สวัสดีครับ ช่วงนี้คงเป็นช่วงปล่อยรีวิวของผม พยายามจะย่อรูป เขียนและแบ่งปันให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพราะเวลาที่ผมไปที่ไหน ผมก็จะแอบเข้ามาอาศัยอ่านมาเก็บข้อมูลที่เว็บนี้ทุกครั้งไปเช่นกันครับ
วันนี้ผมตัดสินใจเอารีวิวอิตาลีมาเล่าสู่กันฟังก่อนครับ ความจริงรีวิวอิตาลีนี้ผมเคยทำแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ตามลิงค์นี้ครับ
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2009/06/D7996187/D7996187.html ดังนั้น หนนี้ถ้าจะทำใหม่ก็ต้องให้เหมือนของเก่าน้อยที่สุด ซึ่งเริ่มต้นลำดับแรก ผมก็ยังให้คุณเพื่อนที่รู้จักกันส่งจดหมายเชิญมาอย่างเป็นทางการที่เมืองไทย เพื่อลดขั้นตอนของสถานทูต ในหนนี้แผนการเดินทางของผมต่างจากเดิมทั้งหมด ผมไม่ได้ไปปิซ่า เซียน่า ซานจิมิญาโน หรือชิงเควเทอเร่ แต่ยังคงใช้บ้านเพื่อนหลังใหญ่ที่ฟลอเรนซ์เป็นฐานในการท่องเที่ยวเหมือนเดิมครับ
ผมเริ่มต้นออกเดินทางโดยรักคุณเท่าฟ้า ด้วยตั๋วราคาแพงกว่าสายการบินอื่นๆ นั่นคือ 40,000 กลางๆ จองเสร็จท่านก็หักหลังออกโปรโมชั่น จนแทบอยากจะรีฟันด์แล้วออกตั๋วใหม่ เพราะค่าปรับยกเลิกตั๋วยังถูกกว่าส่วนลดที่ได้รับครับ และนี่คือมื้อแรกของผมในราคา 45,000 บาท ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว อร่อยจนต้องขอสอง ไม่อร่อยก็ต้องขอเพราะค่าตั่วที่แสนแพงครับ
ผมเองโชคดีที่เคาน์เตอร์เช็คอินบอกว่าวันนี้เที่ยวบินว่างแสนว่าง และจะพยายามทำให้ที่นั่งข้างผมว่าง แต่ผมไม่นึกว่า แถว exit row จะว่างรวดเดียว 9 ที่นั่งบนเครื่องบินแบบจัมโบ้เหลือผมนั่งหลับบ้างตื่นบ้าง ดูหนังบ้างเพียงคนเดียว จนกระทั่งมื้อเช้าเริ่มต้นบริการ ก็มีคนมานั่งด้วย ตอนแรกก็ทำให้ผมนั่งไม่สบายขึ้นหน่อย แต่ผู้โดยสารท่านนี้สุภาพมาก คุยไปคุยมาเลยทราบว่ามาแสดงงานศิลปะที่เปรูจา และเป็นอาจารย์พิเศษเหมือนผมแต่ต่างสถาบันกันเลยคุยกันถูกคอ อาหารเช้าบนเครื่องการบินไทย ยังคงเหมือนเดิมที่จะต้องมีไข่ทั้งสองตัวเลือก แต่ทานอย่างไรก็ไม่เคยถูกปากผมสักครั้งครับ
6 โมง เช้า ผมมาถึงท่าอากาศยานโรมฟูมิชิโน่ โดยสวัสดิภาพ ภารกิจต่อไปคือการนัดพบเพื่อนที่มาตั้งรกรากที่นี่ ซึ่งเธอจะนั่งรถไฟมาจากฟลอเรนซ์ ส่วนผมก็ไปจากสนามบิน ไปเจอกันที่ประเทศใหม่ นั่นก็คือนครรัฐวาติกันตอน 9 โมงเช้า เพราะเวลาที่เหลือเฟือ ทำให้ผมเปลี่ยนแผนจากการนั่งรถไฟเอ็กซ์เพรสเข้าเมืองไปนั่งรถโค้ชตามคำชวนของอาจารย์เพื่อนใหม่บนเครื่อง ซึ่งถูกกว่าและมีเวลาให้ผมฆ่าเล่นมากกว่าครับ ยังไม่แปดโมงดีผมมาถึงสถานีรถไฟโรมาแตร์มินี่โดยรถโค้ช จัดการเดินอ้อมสถานีเพื่อหาที่ฝากกะเป๋าใบเขื่อง เพียงเท่านี้ผมก็เป็นไทแก่ตัว แม้ว่าผมจะรู้สึกต้องระแวดระวังกว่าเคย เที่ยวอิตาลีนี่สวยแต่ต้องคอยระวังของมีค่าตลอดครับ ผมเองเอากล้องคอมแพคตัวเล็กสุดใส่กระเป๋ากางเกง อีกข้างเป็นกระเป๋าสตางค์ มีเงินแค่ 25 ยูโร บัตรเครดิตสองใบ ส่วนของมีค่าอื่นเอาเข็มกลัด กลัดไว้กับเสื้อยืดด้านใน วุ่นหน่อยแต่ก็ปลอดภัยครับ
ผมลงรถไฟใต้ดินที่สถานี Ottaviano แล้วก็เดินตามคลื่นมนุษย์ไปโดยไม่ต้องคิดมาก จุดที่ผมนัดกับเพื่อนก็คือเสาตรงกลางลานหน้าวิหาราเซนต์ปีเตอร์ในวาติกัน เธอบอกว่าถ้ากลัวโจรล้วงกระเป๋าก็ให้ยืนพิงเสา แล้วก็เอามือล้วงและกุมกระเป๋าไว้แน่นๆ รอเธอมา แต่เอาเข้าจริง ภาพที่ผมคิดว่าจะทำแบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะวาติกันปิดทางเข้าทุกทางด้วยรั้วเหล็ก ไม่สามารถเข้าชมข้างในได้เนื่องจากเป็นวันสำคัญอะไรสักอย่าง ความฝันที่จะเห็นภาพกำเนิดมนุษย์ ชมซิสทีนแชเปิล และถ่ายภาพมุมสูงจากที่นี่ก็มลายหายไปสิ้นครับ กลายเป็นต้องโทรหาเพื่อนเพื่อนัดพบกันที่จุดใหม่แทนครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่วิเศษที่สุดและพอจะชดเชยทุกอย่างได้ก็คือ การได้มีโอกาสเฝ้าพระสันตะปาปาอย่างใกล้ชิด พระองค์ประทับบนรถกอล์ฟขนาดเล็กที่แล่นไปทั่วลาน แล้วโบกพระหัตถ์ตอบแก่ประชาชนที่คราคร่ำอยู่ทั่วบริเวณนั้น เพื่อนผมเป็นโปรเตสแตนท์ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ส่วนผมผู้ซึ่งผูกพันกับการเรียนคำสอนคาทอลิกในสมัยประถมแม้จะเป็นพุทธเต็มขั้นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ
จบรายการเฝ้าโป๊บก็แวะไปเยี่ยมทหารรับจ้างเฝ้ายามซึ่งเรียกว่า Swiss guard ก่อนจะเดินเล่นยาวไปยังหมู่อาคารสำคัญริมแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโรม เช่น Castel Sant'Angelo ที่โด่งดังจากงานเขียนชื่อก้องของแดนบราวน์ แล้วจึงจับรถไฟใต้ดินกลับไปนั่งทำอารมณ์ที่บันไดสเปน แล้วเดินลัดเลาะเปลี่ยนอารมณ์ไปชมและโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ต่อครับ
ทั้งหมดทั้งปวงเป็นกิจกรรมภาคเช้าครับ เราทั้งคู่จับรถไฟใต้ดินกลับมายังสถานีรถไฟอีกรอบเพื่อหาข้าวกลางวันทานกัน ตอนแรกเราเล็งร้านซูชิง่ายๆ ข้างสถานีรถไฟ แต่แล้วก็เปลี่ยนไปทานร้านอาหารสเต็กสไตล์อิตาเลียนแทนครับ
แน่นอนครับว่าทุกครั้งที่มาต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรป เครื่องดื่มประจำของผมคือน้ำแร่อัดก๊าซหรือกาซาต้าครับ
วันนี้เราทานคอร์สเดียว ส่วนขนมเดี๋ยวจะเดินไปหาทานแถวซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆเอาแทน จานของผมเป็นบิสมาร์ค สเต็ก ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเอามีเดียมเวล แต่เนื่องจากที่อิตาลีนี่มาตรฐานความสุกอาจจะต่างจากเมืองไทยเล็กๆ คล้ายๆ กับเวลาซื้อเสื้อผ้าที่เราต้องมีการเผื่อไซส์ ที่นี่ก็เช่นกัน ถ้าเมืองไทยเคยทานอย่างไรให้บวกความสุกเพิ่มไปอีหนึ่งระดับครับ ของผมก็เลยจำเป็นต้องสั่งเวลดันไป ขนาดว่าเวลดันแล้ว ตรงกลางยังแอบชมพูแดงเรื่อ มีดกดไปแต่ละทีนี่ทั้งเลือดทั้งน้ำไหลออกมา ชุมฉ่ำสุดๆ กันทีเดียว เคยอยากลองสั่งแบบไหม้ๆ เหมือนกันเพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำออกมาอย่างไรครับ
จานของเพื่อนผมเป็น veal scaloppine ชุ่มฉ่ำไปด้วยครีมซอสรสชาติอร่อย อร่อยกว่าของผม ซึ่งมีดีที่ไข่ดาวโปะมาตรงหน้ามาแค่นั้นครับ ทั้งสองจานที่สั่งมาราคาเท่าๆ กัน คือ 11 ยูโร ซึ่งถามผม ผมว่าราคาไม่แพงมาก รสชาติไม่ได้ดีเด่นอะไร ทานพอแก้ขัดไปได้ อารมณ์ก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ตามสถานีรถไฟในเมืองไทย เพียงแต่ร้านนี้อาจจะหรูกว่านิดๆ ตรงที่ตั้งอยู่ในโรงแรมด้วยครับ
เรื่องเด็ดปิดท้ายร้านนี้ก็คือการออกบิลครับ เพื่อนผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอบิลมาถึง ผมดูแวบหนึ่งแล้วก็นั่งนิ่งรอเพื่อนกลับมา เพราะทางร้านคิดรายการอาหารผิด ทำให้แพงไปอีก 10 ยูโร ไม่รู้ว่าไม่ตั้งใจหรือจงใจ แต่เพื่อนผมผู้อยู่อิตาลีมา 6 ปี ภาษาอิตาเลียนเข้าขั้นแตกฉาน โดยเฉพาะภาษาเพื่อการโวยวาย พอแจ้งร้านร้านก็รับทราบเอากลับไปดู และขอโทษขอโพยพร้อมกับนำเอาบิลใหม่มาให้ครับ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพูดอิตาเลียนไม่ได้จะรอดไหมนะครับ
ในช่วงบ่ายโมงครึ่งถึงสี่โมงก่อนขึ้นรถไฟไปฟลอเรนซ์ เรายังมีโอกาสได้ไปชม โคลอสซีโอหรือโคลอสเซียมที่คุ้นเคย เดินลากยาวกันต่อไปถึงโรมันฟอรั่มและปิดท้ายที่ อาคารวิกเตอร์เอมมานูเอล ที่มีมุมสวยๆของ เปียซ่า เวเนเซียรออยู่ และแล้ว ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิม ขณะที่ผมกำลังส่งกล้องให้เพื่อนเก็บภาพ เพื่อนของผมก็ทำกล้องผมหลุดมือกลิ้งหลุนๆ ลงจากบันไดด้านบนไปห้าขั้น โชคดีที่หนนี้กล้องใหม่ยี่ห้อนี้ทนมาก พอหยุดกลิ้งก็เก็บกับมาถ่ายต่อได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเป็นยี่ห้อเดิมตอนทำร่วงที่หน้าหอเอนปิซ่า ผมอาจจะไม่มีภาพถ่ายสำหรับทริปนี้ในวันที่เหลือก็เป็นได้ครับ
หมดสิ้นการทัวร์โรมและวาติกันฉบับคอมแพค หรือ Rome in a nutshell ภายใน 8 ชั่วโมง ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับไปสถานีแตร์มินี่ เตรียมเดินทางสู่ที่พักของผมเตลิดทริปอิตาลีที่ฟลอเรนซ์ เราถึงบ้านเพื่อนตอนเกือบสองทุ่ม ห้องนอนห้องเดิม เตียงเดิม และบรรยากาศเดิมทำเอาผมกลับมามีความสุขแบบเดิมได้อีกครั้ง เดี๋ยวรายละเอียดจะเล่าในความเห็นต่อไปก็แล้วกันครับ
[CR] Come Dine with Me สัมผัสความเป็นอิตาลีแท้ๆ ผ่านมื้อพิเศษใน 6 เมืองครับ
วันนี้ผมตัดสินใจเอารีวิวอิตาลีมาเล่าสู่กันฟังก่อนครับ ความจริงรีวิวอิตาลีนี้ผมเคยทำแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน ตามลิงค์นี้ครับ http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2009/06/D7996187/D7996187.html ดังนั้น หนนี้ถ้าจะทำใหม่ก็ต้องให้เหมือนของเก่าน้อยที่สุด ซึ่งเริ่มต้นลำดับแรก ผมก็ยังให้คุณเพื่อนที่รู้จักกันส่งจดหมายเชิญมาอย่างเป็นทางการที่เมืองไทย เพื่อลดขั้นตอนของสถานทูต ในหนนี้แผนการเดินทางของผมต่างจากเดิมทั้งหมด ผมไม่ได้ไปปิซ่า เซียน่า ซานจิมิญาโน หรือชิงเควเทอเร่ แต่ยังคงใช้บ้านเพื่อนหลังใหญ่ที่ฟลอเรนซ์เป็นฐานในการท่องเที่ยวเหมือนเดิมครับ
ผมเริ่มต้นออกเดินทางโดยรักคุณเท่าฟ้า ด้วยตั๋วราคาแพงกว่าสายการบินอื่นๆ นั่นคือ 40,000 กลางๆ จองเสร็จท่านก็หักหลังออกโปรโมชั่น จนแทบอยากจะรีฟันด์แล้วออกตั๋วใหม่ เพราะค่าปรับยกเลิกตั๋วยังถูกกว่าส่วนลดที่ได้รับครับ และนี่คือมื้อแรกของผมในราคา 45,000 บาท ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว อร่อยจนต้องขอสอง ไม่อร่อยก็ต้องขอเพราะค่าตั่วที่แสนแพงครับ
ผมเองโชคดีที่เคาน์เตอร์เช็คอินบอกว่าวันนี้เที่ยวบินว่างแสนว่าง และจะพยายามทำให้ที่นั่งข้างผมว่าง แต่ผมไม่นึกว่า แถว exit row จะว่างรวดเดียว 9 ที่นั่งบนเครื่องบินแบบจัมโบ้เหลือผมนั่งหลับบ้างตื่นบ้าง ดูหนังบ้างเพียงคนเดียว จนกระทั่งมื้อเช้าเริ่มต้นบริการ ก็มีคนมานั่งด้วย ตอนแรกก็ทำให้ผมนั่งไม่สบายขึ้นหน่อย แต่ผู้โดยสารท่านนี้สุภาพมาก คุยไปคุยมาเลยทราบว่ามาแสดงงานศิลปะที่เปรูจา และเป็นอาจารย์พิเศษเหมือนผมแต่ต่างสถาบันกันเลยคุยกันถูกคอ อาหารเช้าบนเครื่องการบินไทย ยังคงเหมือนเดิมที่จะต้องมีไข่ทั้งสองตัวเลือก แต่ทานอย่างไรก็ไม่เคยถูกปากผมสักครั้งครับ
6 โมง เช้า ผมมาถึงท่าอากาศยานโรมฟูมิชิโน่ โดยสวัสดิภาพ ภารกิจต่อไปคือการนัดพบเพื่อนที่มาตั้งรกรากที่นี่ ซึ่งเธอจะนั่งรถไฟมาจากฟลอเรนซ์ ส่วนผมก็ไปจากสนามบิน ไปเจอกันที่ประเทศใหม่ นั่นก็คือนครรัฐวาติกันตอน 9 โมงเช้า เพราะเวลาที่เหลือเฟือ ทำให้ผมเปลี่ยนแผนจากการนั่งรถไฟเอ็กซ์เพรสเข้าเมืองไปนั่งรถโค้ชตามคำชวนของอาจารย์เพื่อนใหม่บนเครื่อง ซึ่งถูกกว่าและมีเวลาให้ผมฆ่าเล่นมากกว่าครับ ยังไม่แปดโมงดีผมมาถึงสถานีรถไฟโรมาแตร์มินี่โดยรถโค้ช จัดการเดินอ้อมสถานีเพื่อหาที่ฝากกะเป๋าใบเขื่อง เพียงเท่านี้ผมก็เป็นไทแก่ตัว แม้ว่าผมจะรู้สึกต้องระแวดระวังกว่าเคย เที่ยวอิตาลีนี่สวยแต่ต้องคอยระวังของมีค่าตลอดครับ ผมเองเอากล้องคอมแพคตัวเล็กสุดใส่กระเป๋ากางเกง อีกข้างเป็นกระเป๋าสตางค์ มีเงินแค่ 25 ยูโร บัตรเครดิตสองใบ ส่วนของมีค่าอื่นเอาเข็มกลัด กลัดไว้กับเสื้อยืดด้านใน วุ่นหน่อยแต่ก็ปลอดภัยครับ
ผมลงรถไฟใต้ดินที่สถานี Ottaviano แล้วก็เดินตามคลื่นมนุษย์ไปโดยไม่ต้องคิดมาก จุดที่ผมนัดกับเพื่อนก็คือเสาตรงกลางลานหน้าวิหาราเซนต์ปีเตอร์ในวาติกัน เธอบอกว่าถ้ากลัวโจรล้วงกระเป๋าก็ให้ยืนพิงเสา แล้วก็เอามือล้วงและกุมกระเป๋าไว้แน่นๆ รอเธอมา แต่เอาเข้าจริง ภาพที่ผมคิดว่าจะทำแบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะวาติกันปิดทางเข้าทุกทางด้วยรั้วเหล็ก ไม่สามารถเข้าชมข้างในได้เนื่องจากเป็นวันสำคัญอะไรสักอย่าง ความฝันที่จะเห็นภาพกำเนิดมนุษย์ ชมซิสทีนแชเปิล และถ่ายภาพมุมสูงจากที่นี่ก็มลายหายไปสิ้นครับ กลายเป็นต้องโทรหาเพื่อนเพื่อนัดพบกันที่จุดใหม่แทนครับ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่วิเศษที่สุดและพอจะชดเชยทุกอย่างได้ก็คือ การได้มีโอกาสเฝ้าพระสันตะปาปาอย่างใกล้ชิด พระองค์ประทับบนรถกอล์ฟขนาดเล็กที่แล่นไปทั่วลาน แล้วโบกพระหัตถ์ตอบแก่ประชาชนที่คราคร่ำอยู่ทั่วบริเวณนั้น เพื่อนผมเป็นโปรเตสแตนท์ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ส่วนผมผู้ซึ่งผูกพันกับการเรียนคำสอนคาทอลิกในสมัยประถมแม้จะเป็นพุทธเต็มขั้นก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ
จบรายการเฝ้าโป๊บก็แวะไปเยี่ยมทหารรับจ้างเฝ้ายามซึ่งเรียกว่า Swiss guard ก่อนจะเดินเล่นยาวไปยังหมู่อาคารสำคัญริมแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโรม เช่น Castel Sant'Angelo ที่โด่งดังจากงานเขียนชื่อก้องของแดนบราวน์ แล้วจึงจับรถไฟใต้ดินกลับไปนั่งทำอารมณ์ที่บันไดสเปน แล้วเดินลัดเลาะเปลี่ยนอารมณ์ไปชมและโยนเหรียญที่น้ำพุเทรวี่ต่อครับ
ทั้งหมดทั้งปวงเป็นกิจกรรมภาคเช้าครับ เราทั้งคู่จับรถไฟใต้ดินกลับมายังสถานีรถไฟอีกรอบเพื่อหาข้าวกลางวันทานกัน ตอนแรกเราเล็งร้านซูชิง่ายๆ ข้างสถานีรถไฟ แต่แล้วก็เปลี่ยนไปทานร้านอาหารสเต็กสไตล์อิตาเลียนแทนครับ
แน่นอนครับว่าทุกครั้งที่มาต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบยุโรป เครื่องดื่มประจำของผมคือน้ำแร่อัดก๊าซหรือกาซาต้าครับ
วันนี้เราทานคอร์สเดียว ส่วนขนมเดี๋ยวจะเดินไปหาทานแถวซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆเอาแทน จานของผมเป็นบิสมาร์ค สเต็ก ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเอามีเดียมเวล แต่เนื่องจากที่อิตาลีนี่มาตรฐานความสุกอาจจะต่างจากเมืองไทยเล็กๆ คล้ายๆ กับเวลาซื้อเสื้อผ้าที่เราต้องมีการเผื่อไซส์ ที่นี่ก็เช่นกัน ถ้าเมืองไทยเคยทานอย่างไรให้บวกความสุกเพิ่มไปอีหนึ่งระดับครับ ของผมก็เลยจำเป็นต้องสั่งเวลดันไป ขนาดว่าเวลดันแล้ว ตรงกลางยังแอบชมพูแดงเรื่อ มีดกดไปแต่ละทีนี่ทั้งเลือดทั้งน้ำไหลออกมา ชุมฉ่ำสุดๆ กันทีเดียว เคยอยากลองสั่งแบบไหม้ๆ เหมือนกันเพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำออกมาอย่างไรครับ
จานของเพื่อนผมเป็น veal scaloppine ชุ่มฉ่ำไปด้วยครีมซอสรสชาติอร่อย อร่อยกว่าของผม ซึ่งมีดีที่ไข่ดาวโปะมาตรงหน้ามาแค่นั้นครับ ทั้งสองจานที่สั่งมาราคาเท่าๆ กัน คือ 11 ยูโร ซึ่งถามผม ผมว่าราคาไม่แพงมาก รสชาติไม่ได้ดีเด่นอะไร ทานพอแก้ขัดไปได้ อารมณ์ก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ตามสถานีรถไฟในเมืองไทย เพียงแต่ร้านนี้อาจจะหรูกว่านิดๆ ตรงที่ตั้งอยู่ในโรงแรมด้วยครับ
เรื่องเด็ดปิดท้ายร้านนี้ก็คือการออกบิลครับ เพื่อนผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอบิลมาถึง ผมดูแวบหนึ่งแล้วก็นั่งนิ่งรอเพื่อนกลับมา เพราะทางร้านคิดรายการอาหารผิด ทำให้แพงไปอีก 10 ยูโร ไม่รู้ว่าไม่ตั้งใจหรือจงใจ แต่เพื่อนผมผู้อยู่อิตาลีมา 6 ปี ภาษาอิตาเลียนเข้าขั้นแตกฉาน โดยเฉพาะภาษาเพื่อการโวยวาย พอแจ้งร้านร้านก็รับทราบเอากลับไปดู และขอโทษขอโพยพร้อมกับนำเอาบิลใหม่มาให้ครับ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าพูดอิตาเลียนไม่ได้จะรอดไหมนะครับ
ในช่วงบ่ายโมงครึ่งถึงสี่โมงก่อนขึ้นรถไฟไปฟลอเรนซ์ เรายังมีโอกาสได้ไปชม โคลอสซีโอหรือโคลอสเซียมที่คุ้นเคย เดินลากยาวกันต่อไปถึงโรมันฟอรั่มและปิดท้ายที่ อาคารวิกเตอร์เอมมานูเอล ที่มีมุมสวยๆของ เปียซ่า เวเนเซียรออยู่ และแล้ว ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิม ขณะที่ผมกำลังส่งกล้องให้เพื่อนเก็บภาพ เพื่อนของผมก็ทำกล้องผมหลุดมือกลิ้งหลุนๆ ลงจากบันไดด้านบนไปห้าขั้น โชคดีที่หนนี้กล้องใหม่ยี่ห้อนี้ทนมาก พอหยุดกลิ้งก็เก็บกับมาถ่ายต่อได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเป็นยี่ห้อเดิมตอนทำร่วงที่หน้าหอเอนปิซ่า ผมอาจจะไม่มีภาพถ่ายสำหรับทริปนี้ในวันที่เหลือก็เป็นได้ครับ
หมดสิ้นการทัวร์โรมและวาติกันฉบับคอมแพค หรือ Rome in a nutshell ภายใน 8 ชั่วโมง ก็ได้เวลาที่จะต้องกลับไปสถานีแตร์มินี่ เตรียมเดินทางสู่ที่พักของผมเตลิดทริปอิตาลีที่ฟลอเรนซ์ เราถึงบ้านเพื่อนตอนเกือบสองทุ่ม ห้องนอนห้องเดิม เตียงเดิม และบรรยากาศเดิมทำเอาผมกลับมามีความสุขแบบเดิมได้อีกครั้ง เดี๋ยวรายละเอียดจะเล่าในความเห็นต่อไปก็แล้วกันครับ
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น