ขอนมัสการหลวงพ่อ และแสดงความเคารพต่อพระเถระ พระอนุเถระทุกรูป
ขอแสดงความเคารพต่อเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ คน
ขอเจริญพรญาติโยมทุกๆ คน
วันนี้มีโอกาสมาแสดงธรรมและให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ซึ่งความจริงเป็นโอกาสที่เหมาะสำหรับอาตมาเองเพราะเพิ่งมาถึงวัดอมราวดี
เมื่อวานนี้เหมือนกัน ก่อนนั้นกลับไปอยู่ที่บ้านประมาณอาทิตย์หนึ่ง เมื่อวานนี้ระหว่างที่นั่งรถกลับมาวัดอมราวดีนั้น อาตมานั่งคุยกับโยมแม่ถึงเรื่องสมัยก่อนเมื่อ
อาตมายังเป็นเด็กอยู่ โยมแม่บอกว่าถ้าแม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตใหม่ หรือที่จะดำเนินชีวิตเสียใหม่ คิดว่าจะไม่เปลี่ยนลูกเลย ลูกสามคนเป็นที่พอใจของแม่มาก
แต่ถ้าจะเปลี่ยนคงจะเปลี่ยนตัวเองเสียมากกว่า โดยเฉพาะรู้สึกว่าเมื่อก่อนแม่จุกจิกจู้จี้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากเกินไปเพราะตอนนั้นแม่ประมาท ไม่ได้คิดว่าอีกไม่กี่ปี
ลูกจะต้องจากไป ลูกคนที่สองจะต้องไปอยู่เมืองไทย ๑๒ ปี เห็นหน้ากันแค่สองสามครั้ง
เมื่อก่อนนั้นไม่ค่อยได้คิดเรื่องอนาคต หมกมุ่นและกังวลแต่ความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นเรื่องว่าลูกแต่งตัวอย่างไร ผมของลูกยาวเกินไป
ลูกแต่งตัวเกะกะไม่เรียบร้อย เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเลยเสียเวลากับอารมณ์ที่เศร้าหมอง แล้วต่อมานานๆ จึงได้พบกันครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกเสียดายว่าสมัย
ก่อนเราไม่ได้ใช้เวลาให้ดีกว่านั้น
อาตมาก็นั่งชมแม่ว่าเป็นผู้ที่คิดเป็น คือคิดไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่โทษสิ่งภายนอก แต่โทษความประมาทของตัวเอง แต่ว่าความคิดของแม่
อย่างนี้ไม่ถึงกับเป็นปัญญา เพราะ
ปัญญาคือความรู้เท่าทัน และความรู้ของโยมแม่ในครั้งนี้ไม่ทันเหตุการณ์
อาตมาเองก็รู้สึกว่า สมัยยังอยู่ที่บ้าน เราดื้อรั้นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ เพราะไม่ยอมละทิฏฐิความคิดเห็นของตัวเอง
ส่วนมากความรู้ของมนุษย์เรามักจะเป็นในลักษณะนี้ คือว่า ผิดพลาดแล้วจึงค่อยสำนึกตัว ในทางพระพุทธศาสนา เราต้องการความรู้เท่าทัน
อยู่ในปัจจุบัน ไม่ปล่อยให้สายเกินแก้ การเลี้ยงลูกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่า
ก่อนที่เราจะเลี้ยงลูกได้ เราต้องรู้จักเลี้ยงตัวเอง ถ้าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เราจะเลี้ยงลูกไม่ได้เหมือนกัน
ความรู้สึกต่อลูกเป็นความรู้สึกที่พิเศษ อาทิตย์ที่แล้วอาตมานั่งดูทีวีกับน้องชายและลูกสองคนของเขา (หลานของอาตมา) ทางทีวีออกข่าวว่า
คนบังคลาเทศเสียชีวิตเกือบสองสามแสนคน เราก็นั่งดูทีวีเฉยๆ พอดีหลานตัวเล็กๆ ไปชนกับเก้าอี้ร้องไห้ อาตมาตกใจสงสารหลานมาก แต่ว่าดูทีวีเห็น
ภาพคนเสียชีวิตเป็นแสนกลับรู้สึกเฉยๆ อาตมาเลยได้ความคิดและความรู้สึกกับคนในครอบครัวว่า คนตายเป็นแสนก็ไม่เจ็บใจ ไม่สงสาร เท่าคนที่เรารัก
ร้องไห้ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ความรักหรือความรู้สึกอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนาเหมือนกัน ความรักเป็นสมุทัยก็ได้ หรือเป็นมรรค เป็นทางไปสู่ความดับทุกข์ก็ได้
นั่นก็แล้วแต่สติปัญญาของเรา การที่พระพุทธองค์ให้พระภิกษุสามเณรประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ต้องการให้พระมีครอบครัว ก็เพราะว่า
ความรักมักจะเป็นอุปสรรค
ต่อเมตตา ถ้าเรารักอย่างโง่ ! รักโดยไม่มีสติปัญญากำกับอยู่ ความรักนั้นมักจะทำให้เราแบ่งแยก มักจะทำให้เรามองคนที่เป็นศัตรูต่อคนที่เรารัก ว่าเป็นศัตรูของเรา
คนอื่นมาชมหรือมาช่วยคนที่เรารักเราก็ชอบเขา แต่ถ้าคนอื่นมาติเตียนคนที่เรารักเราก็เกลียดเขา ชีวิตกลายเป็นชีวิตแห่งความรักและความเกลียด
เพราะผู้ที่เรารัก แล้ว
ความรักที่เข้มข้นที่เรามีต่อลูกของเราโดยเฉพาะ มักจะเป็นความรักที่ตาบอด
เรารู้อยู่ว่า ไม่วันใดวันหนึ่ง เราต้องตายจากเขา เราไม่ตายจากเขา เขาก็ต้องตายจากเรา เราก็รู้อยู่แต่ว่า เราไม่ชอบคิดอย่างนั้น
เพราะกลัวว่าถ้าเราคิดอย่างนั้นบ่อยๆ เราจะหดหู่ใจ เราจะไม่สบายใจ เราเลือกชีวิตที่เพลินเพลินกับความรักที่ไม่ยอมรับความจริงแห่งความไม่เที่ยง
ความรักอย่างนี้ไม่มีวันที่จะเลื่อนชั้นเป็นเมตตาได้
เมตตา คือความรักที่ยอมรับความจริง
ฉะนั้นในการเลี้ยงลูก คำแนะนำข้อแรกที่จะขอฝากไว้นั้นคือ อย่าประมาท อย่าลืมความตาย อย่าลืมว่าตัวเองต้องตาย
อย่าลืมว่าลูกต้องตายและลูกอาจจะตายก่อนเราก็ได้ ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ลูกที่ตายในท้องแม่ก็มี คลอดออกมาจากท้องมารดาแล้วตายก็มี
ที่อยู่หนึ่งปีก็มี สองปีก็มี ห้าปีก็มี ยี่สิบปีก็มี เรื่องชีวิตเราไม่มีมาตรฐาน การที่เราคิดว่าลูกของเราควรจะอยู่ถึงอายุ ๗๐ หรือ ๘๐ อย่างนี้
เป็นความคิดที่ไม่ฉลาด
ถ้าเราเห็นว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ชีวิตของเราก็ไม่แน่นอน ชีวิตของเขาก็ไม่แน่นอน จะเห็นว่าแต่ละวัน แต่ละนาทีมีความหมาย
และมีค่าด้วย
เมื่อเราเห็นค่าของเวลา เมื่อเราเห็นว่าเวลาเป็นสิ่งที่เราจับไว้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราบังคับให้นิ่งไม่ได้ เวลาเป็นสิ่งที่แปรปรวน เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลา เราจะมีความคิดที่จะให้ และความคิดที่จะใช้เวลานั้นเพื่อสร้างประโยชน์ และสร้างความสุขทั้งแก่ตัวเองด้วยและแก่คนอื่น คือคู่ครองและลูก
หลานของเราด้วย
เราจะเห็นว่าเราไม่มีเวลาที่จะไปโกรธเขาแล้ว เราไม่มีเวลาที่จะไปอิจฉาใครแล้ว เราไม่มีเวลาสำหรับอารมณ์ที่เบียดเบียนตัวเอง
และเบียดเบียนผู้อื่น
เราจะเห็นหน้าที่ของเรา คือการสร้างความสุขและการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์อันแท้จริงต่อชีวิตของเราและทุกๆ คนที่อยู่รอบข้างเราด้วย
และเราต้องคอยปรับความรู้สึกต่อคนอื่นให้มันเป็นธรรม ให้มันสอดคล้องกับหลักธรรมให้มากที่สุดที่เราจะทำได้
เมตตานั้นไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ถ้าเรายังต้องการสิ่งตอบแทน มันก็ยังไม่เป็นเมตตา คือมันยังเป็นความรักที่เป็นสมุทัย เราก็ต้องพยายามพัฒนาความรัก
การเลี้ยงตัวเองถ้าเราแยกออกไปแล้วก็อาจจะสรุปได้ว่าเป็นเรื่องของการละและเรื่องการบำเพ็ญ เ
ราละสิ่งที่ควรละ บำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญ
สิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่ยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็ป้องกันไม่ให้มันเกิด ที่เกิดขึ้นแล้วก็พยายามละ พยายามขจัดให้ได้ สิ่งที่ดีงามที่ยังไม่เกิดก็พยายามสร้างให้มีขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็บำรุง พยายามทำให้มาก เจริญให้มาก ให้ถึงพร้อม นี่ก็เป็นความเพียรในเรื่องของตัวเอง ในเรื่องการสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งที่สำคัญคือ
เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
ทุกวันนี้รู้สึกว่าชาวพุทธเรามีน้อย แต่
“ชาวพูด” มีมาก เราพูดมากไป แต่ทำน้อยไป ต้
องการให้ลูกเคารพเรา แต่เราไม่ทำสิ่งที่น่าเคารพ
ไม่พูดสิ่งที่น่าเคารพ ต้องการความเคารพ แต่ไม่ต้องการเป็นที่เคารพ แล้วมีแต่บ่นว่าทุกวันนี้ลูกไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่เลย
บุญคุณของพ่อแม่เป็นสิ่งที่เราจะตอบแทนได้ยากมาก แต่ในที่นี้
พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่ควรแก่ชื่อและตำแหน่งว่า พ่อแม่
ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เป็นพ่อที่ถูกต้อง เราก็ไม่เป็นพ่อ เราไม่ทำหน้าที่ของแม่ เราก็ไม่เป็นแม่ ถ้าเราไม่เป็นแม่ด้วยการกระทำ ไม่เป็นพ่อด้วยการกระทำ
แล้วเราจะไปเรียกร้องความกตัญญูกตเวทีจากลูกได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อคิดเหมือนกัน
เราเป็นอะไร เราก็เป็นด้วยการกระทำ เราเป็นชาวพุทธก็เหมือนกัน เราไม่ใช่ชาวพุทธเพราะบัญชี เราไม่ใช่ชาวพุทธ
เพราะอ้างชื่อว่าเป็นชาวพุทธ เราไม่ใช่ชาวพุทธโดยสายเลือด ทุกวันนี้มีหลายคนบอกว่า ฉันเป็นชาวพุทธโดยสายเลือด
อาตมาเคยยกตัวอย่างโดยสมมุติว่า เราอยากเป็นหมอ แล้วเราไปเสนอตัวที่โรงพยาบาล เขาถามว่าจบมาจากไหน
จบมาจากศิริราชหรือจบมาจากจุฬาฯ เราบอกว่าไม่ได้จบมาจากไหน แล้วคุณเป็นหมอยังไง เป็นหมอด้วยสายเลือด พ่อเป็นหมอ แม่เป็นหมอ
ฉันเป็นหมอเพราะพ่อแม่ฉันเป็นหมอ อันนี้เราคงจะทำงานกับเขาไม่ได้ เขาไม่เอาหรอกอย่างนี้
คือเราเห็นอะไร เราก็เป็นด้วยการกระทำ
เราเป็นชาวพุทธด้วยการกระทำ มีความพากเพียรพยายามด้วยความจริงใจ
ที่จะแสวงหาความจริง ที่จะปล่อยวาง สิ่งที่ไร้แก่นสารสาระในชีวิต ที่จะละสิ่งที่ท่านแนะนำให้เราละ และบำเพ็ญสิ่งที่ท่านสอนให้เราบำเพ็ญ อย่างนี้
เรียกว่าเป็นชาวพุทธ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีกิเลส ก็มีเหมือนกัน ก็ธรรมดา แต่เราไม่หมกมุ่นในกิเลสของตัวเอง เราต้องพยายามกำหนดรู้กิเลสว่าเป็นกิเลส
และต้องพยายามฝืนพยายามอดทนต่อกิเลส
ในชีวิตของชาวพุทธต้องพร้อมด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล และด้วยการภาวนา ทีนี้เรื่องการภาวนาเป็นเรื่องที่สำคัญ
คือเรามักจะมีความอยาก มักจะมีความต้องการ ความวิตกกังวล ความหวาดกลัวหลายๆ อย่างที่เราไม่ยอมรับ ที่มันคุกรุ่นอยู่ในใจ แต่ว่ามันมักจะออก
ในการกระทำและการพูดของเราโดยที่เราไม่รู้สึกตัว
ในทางพระพุทธศาสนา เรามีการสอนเรื่องทางสายกลาง
ทางสายกลางก็อยู่ที่การกระทำ การพูด การคิด ที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น
จากความบีบคั้นของกิเลส แต่ทางทีเราเรียกว่าสุดโต่ง ก็มีทางแห่งการหมกมุ่นกับทางแห่งการเก็บกด เรามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาเก็บกดก็สุดโต่ง หมกมุ่นก็สุดโต่ง
ทางสายกลางก็รับรู้ รับรู้แล้วอดทน อดทนจนกระทั่งสิ่งนั้นหมดฤทธิ์ แล้วก็เปลี่ยนแปลง แล้วก็ดับไป
ทีนี้ถ้าเรายังปล่อยวางไม่เป็น หรือไม่มีการฝึกอบรมในการปล่อยวาง ก็ยากที่เราจะอยู่ในทางสายกลางได้ คือ จิตจะเอียงไปทางเก็บกด
หรือเอียงไปทางหมกมุ่น ถ้าเราเก็บกดหรือหมกมุ่นแล้ว จะไม่สามารถที่จะเห็นอารมณ์ของเราตามความเป็นจริง ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงแนะนำให้เราฝึกจิตให้มีความสงบ
ความสงบที่เราต้องการนี้ไม่ใช่ความสงบซื่อๆ แต่เป็นความสงบที่ประกอบด้วยปัญญา
ความสงบที่ควรแก่การงาน งานที่นี้ คือ การพิจารณาการสอดส่องดูแลอารมณ์
ของตัวเองเพื่อจะได้เห็น เพื่อจะได้สัมผัสความจริงที่ว่าอารมณ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่อารมณ์
เมื่อเราเห็นอารมณ์ตามความเป็นจริงแล้ว เราจะได้ปล่อยวาง เราจะมีความรู้สึกหน่าย หน่ายในความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ว่าเป็นเรา
เป็นของเรา แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ เราไม่มีการฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวที่เรียกว่าสมถกรรมฐาน จิตจะไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะปล่อยวางอารมณ์ได้ พอที่จะเห็น
อารมณ์ตามความเป็นจริงได้
อานิสงส์ของการฝึกสมาธิในลักษณะนี้เราจะเห็นได้ชัดในการเลี้ยงลูกด้วย เพราะว่าคนที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่เห็นตัวเอง มักจะใช้ลูก
เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่ใต้สำนึกของตัวเอง เช่น เรากลัวตาย แล้วก็ต้องการให้ลูก เหมือนที่เราเรียกว่า สืบตระกูล ทีนี้ส่วนมากที่เราอยากมีลูกสืบตระกูล
ก็เพื่อเอาชนะความตาย อันนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ที่จะมีปัญหาคือว่า ถ้าเราเคยมีความผิดหวังในชีวิต แล้วเรามีสิ่งที่เราอยากได้ แต่เราไม่ได้ บางทีเราจะมองลูกว่าลูก
เป็นตัวแทนของเรา เราจะให้ลูกทำในสิ่งที่เรามุ่งหวัง ในลักษณะอย่างนี้จะเห็นว่าเราไม่มีความเคารพในความเป็นมนุษย์ของลูก แต่เราเห็นลูกเป็นสมบัติของตน
การเลี้ยงลูก (ชยสาโรภิกขุ)
จากหนังสือโสตถิธรรม (๘)
กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม สโมสรกระทรวงอุตสาหกรรม
จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน เมื่อ ธันวาคม ๒๕๓๕
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/chayasaro/cs-33.htm
ขอนมัสการหลวงพ่อ และแสดงความเคารพต่อพระเถระ พระอนุเถระทุกรูป
ขอแสดงความเคารพต่อเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ คน
ขอเจริญพรญาติโยมทุกๆ คน
วันนี้มีโอกาสมาแสดงธรรมและให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ซึ่งความจริงเป็นโอกาสที่เหมาะสำหรับอาตมาเองเพราะเพิ่งมาถึงวัดอมราวดี
เมื่อวานนี้เหมือนกัน ก่อนนั้นกลับไปอยู่ที่บ้านประมาณอาทิตย์หนึ่ง เมื่อวานนี้ระหว่างที่นั่งรถกลับมาวัดอมราวดีนั้น อาตมานั่งคุยกับโยมแม่ถึงเรื่องสมัยก่อนเมื่อ
อาตมายังเป็นเด็กอยู่ โยมแม่บอกว่าถ้าแม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตใหม่ หรือที่จะดำเนินชีวิตเสียใหม่ คิดว่าจะไม่เปลี่ยนลูกเลย ลูกสามคนเป็นที่พอใจของแม่มาก
แต่ถ้าจะเปลี่ยนคงจะเปลี่ยนตัวเองเสียมากกว่า โดยเฉพาะรู้สึกว่าเมื่อก่อนแม่จุกจิกจู้จี้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากเกินไปเพราะตอนนั้นแม่ประมาท ไม่ได้คิดว่าอีกไม่กี่ปี
ลูกจะต้องจากไป ลูกคนที่สองจะต้องไปอยู่เมืองไทย ๑๒ ปี เห็นหน้ากันแค่สองสามครั้ง
เมื่อก่อนนั้นไม่ค่อยได้คิดเรื่องอนาคต หมกมุ่นและกังวลแต่ความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นเรื่องว่าลูกแต่งตัวอย่างไร ผมของลูกยาวเกินไป
ลูกแต่งตัวเกะกะไม่เรียบร้อย เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เราเลยเสียเวลากับอารมณ์ที่เศร้าหมอง แล้วต่อมานานๆ จึงได้พบกันครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกเสียดายว่าสมัย
ก่อนเราไม่ได้ใช้เวลาให้ดีกว่านั้น
อาตมาก็นั่งชมแม่ว่าเป็นผู้ที่คิดเป็น คือคิดไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่โทษสิ่งภายนอก แต่โทษความประมาทของตัวเอง แต่ว่าความคิดของแม่
อย่างนี้ไม่ถึงกับเป็นปัญญา เพราะ ปัญญาคือความรู้เท่าทัน และความรู้ของโยมแม่ในครั้งนี้ไม่ทันเหตุการณ์
อาตมาเองก็รู้สึกว่า สมัยยังอยู่ที่บ้าน เราดื้อรั้นในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สร้างความทุกข์ให้กับพ่อแม่ เพราะไม่ยอมละทิฏฐิความคิดเห็นของตัวเอง
ส่วนมากความรู้ของมนุษย์เรามักจะเป็นในลักษณะนี้ คือว่า ผิดพลาดแล้วจึงค่อยสำนึกตัว ในทางพระพุทธศาสนา เราต้องการความรู้เท่าทัน
อยู่ในปัจจุบัน ไม่ปล่อยให้สายเกินแก้ การเลี้ยงลูกเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่า ก่อนที่เราจะเลี้ยงลูกได้ เราต้องรู้จักเลี้ยงตัวเอง ถ้าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เราจะเลี้ยงลูกไม่ได้เหมือนกัน
ความรู้สึกต่อลูกเป็นความรู้สึกที่พิเศษ อาทิตย์ที่แล้วอาตมานั่งดูทีวีกับน้องชายและลูกสองคนของเขา (หลานของอาตมา) ทางทีวีออกข่าวว่า
คนบังคลาเทศเสียชีวิตเกือบสองสามแสนคน เราก็นั่งดูทีวีเฉยๆ พอดีหลานตัวเล็กๆ ไปชนกับเก้าอี้ร้องไห้ อาตมาตกใจสงสารหลานมาก แต่ว่าดูทีวีเห็น
ภาพคนเสียชีวิตเป็นแสนกลับรู้สึกเฉยๆ อาตมาเลยได้ความคิดและความรู้สึกกับคนในครอบครัวว่า คนตายเป็นแสนก็ไม่เจ็บใจ ไม่สงสาร เท่าคนที่เรารัก
ร้องไห้ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ความรักหรือความรู้สึกอันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนาเหมือนกัน ความรักเป็นสมุทัยก็ได้ หรือเป็นมรรค เป็นทางไปสู่ความดับทุกข์ก็ได้
นั่นก็แล้วแต่สติปัญญาของเรา การที่พระพุทธองค์ให้พระภิกษุสามเณรประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ต้องการให้พระมีครอบครัว ก็เพราะว่า ความรักมักจะเป็นอุปสรรค
ต่อเมตตา ถ้าเรารักอย่างโง่ ! รักโดยไม่มีสติปัญญากำกับอยู่ ความรักนั้นมักจะทำให้เราแบ่งแยก มักจะทำให้เรามองคนที่เป็นศัตรูต่อคนที่เรารัก ว่าเป็นศัตรูของเรา
คนอื่นมาชมหรือมาช่วยคนที่เรารักเราก็ชอบเขา แต่ถ้าคนอื่นมาติเตียนคนที่เรารักเราก็เกลียดเขา ชีวิตกลายเป็นชีวิตแห่งความรักและความเกลียด
เพราะผู้ที่เรารัก แล้ว ความรักที่เข้มข้นที่เรามีต่อลูกของเราโดยเฉพาะ มักจะเป็นความรักที่ตาบอด
เรารู้อยู่ว่า ไม่วันใดวันหนึ่ง เราต้องตายจากเขา เราไม่ตายจากเขา เขาก็ต้องตายจากเรา เราก็รู้อยู่แต่ว่า เราไม่ชอบคิดอย่างนั้น
เพราะกลัวว่าถ้าเราคิดอย่างนั้นบ่อยๆ เราจะหดหู่ใจ เราจะไม่สบายใจ เราเลือกชีวิตที่เพลินเพลินกับความรักที่ไม่ยอมรับความจริงแห่งความไม่เที่ยง
ความรักอย่างนี้ไม่มีวันที่จะเลื่อนชั้นเป็นเมตตาได้
เมตตา คือความรักที่ยอมรับความจริง
ฉะนั้นในการเลี้ยงลูก คำแนะนำข้อแรกที่จะขอฝากไว้นั้นคือ อย่าประมาท อย่าลืมความตาย อย่าลืมว่าตัวเองต้องตาย
อย่าลืมว่าลูกต้องตายและลูกอาจจะตายก่อนเราก็ได้ ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ลูกที่ตายในท้องแม่ก็มี คลอดออกมาจากท้องมารดาแล้วตายก็มี
ที่อยู่หนึ่งปีก็มี สองปีก็มี ห้าปีก็มี ยี่สิบปีก็มี เรื่องชีวิตเราไม่มีมาตรฐาน การที่เราคิดว่าลูกของเราควรจะอยู่ถึงอายุ ๗๐ หรือ ๘๐ อย่างนี้
เป็นความคิดที่ไม่ฉลาด
ถ้าเราเห็นว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ชีวิตของเราก็ไม่แน่นอน ชีวิตของเขาก็ไม่แน่นอน จะเห็นว่าแต่ละวัน แต่ละนาทีมีความหมาย
และมีค่าด้วย เมื่อเราเห็นค่าของเวลา เมื่อเราเห็นว่าเวลาเป็นสิ่งที่เราจับไว้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราบังคับให้นิ่งไม่ได้ เวลาเป็นสิ่งที่แปรปรวน เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลา เราจะมีความคิดที่จะให้ และความคิดที่จะใช้เวลานั้นเพื่อสร้างประโยชน์ และสร้างความสุขทั้งแก่ตัวเองด้วยและแก่คนอื่น คือคู่ครองและลูก
หลานของเราด้วย
เราจะเห็นว่าเราไม่มีเวลาที่จะไปโกรธเขาแล้ว เราไม่มีเวลาที่จะไปอิจฉาใครแล้ว เราไม่มีเวลาสำหรับอารมณ์ที่เบียดเบียนตัวเอง
และเบียดเบียนผู้อื่น เราจะเห็นหน้าที่ของเรา คือการสร้างความสุขและการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์อันแท้จริงต่อชีวิตของเราและทุกๆ คนที่อยู่รอบข้างเราด้วย
และเราต้องคอยปรับความรู้สึกต่อคนอื่นให้มันเป็นธรรม ให้มันสอดคล้องกับหลักธรรมให้มากที่สุดที่เราจะทำได้
เมตตานั้นไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ถ้าเรายังต้องการสิ่งตอบแทน มันก็ยังไม่เป็นเมตตา คือมันยังเป็นความรักที่เป็นสมุทัย เราก็ต้องพยายามพัฒนาความรัก
การเลี้ยงตัวเองถ้าเราแยกออกไปแล้วก็อาจจะสรุปได้ว่าเป็นเรื่องของการละและเรื่องการบำเพ็ญ เราละสิ่งที่ควรละ บำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญ
สิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่ยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็ป้องกันไม่ให้มันเกิด ที่เกิดขึ้นแล้วก็พยายามละ พยายามขจัดให้ได้ สิ่งที่ดีงามที่ยังไม่เกิดก็พยายามสร้างให้มีขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็บำรุง พยายามทำให้มาก เจริญให้มาก ให้ถึงพร้อม นี่ก็เป็นความเพียรในเรื่องของตัวเอง ในเรื่องการสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
ทุกวันนี้รู้สึกว่าชาวพุทธเรามีน้อย แต่ “ชาวพูด” มีมาก เราพูดมากไป แต่ทำน้อยไป ต้องการให้ลูกเคารพเรา แต่เราไม่ทำสิ่งที่น่าเคารพ
ไม่พูดสิ่งที่น่าเคารพ ต้องการความเคารพ แต่ไม่ต้องการเป็นที่เคารพ แล้วมีแต่บ่นว่าทุกวันนี้ลูกไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่เลย
บุญคุณของพ่อแม่เป็นสิ่งที่เราจะตอบแทนได้ยากมาก แต่ในที่นี้พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่ควรแก่ชื่อและตำแหน่งว่า พ่อแม่
ถ้าเราไม่ทำหน้าที่เป็นพ่อที่ถูกต้อง เราก็ไม่เป็นพ่อ เราไม่ทำหน้าที่ของแม่ เราก็ไม่เป็นแม่ ถ้าเราไม่เป็นแม่ด้วยการกระทำ ไม่เป็นพ่อด้วยการกระทำ
แล้วเราจะไปเรียกร้องความกตัญญูกตเวทีจากลูกได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อคิดเหมือนกัน
เราเป็นอะไร เราก็เป็นด้วยการกระทำ เราเป็นชาวพุทธก็เหมือนกัน เราไม่ใช่ชาวพุทธเพราะบัญชี เราไม่ใช่ชาวพุทธ
เพราะอ้างชื่อว่าเป็นชาวพุทธ เราไม่ใช่ชาวพุทธโดยสายเลือด ทุกวันนี้มีหลายคนบอกว่า ฉันเป็นชาวพุทธโดยสายเลือด
อาตมาเคยยกตัวอย่างโดยสมมุติว่า เราอยากเป็นหมอ แล้วเราไปเสนอตัวที่โรงพยาบาล เขาถามว่าจบมาจากไหน
จบมาจากศิริราชหรือจบมาจากจุฬาฯ เราบอกว่าไม่ได้จบมาจากไหน แล้วคุณเป็นหมอยังไง เป็นหมอด้วยสายเลือด พ่อเป็นหมอ แม่เป็นหมอ
ฉันเป็นหมอเพราะพ่อแม่ฉันเป็นหมอ อันนี้เราคงจะทำงานกับเขาไม่ได้ เขาไม่เอาหรอกอย่างนี้
คือเราเห็นอะไร เราก็เป็นด้วยการกระทำ เราเป็นชาวพุทธด้วยการกระทำ มีความพากเพียรพยายามด้วยความจริงใจ
ที่จะแสวงหาความจริง ที่จะปล่อยวาง สิ่งที่ไร้แก่นสารสาระในชีวิต ที่จะละสิ่งที่ท่านแนะนำให้เราละ และบำเพ็ญสิ่งที่ท่านสอนให้เราบำเพ็ญ อย่างนี้
เรียกว่าเป็นชาวพุทธ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีกิเลส ก็มีเหมือนกัน ก็ธรรมดา แต่เราไม่หมกมุ่นในกิเลสของตัวเอง เราต้องพยายามกำหนดรู้กิเลสว่าเป็นกิเลส
และต้องพยายามฝืนพยายามอดทนต่อกิเลส
ในชีวิตของชาวพุทธต้องพร้อมด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล และด้วยการภาวนา ทีนี้เรื่องการภาวนาเป็นเรื่องที่สำคัญ
คือเรามักจะมีความอยาก มักจะมีความต้องการ ความวิตกกังวล ความหวาดกลัวหลายๆ อย่างที่เราไม่ยอมรับ ที่มันคุกรุ่นอยู่ในใจ แต่ว่ามันมักจะออก
ในการกระทำและการพูดของเราโดยที่เราไม่รู้สึกตัว
ในทางพระพุทธศาสนา เรามีการสอนเรื่องทางสายกลาง ทางสายกลางก็อยู่ที่การกระทำ การพูด การคิด ที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น
จากความบีบคั้นของกิเลส แต่ทางทีเราเรียกว่าสุดโต่ง ก็มีทางแห่งการหมกมุ่นกับทางแห่งการเก็บกด เรามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาเก็บกดก็สุดโต่ง หมกมุ่นก็สุดโต่ง
ทางสายกลางก็รับรู้ รับรู้แล้วอดทน อดทนจนกระทั่งสิ่งนั้นหมดฤทธิ์ แล้วก็เปลี่ยนแปลง แล้วก็ดับไป
ทีนี้ถ้าเรายังปล่อยวางไม่เป็น หรือไม่มีการฝึกอบรมในการปล่อยวาง ก็ยากที่เราจะอยู่ในทางสายกลางได้ คือ จิตจะเอียงไปทางเก็บกด
หรือเอียงไปทางหมกมุ่น ถ้าเราเก็บกดหรือหมกมุ่นแล้ว จะไม่สามารถที่จะเห็นอารมณ์ของเราตามความเป็นจริง ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงแนะนำให้เราฝึกจิตให้มีความสงบ
ความสงบที่เราต้องการนี้ไม่ใช่ความสงบซื่อๆ แต่เป็นความสงบที่ประกอบด้วยปัญญา ความสงบที่ควรแก่การงาน งานที่นี้ คือ การพิจารณาการสอดส่องดูแลอารมณ์
ของตัวเองเพื่อจะได้เห็น เพื่อจะได้สัมผัสความจริงที่ว่าอารมณ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่อารมณ์
เมื่อเราเห็นอารมณ์ตามความเป็นจริงแล้ว เราจะได้ปล่อยวาง เราจะมีความรู้สึกหน่าย หน่ายในความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ว่าเป็นเรา
เป็นของเรา แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ เราไม่มีการฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวที่เรียกว่าสมถกรรมฐาน จิตจะไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะปล่อยวางอารมณ์ได้ พอที่จะเห็น
อารมณ์ตามความเป็นจริงได้
อานิสงส์ของการฝึกสมาธิในลักษณะนี้เราจะเห็นได้ชัดในการเลี้ยงลูกด้วย เพราะว่าคนที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่เห็นตัวเอง มักจะใช้ลูก
เพื่อตอบสนองความต้องการที่อยู่ใต้สำนึกของตัวเอง เช่น เรากลัวตาย แล้วก็ต้องการให้ลูก เหมือนที่เราเรียกว่า สืบตระกูล ทีนี้ส่วนมากที่เราอยากมีลูกสืบตระกูล
ก็เพื่อเอาชนะความตาย อันนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ที่จะมีปัญหาคือว่า ถ้าเราเคยมีความผิดหวังในชีวิต แล้วเรามีสิ่งที่เราอยากได้ แต่เราไม่ได้ บางทีเราจะมองลูกว่าลูก
เป็นตัวแทนของเรา เราจะให้ลูกทำในสิ่งที่เรามุ่งหวัง ในลักษณะอย่างนี้จะเห็นว่าเราไม่มีความเคารพในความเป็นมนุษย์ของลูก แต่เราเห็นลูกเป็นสมบัติของตน