ใกล้ถึงเวลาที่ประชาชนตาสว่างแล้วครับ เมื่อศาลมีมติเอกฉันทรับคําร้อง 40 ส.ว.ชี้ขาดสถานภาพนา ยกฯ

ศาลมีมติเอกฉันทรับคําร้อง 40 ส.ว.ชี้ขาดสถานภาพนา ยกฯ

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับพิจารณาคําร้องของกลุ่ม 40 ส.ว.เรื่องการพ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่มีมติไมรับคําร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บํารุง กรณีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุด พิพากษา ว่า คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องการยาย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ทางกลุ่ม 40 ส.ว.นําโดย นายไพบูลย์ นิติ ตะวัน ส.ว.สรรหา จึงได้ยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ว่าสถานภาพของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้น สุดความเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ระบุไว้ว่า รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ต้องไม่ใช้ ตําแหนงเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การบรรจุ แต่งตั้ง โย้ก ย้าย หรือ โอนข้าราชการประจํา เพื่อประโยชน์ของ ตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทาง ตรงหรือทางอ้อม ซึ่งในกรณีนี้ เป็นการยายนายถวิลออก จากตําแหนง เพื่อเปิดทางให้พลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศ พี่ชายของคุณหญิงพจมาน ซึ่งเป็นญาติกัน ได้ ขยับขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

โดยวันนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็น เอกฉันท์ให้รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และ ให้นางสาว ยิ่งลักษณเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแตวัน รับสําเนาคําร้อง ซึ่งทางกลุ่ม 40 ส.ว.มองว่า ประเด็นนี้น่า จะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เพราะศาลรัฐธรรมนูญไมต้อง วินิจฉัยเรื่องข้อเท็จจริงอีกแล้ว เนื่องจากศาลปกครอง สูงสุดไต่สวนและมีคําตัดสินมาแล้วชัดเจน เหลือเพียง ปัญหาขอกฎหมายเท่านั้นว่า การยายนายถวิลครั้ง ถือ เป็นการใช้ตําแหนงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการประจํา เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ขั้นตอน หลังจากนี้ ถ้าศาลวินิจฉัยว่า ไม่เข้าขายแทรกแซง เพราะ เป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร ก็ยกคําร้อง แต่ถ้าวินิจฉัยว่า เขาขายแทรกแซง นายกรัฐมนตรีก็ต้องพ้นจากตําแหน่ง และ ครม.ทั้งชุดต้องพ้นสภาพไปด้วย แต่ พ.ร.บ.ระเบียบ บริหารราชการแผนดิน ม.10 วรรค 4 เขียนไว้ว่า หากไม่มี นายกรัฐมนตรี ครม.ตองมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรี คนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้อง เป็นรองนายรัฐมนตรี คนที่ 1 คือ นายสุรพงษ โตวิจักษณ ชัยกุล ซึ่งเป้าหมายของทางกลุ่ม 40 ส.ว. คือ จะให้ใช้ โอกาสนี้ ใชรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้วุฒิสภาทําหน้าที่ แทนสภาฯในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง แล้วให้ รักษาการประธานวุฒิสภานําความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นเมื่อมีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายก รัฐมนตรีคนใหมแล้ว ก็ให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ถวายคํา แนะนําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 183 เพื่อให้ ครม.รักษา การของพรรคเพื่อไทย พ้นจากตําแหนง และแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ ซึ่งจะเป็น ครม.เฉพาะกิจเขามาทําหน้าที่ แทน เพื่อเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมตุลาการ ศาล รธน.ยังมีมติเป็น เอกฉันท์ไม่รับพิจารณาคําร้องของ ร.ต.อ.เฉลิม อยูบํารุง ผอ.ศอ.รส. ที่ขอใหวินิจฉัยว่า การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เป็นการล้มล้างการปกครองตามระบอบ ปชต.หรือไม่ เพราะมีการปิดล้อมสถานที่ราชการ , สถานที่รับสมัคร ส.ส.และหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงมีการสะสมอาวุธปืนและ วัตถุระเบิด และพกพาไปตามสถานที่ต่างๆ โดยศาลเห็นว่า พฤติกรรมของ กปปส.ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อางถึง เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญาและกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา จนกระทั่งศาลได้ ออกหมายจับแกนนํา กปปส.จํานวนหนึ่งไว้แลว ศาล รธน.จึงเห็นว่าไม่เขาหลักเกณฑ์ตาม รธน.ม.68 วรรค 1 ที่ ศาลจะรับไวพิจารณาวินิจฉัยได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่