลาหมึก มีข้าวผัดอีกกล่อง แต่ไว้กินเย็น (ซึง่พอจะกินดันบูดก่อนซวยดีแท้) กินเสร็จก็พาสุดที่รักไปน้ำตกครับ ก็ตะล่อมว่าไปแค่กลางทางหากเจอทากก็กลับเลย แต่สุดท้ายไม่เจอครับ ถึงน้ำตกและกลับมาอย่างสวัสดิภาพ ใช้เวลาประมาณ4ชม.ครึ่ง ได้รูปสวยๆมาด้วย คนละวิวกะมะวานแต่ติดคนมานิสหน่อย ขากลับฝนตกครับ แต่ปรอยๆมาหนักตอนถึงพอดี เอ่อ ส่วนแม่เขาก็วนไปวนมาแถวที่ทำการครับ ไม่รู้ว่าจะเบื่อไหม รอตั้งสี่ ชม.กว่า
สุดท้ายก็กลับกันไป เอาน้ำมาใหัอีกสองขวด ซึ่งของเก่ายังพอมีอีกมาก พอเขาไปก็ใจห่อเหี่ยวเหมือนเดิม คนเคยเจอกันทุกวัน ไม่เจอกันมันก็คิดถึงเหมือนกันจริวไหมครับ คืนนี้ได้ออกล่านกอีกครั้งแต่พลาดไม่มีนกมีแต่หมีไม้ตัวเดิมหากินที่เดิม กลับมาก็มาเซงกับข้าวผัดบูด และก็ผล้อยหลับไปเมื่อไรไม่รู้555
วันที่สี่ วันสุดท้าย
วันนี้ก็ไม่มีไรมากเพราะผมไม่อยากจะไปรอนกละ เพราะหมอกมาเยอะนกมันคงไม่มา ก็หลับๆตื่นๆจนเกือบเก้าโมง ก็ลุกไปเดินเล่นเพราะกะจะถ่ายรูปทางเข้าด่าน เพื่อจะกลับไปทำรีวิว เดินไปเดินมาเดินไปกว่ากิโล จนหิว สุดท้ายก็เดินกลับมาที่พัก รวมๆน่าจะมี4กิโลได้ วันนี้ทานข้าวกึ่งสำเร็จเพราะจะได้ไม่มีของเยอะในขากลับ วันนี้มี นทท.มาเยอะทั้งลูกเด็กเล็กแดง สาวหนุ่ม เยอะแยะเสียงดัง จนผมขี้เกียจไปน้ำตก แต่ด้วย ผมยังเก็บจุดน้ำตกไม่หมดเลย ขอกลับไปเก็บให้หมดสุดท้ายก็เก็บไม่หมด555
วันนี้คนเยอะจริงๆไปถึงน้ำตกก็มีแต่คน แต่แปลกไม่มีทากทั้งๆที่วันแรกเราโดนมาเป็นสิบ ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ได้ภาพแปลกๆมาเยอะแยะแต่ไม่รุ้จักซักอย่าง วันนี้ใช้เวลารวม5ชม.กว่าเพราะฝนตกตอนยังไม่ถึงน้ำตกดีเลย การเดินจึงใช้ความระมัดระวังมากขึ้นและไม่สามารถเดินทำเวลาได้เร็วอย่างเมื่อวาน
วันนี้สายน้ำพลิ้วกว่าเมื่อวานเพราะด้วยฟ้าที่มืดกว่าจึงได้สปีดที่ช้ากวีาและฟุ้งมากกว่า กลับมาทานขนมที่ซื้อมาเพราะความโหย ตอนเย็นกลับไปเฝ้านก กลับได้นกอีเสือมาแทน 555
สุดท้ายวันนี้ก็เตรียมเก็บของเพื่อลาน้ำตกกลับ กทม. เมื่องแห่งความวุ่นวายอีกครั้ง พรุ่งนี้คงออกเดินทางแต่เช้า และขับรถกลับกทม.เลย เพราะหากไปช้า จะถึงมึด ซึ่งคาดว่าคงถึงมืดแน่ๆแต่ขอให้ไม่เกินสามทุ่ม จะได้มีเวลาพักผ่อน
พรุ่งนี้คงไม่ได้บันทึกอะไร คงจบด้วยการบันทึกของวันนนี้
การท่องเที่ยวในอุทยานตต่างๆล้วนมีข้อกำหนด ข้อห้าม ให้ทำตาม แต่ หลายๆคนกลับฝ่าฝืนซึ่งทำให้ชีวิตเราและผู่ร่วมทางอาจเกิดอันตรายขึ้น จึงอยากให้ทุกคน คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ เพื่อผืนป่าที่สมบูรณ์เพื่อสัตว์ที่คงอยู่ เพื่อสถานที่ที่ยังสวยงาม หากเรามาอีกครั้งก็ยังคงสภาพเดิม ซึ่งตอนนี้เป็นไปได้ยากจริงๆ
ลาไปก่อนจนกว่าจะพบกันใหม่อีกครั้ง สวัสดี...
ปล. 3.15น.ของคืนวันอาทิตย์ฝนตกลงมาอย่างหนักจนทำให้หม้อแปลงระเบิด ไฟฟ้าดับทั้งหมด ทำให้เกิดความลำบากของนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไว้ ส่วนมากที่ไปชมคอนเสิร์ต ที่ตำบลข้างๆกันเสร็จแล้ว แล้วมาพักที่นี่ ลองคิดภาพตามคอนเที่ยวคอนเสิร์ตเต้นโย้วๆ จะมานอนกลางป่ากลางเขาได้อย่างไรกัน ความลำบากก็เกินกันโดยทันทีไม่ว่าจะเรื่องของไฟฉาย เพราะส่วนมากแบตมือถือหมด หรือหากันไม่เจอ สำหรับผม ถ้าเปิดไฟฉายค้างไว้ทั้งคืนยังไม่หมดเลย แต่หลอดจะขาดก่อน555 อ่อ...ผมก็ลืมเอาไฟฉายมาแต่เอามือถือเป็นไฟฉายได้แก้ขัด ตีสี่ครึ่ง เสียงเอะอะโวยวายเงียบไปแล้ว เสียงนกเข้ามาแทนที่ ไม่รู้ลูหนกหรือนกปกติ แต่ร้องกันได้ทั้งคืนจริงๆ งีบหลับอีกนิส เช้าตรู่จะได้ออกได้ไว
บันทึก น้ำตกกรุงชิง
จากเมืองกรุงสู่นครศรีฯ
วันแรกมื้อแรก อาหารเหลือจากของที่กินเมื่อบ่ายช่วยให้อิ่มท้อง แต่ที่อิ่มมากกว่าคือจิตใจ ที่นี่เงียบสงบมากๆ เหมาะแก่การทอดทิ้งร่างที่เหน็ดเหนื่อยจากงานหนักๆ หยิบแทบเล็ตคู่กายมานั่งบันทึกเรื่องราวที่นี่
ที่นี่นั้นต้องขับรถส่วนตัวมาเองเท่านั้นคงยังไม่มีบริการส่งอย่างจริงจัง หากมาโดยรถประจำทางได้น่าจะดีมิน้อย ช่วงที่ขับรถมานั้นทางคดเคี้ยวผ่านม่านหมอกบางๆเนื่องจากฝนเพิ่งตกเมื่อสักครู่เดียว
ก้าวแรกเมื่อลงจากรถก็ได้ยินเสียงนกมากมายแต่ยังไม่เจอตัวเป็นๆ บรรยากาศที่นี่ป่าเขายังอุดมสมบูรณ์มากๆ ประทับใจแต่แรกพบที่เดียว หลังจากนั้นจัดการกางเต้นเครื่องนอนและอุปกรณ์ต่างๆ
ตอนนี้ทุ่มกว่าๆแล้ว มีเสียงคนคุยกันเบาๆพึมๆพำๆเท่านั้น เสียงนกกับจักจั่น หรือแม้แต่เสียงลำธารเบื้องหน้าของเต๊นท์ผมเองยังดังเสียกว่า หากเปรียบที่นี่กับพะเนินทุ่งแล้ว การมาอาจจะมาไม่ยาก เพราะมาด้วยรถชนิดใดก็ได้ แต่ผมว่าที่นี่เงียบสงบกว่า ถ้าเทียบกับจำพวกนักท่องเที่ยวที่มา เพราะที่นี่จะเป็นนักท่องเที่ยวจัดเป็นพวกนักดูนกเสียมากจึงรู้ๆกันว่าควรทำพฤติกรรมอย่างไรที่เหมาะสม
คืนแรก กับการผิดพลาดอย่างโง่เขลา วันนี้มีกลุ่มดูนกกลางคืนมาถ่ายนกฮูก ซึ่งเขาก็เฝ้ารอจนมันออกมาให้เห็นและ จนท.ชี้เป้าก็ส่องไฟไปยังตัวนกซึ่งนกฮูกมันจะตาพร่ามัวเวลาโดนแสงและจะอยู่นิ่งๆ ในขณะที่เขาส่องไฟนั่นเอง ผมก็ดันเดินผ่านไฟที่เขาส่องจนเกิดเงาทำให้นกรู้สึกตัวและบินหนีไป ผมขอโทษอย่างเป็นการใหญ่ และแอบหนีมานอนด้วยความอาย ได้รูปนกนั้นมาแบบเบลอๆหนึ่งรูป
ในคืนนี้เอง ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นประมานตีหนึ่งเนื่องจากมีชาวบ้านที่มาหารังผึ้งคุยกันเสียงดังใกล้บริเวณเต้นผม ดูเวลาก็พอดีช่วงทางช้างเผือกขึ้นแล้วผมเลยคว้ากล้องออกไปถ่ายทางช้างเผือก(ในช่วงเดือนพ.ค.ทางช้างเผือกบริเวณส่วนท้องจะขึ้นเวลา0.30เป็นต้นไป และจะทำมุมฉากกับพื้นประมาณตีสี่ตีห้า ซึ่งตอนที่ผมไปถ่ายที่ภูกระดึง ทางช้างเผือกจะทำมุม45องศาประมาณตีสี่ และน่าจะเริ่มเห็นตั้งแต่ตีสามเป็นต้นไป)เพราะคืนนี้เดือนมืดเหมาะแก่การถ่ายดาวมากๆ ผมก็ถ่ายแถวที่กลางเต้นหละครับ จริงๆจุด ที่เหมาะสมกับการถ่ายดาวคือลานฮอฯด้านบนซึ่งต้องเดินขึ้นไปประมาณ300-400เมตร แต่ผมกลับกลัวไม่กล้าเดินเลยจะวานให้พี่ จนท.พาขึ้นไป จนท.ใจดีขับมอไซขึ้นไปให้ (หลังจากนั้นผมก็ให้รางวัลน้ำใจไปพอหอมปากหอมคอ) ภาพที่ได้ก็สวยอยู่ครับ คุ้มค่ากับการสะดุ้งตื่นและตัดสินใจขึ้นไปถ่ายดาวในครี้งนี้ ซึ่งลานฮอด้านบน เป็นลานกว้าง ต้นไม้ไม่บังพอดี มีหมอกจากๆขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการถ่ายดาวของผมในครั้งนี้เลย
หลังถ่านเสร็จก็เก็บประสบการณ์นี้ไม่ไหว นั่งเขียนลงบนแทบเล็ตแว่วเสียงน้ำกระทบกันที่ลำธารเล็กเบื้องหน้า เสียงนกแว่วๆไกลๆ เสียงแมลงๆขับร้องกันเสนาะหู และตุ๊กแกนานๆจะร้องสักที น้ำค้างเริ่มแรง เริ่มรวมตัวเป็นหยดน้ำที่ใบไม้และร่วงหล่นใส่ผืนหญ้าดังเปาะแปะเบาๆ ซึ่งแน่หละ เต๊นท์ผมก็เปียกแต่ยังไม่แรงพอที่จะซึมเข้ามาในเต้นของผม ตอนนี้2.17น.ละ พักเอาแรงต่อต้องขึ้นไปเฝ้านกเงือกหัวหงอก แต่เจ็ดโมงไม่รู้ว่าจะได้โชคดีเจอบ้างไหมนะ^^ คืนนี้หลับฝันดีทั้งตัวเองและคนที่อยู่ตัวเมืองนครศรีฯด้วย มิได้มีโอกาสบอกเพราะสัญญาณโทรศัพท์เป็นสิ่งที่หายากพอๆกับข้าวกระเพราะใข่ดาวเลยทีเดียว
วันที่สอง
ตื่นด้วยเสียงนา'กาปลุก วันนี้ตั้งใจว่าจะไปเฝ้านกเงือกช่วงเช้า แต่...มีคนไปน้ำตกเยอะเลย รีบไปเพราะจะได้มีเพื่อนเดิน มื้อเช้าผมทานโจ้กกึ่งสำเร็จและโอวัลติน ก็พอตึงๆท้อง หลังจากนั้นก็ไม่รีรอเก็บอุปกรณ์พร้อมท่องไพรทันที จากเช้าจรดบ่ายนี้ผมยังไม่ได้รูปนกสวยๆสักรูปเลยแต่ ผมก็เก็บบรรยากาศทางไปน้ำตกได้บ้าง หากไม่เพราะเจ้าทากที่คอยมาเกาะและพยายามเข้าไปดูดเลือดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมคงมีอารมณ์สุนทรีย์ถ่ายรูปได้เยอะกว่านี้เป็นแน่ จากต้นทางสู้น้ำตกประมาณ3.7กิโลเมตร ผมคิดว่าไม่ใช่ทางที่ไกลมากนักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ไกลสำหรับคนกรุงที่เฝ้าแต่ออฟฟิศและทานอาหารฟาสฟู้ดหรือจังก์ฟู้ด มากกว่าทานอาหารที่เป็นปกติ(อาจจะมากกว่าทานบะหมี่กึ่งสำเร็จในปลายเดือนด้วย) และภาวนาว่าชั้นจะออกกำลังกายซึ่งได้แต่ภาวนาแต่ไม่เคยทำซะที คนกลุ่มนี้คงเดินทางไปน้ำตกไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และที่พักเหนื่อยไม่ค่อยจะมีเท่าไร แต่ทางเดินทำได้ดีมากๆ อาจเพราะ คนใช้น้อยมั้งหรือคนสร้างใช้งบได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ตอนที่ถึงป้ายแสดงจำนวนชั้นของน้ำตกซึ่งเรียงจากชั้น7ไปสู่ชั้น1 พอผมไปจริงๆผมเจอชั้น2ชั้นที่สวยที่สุดชั้นเดียว เพราะทางแวะชั้นต่างๆต้องมุดไปพรงไม้และต้องย่ำใบไม้เฉะๆ ซึ่งผมกลัวทากจะโดดมาเกาะแล้วตกใจลื่นหล่นร่วงข้างทางได่ (เพราะทางจะเลาะธารน้ำไปเรื่อยๆ)
เมื่อถึงชั้นสอง แน่หล่ะ ผมอยู่คนเดียวกับทากติดมาสองตัว อีกตัวฝ่าด่านไปถึงเอวของผมเลย ก็จัดการดีดมันทิ้งและถ่ายน้ำตกอยู่เกือบชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งรับประทานอาหารว่างด้วย ก่อนขึ้นมาผมนึกในใจว่าถ้าเจอทากอีกผมจะไม่ดีดมัน ผมจะใช้สเปรย์ฉันกันยุงฉีดใส่มันเลย ซึ่งสรุปได้ผลยอดเยี่ยม ฉีดปุ้ปดิ้นๆและตายในที่สุด ซึ่งผมก็ฉีดใส่รองเท้าผมมาตลอดทาง และเมื่อใดที่ทากเกาะก็ฉีดใส่มัน มันจะหนี บางตัวโดนแดงๆแห้งตายคารองเท้าเลย
อ่อผมลืมเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งผมไปพะเนินทุ่งครั้งที่สอง ผมเจอพี่ที่มากับลูกมาถ่ายนก เจอกันโดยบังเอิญที่พะเนินทุ่ง อ่อผมลืมเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งผมไปพะเนินทุ่งครั้งที่สอง ผมเจอพี่ที่มากับลูกมาถ่ายนก เจอกันโดยบังเอิญที่พะเนินทุ่งครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ดันมาเจออีกสุดๆไปเลย โลกกลมซะ รอบนี้คุยกันนานหน่อย เพราะเหมือนจะสนิทมั้งๆ555
สองพ่อลูกไปแค่กลางทางเพื่อถ่ายนกที่หายาก ซึ่งผมจำไม่ได้ว่านกอะไร แต่เขาไม่ได้ไปถึงน้ำตก ขากลับมาผมเดินมาพร้อมลูกสาวและภรรยาพี่เขา ส่วนตัวพี่เขาและลูกชาย รอเฝ้านกตัวนึง
หลังจากกลับมาใช้เวลาชั่วโมงนิสๆ นอนงีบไปแปปเดียวได้ยินคนตะโกนว่าฝนตกแล้ว ผมสะดุ้งและเตียมเอาของเข้าเต้นพร้อมร่างตัวเองซึ่งตอนนั้นร่างกันนี้กลิ่นเน่ามากเพราะลุยมาเยอะ ที่เดียวว
เมื่ออยู่ในเต๊นท์ผมก็นั่งพิมพ์บันทึกนี้ต่อ ดมกลิ่นเต่าตัวเองจนเผลอหลับไปซักครู่ ตื่นเพราะเสียงคนที่กลับมาจากน้ำตกบ้างก็ติดฝนกันที่ศาลาในนั้น ซึ่งรวมทั้งสองพ่อลูกด้วย
พอผมอาบน้ำและกลับมางีบหลับอีกนิส(หลับบ่อยมากแต่ครั้งละสิบห้าถึงยี่นาทีเอง) ได้ยินเสียงคนพูงจาเซงแซวเลยลุกไปดูซึ่งเขากำลังรัวชัตเตอร์กันอย่างมันส์หยดตรงต้นไม้แถวๆที่ลานจอดรถนี้เองผมไม่รอช้าคว้ากล้องแล้วรุดไปที่เกิดเหตุทันที
หลังจากนั้นผมคิดว่าผมควรจะขึ้นไปเฝ้านกเงือกเผื่อมันบินกลับรังแถวลานฮอด้านบน(ตรงที่ถ่ายทางช้างเผือก) เดินไปเดินมาจนกลุ่มที่ถ่ายอยู่ด้านล่างขึ้นมาด้านบน ซึ่งพี่คนนึงชื่อพี่โจ แกเอาเสียงนกมาล่อเล่นๆ แต่ ันมาจริงๆ ทั้งพญาปากกว้างเล็ก นก***พวงสวรรค์ นกอะไรต่อมี่อะไรอีกสี่ห้าชนิดซึ่งผมยังอ่อนต่อเรื่องนี้มาก
ซึ่ง ไอ้ปากกว้างเล็กนี่น้องเขาก็ถ่ายมาให้ดู น้องแกอายุ14แต่ใช้กล้องระยะ600มม. ซึ่งพ่อเขาสนับสนุน และน้องเขาก็ถ่ายได้ยอดเยี่ยมทีเดียว
หลังจากนั้น ขากลับทางคุณแม่น้องเขาก็ได้ให้ผัดไท มาหนึ่งห่อ 555 รอดตายละมื้อเย็น ปล.ผมเอามาแต่อาหารกึ่งสำเร็จ ได้ทานอาหารปรุงใหม่ก็ดีกว่าเป็นไหนๆ ซึ่งนั่นหล่ะต้นตอของมวลมหาประชามดที่ขึ้นเต๊นของผมจนผมนอนไม่ได้ จึงต้องมานั่งบันทึกการเดินทางนี้
เป็นอีกครั้งที่ผมเผลอหลับ ซึ่งตื่นมาเพราะมดมากัด แต่ยังไม่เอะใจว่าขยะที่เราสร้างไว้ในเต้นมดได้มายึดหมดละ เพราะสิ่งที่หน้าสนใจมากกว่ามดคือช่างภาพกำลังเตรียมตัวถ่ายนกอึดทือคงเป็นแนวๆนกฮูกครับ ซึ่งผมก็ได้ภาพไม่ชัดมาฝากเช่นเคย แล้วก็ไปล่านกเขาสุมาตราไรซักอย่างแต่ไม่เจอได้เพียงสัตว์คล้ายหมาไม้ มาแทน
กลับเต้นมาสู้รบกับมดฝูงใหญ่จนตอนนี้เที่ยงคืนยังเต็มไปหมดไม่รุ้พรุ่งนี้จะทำยังไง คาดไว้ว่าจะโละของและทำความสะอาดใหม่ทั้งเต้น
นั่งอ่านกลับไปโอ้ว ยาวดีแท้ นี่เป็นการเที่ยวสองวันที่มีอะไรมากมายจริงๆ ตอนนี้ง่วงมากแต่มดก็ยังเยอะมาก ก็ต้องทนๆไปก่อน ฝันดีราตรีสวัสดิ์กับคืนที่สองที่กรุงชิง คิดถึงเธอจัง เวลาเจอสัตว์ป่าต่างๆวิวสวยๆที่เธอไม่ได้มาเห็นด้วยกัน แม้จะบันทึกภาพได้แต่ภาพก็แค่ส่วนนึวของความรู้สึกในขณะนั้นๆซึ่ง1พันรูปหรือจะสู้1ความรู้สึก จริงไหมครับพี่น้อง...
วันที่สาม
ตื่นไปเฝ้านกเงือกแต่เช้า น่าจะราวๆหกโมงครึ่ง ก็ไม่พบอะไรเลย มีแต่หมอกทั้งนั้น สุดท้ายก็มางีบหลับครับ แต่หลับจริงจังไปหน่อย มีคนมาปลุกเกือบสิบโมง จะเป็นใครไปไม่ได้ สุดที่รักครับ พาแม่มาด้วย กะจะมานอนที่พักแต่ที่พักดันเต็มซะก่อน ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี555 เขาเอาข้าวมาส่งด้วยเป็นข้าวหุง กับข้าวก็เป็นมะละกอผัดใข่ใส่กุ้งปลาหมึก มีข้าวผัดอีกกล่อง แต่ไว้กินเย็น (ซึง่พอจะกินดันบูดก่อนซวยดีแท้) กินเสร็จก็พาสุดที่รักไปน้ำตกครับ ก็ตะล่อมว่าไปแค่กลางทางหากเจอทากก็กลับเลย แต่สุดท้ายไม่เจอครับ ถึงน้ำตกและกลับมาอย่างสวัสดิภาพ ใช้เวลาประมาณ4ชม.ครึ่ง ได้รูปสวยๆมาด้วย คนละวิวกะมะวานแต่ติดคนมานิสหน่อย ขากลับฝนตกครับ แต่ปรอยๆมาหนักตอนถึงพอดี เอ่อ ส่วนแม่เขาก็วนไปวนมาแถวที่ทำการครับ ไม่รู้ว่าจะเบื่อไหม รอตั้งสี่ ชม.กว่า
สุดท้ายก็กลับกันไป เอาน้ำมาใหัอีกสองขวด ซึ่งของเก่ายังพอมีอีกมาก พอเขาไปก็ใจห่อเหี่ยวเหมือนเดิม คนเคยเจอกันทุกวัน ไม่เจอกันมันก็คิดถึงเหมือนกันจริวไหมครับ คืนนี้ได้ออกล่านกอีกครั้งแต่พลาดไม่มีนกมีแต่หมีไม้ตัวเดิมหากินที่เดิม กลับมาก็มาเซงกับข้าวผัดบูด และก็ผล้อยหลับไปเมื่อไรไม่รู้555
วันที่สี่ วันสุดท้าย
วันนี้ก็ไม่มีไรมากเพราะผมไม่อยากจะไปรอนกละ เพราะหมอกมาเยอะนกมันคงไม่มา ก็หลับๆตื่นๆจนเกือบเก้าโมง ก็ลุกไปเดินเล่นเพราะกะจะถ่ายรูปทางเข้าด่าน เพื่อจะกลับไปทำรีวิว เดินไปเดินมาเดินไปกว่ากิโล จนหิว สุดท้ายก็เดินกลับมาที่พัก รวมๆน่าจะมี4กิโลได้ วันนี้ทานข้าวกึ่งสำเร็จเพราะจะได้ไม่มีของเยอะในขากลับ วันนี้มี นทท.มาเยอะทั้งลูกเด็กเล็กแดง สาวหนุ่ม เยอะแยะเสียงดัง จนผมขี้เกียจไปน้ำตก แต่ด้วย ผมยังเก็บจุดน้ำตกไม่หมดเลย ขอกลับไปเก็บให้หมดสุดท้ายก็เก็บไม่หมด555
วันนี้คนเยอะจริงๆไปถึงน้ำตกก็มีแต่คน แต่แปลกไม่มีทากทั้งๆที่วันแรกเราโดนมาเป็นสิบ ไม่รู้หายหัวไปไหนหมด ได้ภาพแปลกๆมาเยอะแยะแต่ไม่รุ้จักซักอย่าง วันนี้ใช้เวลารวม5ชม.กว่าเพราะฝนตกตอนยังไม่ถึงน้ำตกดีเลย การเดินจึงใช้ความระมัดระวังมากขึ้นและไม่สามารถเดินทำเวลาได้เร็วอย่างเมื่อวาน
วันนี้สายน้ำพลิ้วกว่าเมื่อวานเพราะด้วยฟ้าที่มืดกว่าจึงได้สปีดที่ช้ากวีาและฟุ้งมากกว่า กลับมาทานขนมที่ซื้อมาเพราะความโหย ตอนเย็นกลับไปเฝ้านก กลับได้นกอีเสือมาแทน 555
สุดท้ายวันนี้ก็เตรียมเก็บของเพื่อลาน้ำตกกลับ กทม. เมื่องแห่งความวุ่นวายอีกครั้ง พรุ่งนี้คงออกเดินทางแต่เช้า และขับรถกลับกทม.เลย เพราะหากไปช้า จะถึงมึด ซึ่งคาดว่าคงถึงมืดแน่ๆแต่ขอให้ไม่เกินสามทุ่ม จะได้มีเวลาพักผ่อน
พรุ่งนี้คงไม่ได้บันทึกอะไร คงจบด้วยการบันทึกของวันนนี้
การท่องเที่ยวในอุทยานตต่างๆล้วนมีข้อกำหนด ข้อห้าม ให้ทำตาม แต่ หลายๆคนกลับฝ่าฝืนซึ่งทำให้ชีวิตเราและผู่ร่วมทางอาจเกิดอันตรายขึ้น จึงอยากให้ทุกคน คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ เพื่อผืนป่าที่สมบูรณ์เพื่อสัตว์ที่คงอยู่ เพื่อสถานที่ที่ยังสวยงาม หากเรามาอีกครั้งก็ยังคงสภาพเดิม ซึ่งตอนนี้เป็นไปได้ยากจริงๆ
ลาไปก่อนจนกว่าจะพบกันใหม่อีกครั้ง สวัสดี...
ปล. 3.15น.ของคืนวันอาทิตย์ฝนตกลงมาอย่างหนักจนทำให้หม้อแปลงระเบิด ไฟฟ้าดับทั้งหมด ทำให้เกิดความลำบากของนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักไว้ ส่วนมากที่ไปชมคอนเสิร์ต ที่ตำบลข้างๆกันเสร็จแล้ว แล้วมาพักที่นี่ ลองคิดภาพตามคอนเที่ยวคอนเสิร์ตเต้นโย้วๆ จะมานอนกลางป่ากลางเขาได้อย่างไรกัน ความลำบากก็เกินกันโดยทันทีไม่ว่าจะเรื่องของไฟฉาย เพราะส่วนมากแบตมือถือหมด หรือหากันไม่เจอ สำหรับผม ถ้าเปิดไฟฉายค้างไว้ทั้งคืนยังไม่หมดเลย แต่หลอดจะขาดก่อน555 อ่อ...ผมก็ลืมเอาไฟฉายมาแต่เอามือถือเป็นไฟฉายได้แก้ขัด ตีสี่ครึ่ง เสียงเอะอะโวยวายเงียบไปแล้ว เสียงนกเข้ามาแทนที่ ไม่รู้ลูหนกหรือนกปกติ แต่ร้องกันได้ทั้งคืนจริงๆ งีบหลับอีกนิส เช้าตรู่จะได้ออกได้ไว