ฉันต้องไม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว(ลูคิเมีย).... กำลังใจจะชนะทุกอย่าง

สวัสดีค่ะ ดิฉันสมัคร Pantip เพื่อเขียนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่มีวัตถุประสงค์จะโจมตีหรือกล่าวร้ายใคร ต้องการเล่าสู่กันฟังในมุมมองของดิฉันที่ประสบเอง หากผู้อ่านจะมองในมุมมองอื่นก็สุดแล้วแต่ได้เลยค่ะ ดิฉันเพียงแต่อยากให้ข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ / กำลังใจ / อุทาหรณ์ให้แก่ผู้อ่าน เผื่อใครต้องเจอกับสถานการณ์ใกล้เคียงกันกับดิฉัน เพราะแฟนดิฉันก็ได้ Pantip นี่ล่ะคะเป็นคู่คิด ได้ความรู้ กำลังใจและเพิ่มความเชื่อมั่นในช่วงที่ดิฉันป่วย จึงขอร้องให้ดิฉันเขียนเรื่องนี้ เผื่อจะช่วยคนอื่นได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ยิ้ม

    ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ดิฉันอายุ 28 ปี เป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ดื่มน้ำอัดลม ไม่ชอบกินอาหารปิ้งย่าง อาหารบุฟเฟ่ต์ และเลิกดื่มกาแฟก่อนที่เรื่องจะเกิดได้ประมาณ 2 เดือน รักการออกกำลังกาย ถึงแม้ช่วงหลังจะไม่สม่ำเสมอ อย่างน้อยก็ต้องซิทอัพ ยกขาก่อนนอน
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2556 กลางดึกดิฉันมีไข้ขึ้นสูง หนาวมาก และรู้สึกเหมือนคอข้างขวาเคล็ดปวดเหมือนตกหมอน อย่างไม่รู้สาเหตุ ดิฉันก็กินยาพาราเซตามอล ไข้ก็ไม่ลดมาก แต่ยังคงกินทุก 4 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่ไข้สูง ดิฉันใช้ปรอทวัดไข้ทุกครั้ง อยู่ที่ 38 – 39 องศา ไม่ต่ำไปกว่านี้ แต่อาการหนาวสั่นนี่เป็นตลอดเวลา เป็น ๆ หาย ๆ อย่างนี้อยู่ 5 วัน เลยตัดสินใจไปหาหมอที่ รพ.เอกชน 1 ก่อนไปดิฉันวัดไข้ไปเองได้ 38.8 ไปถึง รพ.วัดไข้แบบใช้ปรอทดิจิตอล โดยคนไข้ก่อนหน้าเสียบรักแร้ แต่ดิฉันให้อมใต้ลิ้น ถึงจะเปลี่ยนถุงพลาสติกครอบแล้ว แต่ดิฉันก็มีสะดุ้งนิดหน่อย อมยิ้ม20วัดได้ 35.5 ถามเจ้าหน้าที่ว่า “วัดใหม่ไหมคะ” เจ้าหน้าที่บอก “ไม่เป็นไร” พบหมอบอกอาการทั้งหมดไป พร้อมบอกด้วยว่าปวดคอเหมือนคอเคล็ด คุณหมอก็ให้ไปเจาะเลือด ผลเลือดไม่มีอะไรผิดปกติ คุณหมอเลยบอกว่า “อาจจะคิดไปเองเพราะอากาศมันหนาว และไข้ก็ไม่มี คอเคล็ดไม่น่าจะเกี่ยว” อีก 3 วันนัดมาใหม่พร้อมยาพารา 1 แผง ผ่านไป 2 วัน (รวมเป็น 7 วัน) อาการก็ยังคงเดิม และติดใจกับคำว่าคิดไปเอง เลยตัดสินใจไป รพ. เอกชน2

    รพ. เอกชน 2 บอกอาการเช่นเดิม คุณหมอให้เจาะเลือด เอกซเรย์ปอด ตรวจน้ำมูก ผลออกมาก็เช่นเดิม ปกติ แต่คุณหมอไม่นิ่งนอนใจ บอกว่า “โรคบ้างโรคเจาะเลือดตรวจไม่พบก็มี” จึงขอจับคอที่บอกว่าปวดดูสักหน่อย ปรากฎว่ามีก้อนเล็ก ๆ กระจายอยู่ที่คอด้านข้าง ประมาณ 3- 4 ก้อน คุณหมออธิบายให้ฟังอยู่นานพอสมควร (ทั้งที่เกินเวลากลับบ้านของคุณหมอแล้ว) “หมอสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง หรือวัณโรค ให้ยาฆ่าเชื้อมา 2 อย่าง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้มาหาใหม่ได้ทันที” ปรากฎว่า อาการดีขึ้นมาก ไม่เป็นไข้ และไม่ปวดคอแล้ว ดิฉันเลยคิดว่า เย้!! หายแล้ว ผ่านไปอีก 1 อาทิตย์กว่า ๆ ต้นเดือน มกราคม 2557 ปวดคอขึ้นมาแต่ไม่มากเท่าครั้งแรก และไม่มีไข้ ลองจับ ๆ ดูเจอก้อนที่คอประมาณ 1 เซนติเมตร และก้อนเล็ก ๆ ไม่ถึงครึ่งเซนติเมตร อีก 2 ก้อน ใกล้ ๆ กัน เลยกลับไปที่ รพ.เอกชน 1 เพราะใกล้บ้านมีสิทธิประกันสังคม และคิดว่าอาจจะไม่ใช่โรคเดิม เพราะไม่มีไข้แล้ว

    ที่ รพ. เอกชน 1 ดิฉันบอกอาการคุณหมอไป คุณหมอจับที่คอให้หันซ้าย ขวา ก้มเงย บอกว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ดิฉันเลยถามว่า “แล้วก้อน ๆ ที่คลำเจอล่ะคะ” คุณหมอบอก “ก็เป็นอาการของกล้ามเนื้ออักเสบนะ” และให้คำแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร ให้หายเร็ว ๆ ให้ยาแก้ปวดแก้อักเสบไปกิน 1 อาทิตย์ ผ่านไปอีก 1 อาทิตย์อาการไม่ดี ยังคงปวด แต่ปวดเฉพาะบริเวณก้อนที่ใหญ่ที่สุด และเหมือนก้อนจะโตขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้น เลยกลับไปหาหมอที่เดิมและขอพบหมอคนเดิม เมื่อบอกอาการไปคุณหมอเลยส่งไป แผนก หู คอ จมูก (ตั้งแต่ตอนนี้ไปดิฉันเริ่มเครียด กังวลมากขึ้น ว่าจะเป็นมะเร็งไหม ถ้าเป็นก้อนเนื้อแล้วต้องผ่าตัดจะเจ็บมากไหมเพราะเป็นที่คอก็ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ เมื่อไหร่จะรู้สักทีว่าเป็นอะไร นี่ก็เป็นเดือนแล้ว)

   คุณหมอแผนก หู คอ จมูก คนที่ 1 (รพ. เอกชน  1) คลำก้อนเนื้อ ซักอาการ แล้วให้ยาฆ่าเชื้อมา 1 ตัว แล้วนัดอีก 1 อาทิตย์ อาการไม่ดีขึ้น ให้ยาฆ่าเชื้อตัวใหม่มาอีก 1 ตัว แล้วนัดอีก 1 อาทิตย์ แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้นคุณหมอนัดเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจว่าเป็นก้อนเนื้อประเภทใด เป็นเนื้องอกธรรมดา หรือเป็นมะเร็ง แล้วก็ถึงวันเจาะ วิธีการคือ ใช้เข็มเจาะลงไป ขยับซ้ายขวา โยกขึ้นลง แล้วดูดเนื้อขึ้นมา เข็มใหญ่กว่าเข็มฉีดยาทั่วไปหน่อยนะคะ ไม่ฉีดยาชา ความรู้สึกคือปวดมากคะ ร้าวไปที่แขนนิดหน่อย ใช้เวลาไม่นาน ทั้งหมด 15 นาที ที่ต้องจดจำค่ะ รอผลเจาะชิ้นเนื้ออีก 1 อาทิตย์ ปรากฎว่า ผลชิ้นเนื้อบอกไม่ใช่เนื้องอก แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าคืออะไร (คิดว่าจะโล่ง ก็ยังไม่โล่งสักที) คุณหมอเสนอว่าจะกินยาต่อไป หรือจะผ่าตัดเพื่อเอาชิ้นเนื้อบางส่วนไปตรวจ ดิฉันจึงตัดสินใจเอาชัวร์ดีกว่ากินยาไปเรื่อย ๆ นาน ๆ อาจจะไม่ตรงโรค คงจะไม่ดีแน่ คุณหมอจึงนัดอีก 1 อาทิตย์ โดยเปลี่ยนคุณหมอเป็นคนที่จะผ่าตัดให้ ช่วงนั้นก็นั่งคิดนอนคิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร นั่ง นอน ผิดท่าเหรอ หรือว่าเพราะไปจี้ไฝที่คอออกแล้วมันติดเชื้อหรือเปล่า แต่ก็กินยาฆ่าเชื้อมาตั้งหลายตัวเป็นเดือน ๆ ทำไมไม่หาย เลยรอเก็บคำถามไปถามคุณหมอดีกว่า และช่วงนี้เหมือนคิดกังวลวกวนอยู่คนเดียว กินได้น้อยลง ไม่ใช่เพราะโรค แต่เพราะเครียดมากกว่า น้ำหนักก็ลดลงไปประมาณ 3 กิโลกรัม และดูโทรมไม่แข็งแรง เศร้า ดิฉันจึงคิดว่า เฮ้ย !! เราไม่ได้ป่วยนะ ต้องออกกำลังกายจริงจังนะ เผื่อร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้น อย่างน้อยก็ขับถ่ายดีขึ้นละน่า ก็ไปวิ่งที่สวนสาธารณะตอน 6 โมงเช้าทุกวัน ต้องเอาชนะความง่วง และความขี้เกียจให้ได้ ตอนเช้า อากาศสะอาด ได้ออกซิเจนจากต้นไม้ในสวนสาธารณะ อีกทั้งยังมีกัลยาณมิตร ที่ทราบข่าว แนะนำให้ลองสวดมนต์ดู ช่วยได้นะอย่างน้อยก็จิตใจสงบ ยอมรับเลยว่าไม่ได้สวดมนต์จริงจังมากนานหลายปี ก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น และสิ่งที่ได้แน่ ๆ คือ รู้ว่าการสวดมนต์แบบมีคำแปล ไม่ใช่สวดเพื่อขอพร แต่เหมือนได้อ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าใจการสวดมนต์มากขึ้น จะได้มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้นเยี่ยม

    คุณหมอแผนก หู คอ จมูก คนที่ 2 (รพ. เอกชน 1) อีก 1 อาทิตย์ผ่านไป พบคุณหมอพูดคุยกันว่าจะผ่าตัดให้ไหม (วันนี้พี่สาวและพี่เขยไปเป็นกำลังใจด้วย) เลยลองถามคุณหมอว่า “มันเกี่ยวกับที่ดิฉันไปจี้ไฝที่คอออกไหมค่ะ” คุณหมอตอบว่า ”ไม่เกี่ยวค่ะ” “แล้วผ่าออกไปให้หมดเลยไม่ได้เหรอค่ะ” คุณหมอบอกว่า “คอเป็นจุดสำคัญ มีเส้นเลือดใหญ่ ผ่าออกไปหมดอาจเป็นอันตราย และอาจจะไม่ใช่วิธีรักษาที่ดีที่สุด” คุณหมอบอกนัดผ่าอีกที 2 อาทิตย์ (ในใจคิดว่านานจังต้องกังวลไปอีก 2 อาทิตย์เลยเหรอ) เลยขอคุณหมอว่าขอเร็วกว่านี้ได้ไหมค่ะ คุณหมอตกลงว่าอีก 3 วันเจอกัน เมื่อถึงวันผ่าตัด (วันนี้มีกำลังใจไปส่งด้วยคือ คุณพ่อค่ะ รู้สึกดีกว่าไปคนเดียวเยอะมากค่ะ ขากลับขับรถเองคงไม่ไหวแน่) ถึงเวลาผ่าตัดก็ฉีดยาชา แล้วผ่าตัด รู้สึกว่าเจ็บค่ะ เลยบอกคุณหมอว่า เจ็บค่ะ คุณหมอฉีดยาชาให้เพิ่ม แต่ก็ยังเจ็บอยู่ คราวนี้เจ้าหน้าที่บอกให้อดทน ก็ต้องอดทนเจ็บไปค่ะประมาณครึ่งชั่วโมง แต่กระบวนการนั่งรอนี่รวม ๆ แล้ว 2 - 3 ชั่วโมง ผ่าตัดเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ ต้องไปล้างแผลทุกวัน อีก 1 อาทิตย์ฟังผล ผลคือ “ผลไม่ชัดเจน” (อีกแล้วหรอทำไมถึงเป็นอย่างนี้นี่ฉันเป็นอะไร ทำไม อะไร ๆ ก็ไม่ชัดเจน) คุณหมอเลยตรวจโพรงจมูกโดยส่องกล้องที่เป็นแกนยาว ๆ ลงไปทางรูจมูก ปรากฏเห็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ หลังโพรงจมูก คุณหมอเลยนัดอีก 1 อาทิตย์ทำ CT Scan ตั้งแต่ศีรษะถึงคอ และขอเอาชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยอีก 10,500 บาท ประกันสังคมช่วยออก 5,000 บาท ดิฉันก็ตกลง ขอให้รู้เถอะว่าเป็นอะไรจะได้รักษาสักที วันทำ CT Scan (แฟนมารับไป รพ. เนื่องจากบ้านแฟนอยู่ไกลมากกลัวมาไม่ทัน มานอนรอในรถตั้งแต่ ตี 4 ซึ้งมากค่ะ ไม่คิดว่าเขาจะทำได้) ถึง รพ. ก็มีการเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าไตว่าปกติหรือไม่ เพราะสารทึบแสง(ที่รู้จักกันว่าฉีดสี) ที่ต้องฉีดเข้าหลอดเลือดใหญ่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ (หาข้อมูลเองเนื่องจากกังวล) หลังจากเจาะเลือดก็จะคาเข็มไว้ (เจาะที่ข้อพับแขนขวา) เพื่อต่อสายฉีดสารทึบแสงเข้าไป ตอนจะใส่สายสีนั่นเองคุณพยาบาลทำจุกที่ปิดเลือดไว้หลุดมือค่ะ (โดยบอกกับเจ้าหน้าที่อีกคนว่ามันลื่นเพราะไม่ได้ใส่ถุงมือ) เลือดไหลย้อนพุ่งออกมาเลอะเตียง เลอะแขน เลอะพื้นเต็มไปหมด ร้องไห้ ต้องมาเช็ดเลือดกันก่อน เข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่มันป้องกันได้นะคะ ภาวนาว่าขอให้เป็นบทเรียนอย่าให้เกิดกับคนไข้คนอื่นอีกเลย ดิฉันเป็นคนใจเย็น คิดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ และถูกรัดไว้กับเตียงแล้วด้วย ฮ่า ๆ ๆ) ตอนสารทึบแสงวิ่งไปในเส้นเลือดรู้สึกได้ค่ะ จะร้อน ผ่าว ๆ ไปทั้งตัวค่ะ และจะได้กลิ่นสารนั้นตลอดจนมันถูกขับออกมาหมดละคะ แต่ไม่ทรมานค่ะ ไม่ต้องกลัวกันนะคะ ออกมาจากห้องรังสี ถึงกับหน้ามืดเล็กน้อยค่ะ อาจจะเพราะเสียเลือดด้วย สารทึบแสงด้วย ยังคงมีคราบเลือดแห้งติดที่แขน แฟนเลยเห็นค่ะก็เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เล่าตอนเดินออกจากประตู รพ. มาแล้ว กลับบ้านแกะพลาสเตอร์ปิดแผลที่เจาะเข็ม เอะ!! ทำไมมี 3 แผล แต่ไม่ติดใจค่ะ เพราะแฟนบอกว่ามันผ่านไปแล้วเดี๋ยวก็หาย นัดมาตอนเย็นวันเดียวกันเพื่อพบหมอฟังผล CT Scan และผลชิ้นเนื้อ ปรากฎว่า ผล CT Scan ปกติดีทุกอย่างไม่เห็นเนื้องอกหลังโพรงจมูกแต่อย่างใด แต่ผลชิ้นเนื้อ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าผลยังไม่ออกเลย (อ้าว!!!) นัดมาใหม่อีก 1 อาทิตย์ เพื่อฟังผลชิ้นเนื้อ

    และแล้ววันนี้ก็มาถึงเหมือนเป็นวันชี้ชะตาจริง ๆ เพราะเข้าไปหาคุณหมอเพียง 1 นาทีเท่านั้น นั่งเก้าอี้ปุ๊บ คุณหมอพูดว่าจากผลชิ้นเนื้อบอกว่า “เป็นมะเร็งเม็ดเลือด แต่ทาง รพ.ไม่มีหมอโรคเลือด เราจะส่งตัวคุณไปที่อื่น” ตอนนั้นรู้สึกว่าอ่อ รู้แล้วสินะ จะได้รักษาสักทีนะ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะส่งตัวไป รพ.เอกชนอีกแห่งหนึ่ง นัดได้เมื่อไหร่จะโทรไปบอกให้มาเอาใบส่งตัว ตั้งแต่วินาทีนั้น ชีวิตดิฉัน ครอบครัว และแฟน เปลี่ยนไปสิ้นเชิง จากปกติแม่จะเป็นคนซื้อกับข้าวถุงมากินที่บ้าน ทำให้ดิฉันไม่ชอบกินข้าว แม่ก็เริ่มเปลี่ยนมาต้มผัก ผัดผัก หุงข้าวกล้องให้กิน มีผลไม้ทุกวัน กัลยาณมิตรหลายคนที่รู้ข่าว ก็เริ่มมาให้กำลังใจ ช่วยหาข้อมูลว่า ควรไป รพ. ไหน หาหมอท่านใด ถึงจะดี ให้ทำบุญเยอะ ๆ แผ่เมตตา ญาติ ๆ ก็ไปหาน้ำมนต์ ยาหม้อ ยาสมุนไพรมาให้กิน เจ้านายคนแรกทำกับข้าว ซื้อผลไม้มาฝาก ซาบซึ้งในพระคุณทุกท่านจริง ๆ ค่ะ

  
ประหลาดใจ((((เรื่องยังไม่จบแค่นี้ค่ะ เดี๋ยวมาต่อนะคะ))))
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่