[เด็กโข่ง ไดอารี่]ชีวิตของคนที่เกิดในยุค 80 แต่ต้องมาเรียนมัธยม กับเด็กรุ่นลูก

สวัสดีครับ จุดประสงค์ที่ผมมาตั้งกระทู้นี้ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจกับใครหลาย ๆ คนที่อาจจะไม่ได้เรียนต่อแล้วหรือคนที่กำลังตัดสินใจจะไม่เรียนต่อนะครับ เผื่อจะเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต และทำให้ทราบทฤษฎีที่ว่า ไม่เคยมีคำว่าสายสำหรับการศึกษา มันมีอยู่จริง ๆ ไม่ได้หวังว่าจะยกหางตัวเองให้สูงขึ้นหรือทำให้คนอื่นมองว่าผมเป็นคนดีอะไรนะครับ
***ผมก็เป็นบุคคลธรรมดาที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี ก็อยากจะเสนอด้านที่ดูแล้วมีประโยชน์ต่อผู้อ่านมากที่สุด เพื่อที่อ่านแล้วมีกำลังใจสู้ต่อไป เรื่องต่อไปนี้เขียนมาจากประสบการณ์จริงครับ
สวัสดีครับผมเป็นเด็กแอด#59(ที่จริงก็ไม่เด็กละ) ที่เกิดในยุค80ครับ คือจะขอเกริ่นคร่าว ๆ นะครับ

เมื่อก่อนผมไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเท่าไหร่เลยเพราะคิดว่าเราเก่งแล้ว เรามีความสามารถอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงมันสำคัญ การทำงานต้องการดูวุฒิการศึกษาเพื่อการันตีความสามารถ เขาไม่มีเวลามานั่งศึกษาความสามารถของคนทีละคนหรอกครับ ยกเว้นคุณจะเก่งมากๆจนเป็นที่ประจักษ์จริงๆ แต่ถึงกระนั้นการศึกษาก็สำคัญอยู่ดีในสังคมหลายๆแห่ง

ผมเชื่อว่าหลายคน คงจะมีคำถามในใจว่า แล้วก่อนหน้านั้นไปทำอะไรอยู่? ทำไมเพิ่งมาเรียน? ผมขออนุญาตเล่าโดยสังเขปนะครับ ภูมิลำเนาผมเดิมทีเป็นคนจังหวัดน่านครับ เป็นจังหวัดที่สงบ เงียบ น่ามาเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ หากสมาชิกท่านใด กำลังมองหาเมืองเนิบ ๆ ช้า ๆ ก็เชิญได้ครับ (ขออภัยนอกเรื่องไปนิด) ก็เรียนที่น่านมาโดยตลอดจนถึง ม.1 ผมก็ได้ย้ายไปเรียนที่จังหวัดยะลาตามแม่ครับ แม่ผมไปทำงานที่นั่น พ่อกับแม่ผมแยกทางกันครับ แม่เลี้ยงผมกับพี่สาวคนเดียว



และผมจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนเบตง"วีระราษฎร์ประสาน" ครับ



อ่อผมลืมบอกไปครับ ผมมีพี่สาวด้วยนะครับ ซึ่งห่างกัน 3 ปีพอดี พอผมจบ ม.3 พี่สาวก็จบ ม.6 พอดีครับ จวบจังหวะว่าภาคใต้ไม่ค่อยสงบ เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แม่เลยตัดสินใจจะไม่ให้ผมเรียนต่อสายสามัญ จะให้ออกมาทำงาน และเรียนการศึกษานอกโรงเรียนไปด้วย พี่สาวผมก็ไปเรียนราม หลังจากออกจากม.3 ผมก็ได้ไปทำงานเสริฟ และ ก่อสร้าง 

***อาชีพก่อสร้างก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ ก็ไปเป็นลูกมือให้ช่าง ตักหิน ตักทรายมาให้ช่างเขาผสม ตักปูนให้ช่างก่ออิฐ ค่าแรงตอนนั้นอยู่ที่ วันละ 150 บาท แต่จุดที่ทำให้ผมเคารพตัวผมเองมากๆคือ ทุก ๆ วันจะมีผู้รับเหมามาดูการทำงานของแต่ละคน ใครขยันก็จะได้เพิ่ม ปรากฎว่าพอเงินออกผมได้รับค่าจ้างวันละ 160 บาท ความต่างแค่ 10 บาทอาจจะไม่เยอะ แต่มันทำให้ผมรู้สึกเคารพในตัวเองและรู้สึกดีที่ผู้รับเหมาเขาก็เห็นในความขยันของเรา อันนี้คือความทรงจำที่ไม่เคยลืม ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะเห็นค่าของเงินครับว่ากว่าจะหามาได้แต่ละบาทช่างยากเย็น

หลังจากนั้นก็เรียนมั่ง ทำงานมั่ง ทำงานก่อสร้างไปสักพักรู้สึกเหนื่อย ก็เลยไปหางานใหม่ เป็นร้านหมูกะทะครับ ไม่ต้องเสริฟแค่บริการเครื่องดื่มและเก็บโต๊ะ แค่นั้นเอง งานเบา ๆ ได้เงินดี ก็ทำไปเวลาก็ผ่านไป 1 ปีครับ 

จนวันหนึ่งได้เจอกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขามากินหมูกะทะร้านที่เราทำงานอยู่ ก็ได้พูดคุยทักทายกันตามประสาเพื่อน ซึ่งเวลาเขาคุยเขาก็จะคุยแต่เรื่องเรียน  ๆ ๆ ๆ ๆ ตอนนั้นเหมือนได้เห็นแสงแห่งธรรม ว่าเราจะอยู่เป็นเด็กเสริฟแบบนี้ไปตลอดชีวิตไม่ได้นะ เราต้องพัฒนาตนเอง กับช่วงนั้น เศรษฐกิจที่นั่นไม่ดีเอามาก ๆ แม่เลยตัดสินใจจะย้ายไปหาดใหญ่ และจะให้ผมไปอยู่กับลุงที่ตลาดไท **ลุงผมทำอาชีพขนผลไม้จากจังหวัดต่าง ๆ เขาไปส่งที่ตลาดไท ตอนนั้นก็คิดละว่า ชะตากรรมต้องไปเป็นจับกังขนผลไม้ที่ตลาดไทแน่ ๆ เลยตัดสินใจวางแผนว่าเราจะต้องไปเรียนต่อ เรียนต่อ และเรียนต่อ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตค้นหาคุณสมบัติการเรียนต่อซึ่งในนั้นเขาไม่จำกัดอายุ แต่ต้องสถานะโสด ซึ่งจะเรียนที่เบตง มันก็ไม่โอเค เพราะมีแต่คนที่รู้จักเรา และเพื่อนของเราก็อยู่ ม.5 แล้ว กลัวว่าจะโดนล้อ อายคนอื่นเขา เลยตัดสินใจจะไปเริ่มเรียนในที่ ๆ ไม่มีคนรู้จักเรา เลยตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ก็แอบไปเอาเอกสารต่าง ๆ จากแม่มาเก็บไว้ และทำงานที่ร้านหมูกะทะ เก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง

ถึงวันที่แม่จะส่งขึ้นรถไปหาลุง โดยขึ้นรถทัวร์จากเบตงไปลงที่ยะลา โดยลุงจะรอรับที่นั่น เราก็ตัดสินใจ ลงรถกลางทางแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ลงที่สายใต้ใหม่(ตอนนั้นสายใต้ใหม่จะอยู่แถวเซ็นทรัลปิ่นเกล้า) ก็ตัดสินใจเดิน ๆ แล้วไปขึ้นรถเมลล์สาย 40 กะว่าแถวไหนโอเคก็จะอยู่ที่นั่น รถเมลล์จอดอยู่ป้ายหนึ่ง คนลงค่อนรถ เราก็เลยคิดว่าเขาคงจะสุดสายแล้วเลยลง ปรากฎว่าที่นั่นคือ อิสรภาพ42(ชื่อเหมือนมุ่งสู่อิสรภาพเลยนะครับ) ก็ไปติดต่อเช่าหอและหาโรงเรียนใกล้ ๆ แถวนั้นเพื่อจะสมัครเรียน ก็เลยไปสมัครสอบโรงเรียนทวีธาภิเศก สอบติดครับ ได้สายวิทย์-คณิตฯ


ช่วงแรกที่เรียนก็ไฟกำลังแรงครับไม่ได้เรียนมานาน ร้อนวิชา ก็กำลังไปได้สวย แต่หลัง ๆ เริ่มแผ่วครับ เพราะต้องทำงานเสริฟที่ร้านหมูกะทะ เลิกงานดึก ***ด้วยความเป็นเด็ก(ตอนนั้นอายุ 17 ปี) ก็ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ ไปโรงเรียนบ้างไม่ไปบ้าง แต่โรงเรียนนี้ คุณครูก็ช่วยเหลือเราทุกอย่างนะครับ สอบก็มาตาม ทุนก็หาให้ มันเลยเป็นปมชีวิตมาจนทุกวันนี้ครับ รู้สึกเสียดายที่มีครูดี แล้วเราไม่ตั้งใจเรียน ก็เลยตัดสินใจ ลาออกมาครับเพราะเรียนไม่ไหวค ชีวิตในรั้วทวีธา อบอุ่นและมีความสุขมากครับ

หลังจากออกมาก็ไปทำงาน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ลอยไปลอยมา เหมือนจะมีความสุข แต่ก็คิดถึงโรงเรียนครับ ก็ได้รู้จักกับคน ๆ หนึ่ง รู้จักกันได้สักพัก เขาก็รู้เรื่องราวของเราและอยากช่วยครับ เลยถามผมว่าอยากเรียนไหม ถ้าอยากเรียนจะส่งให้เรียน ตอนนั้นก็เห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อครั้งที่ 2 ครับ ที่โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง ก็สอบได้สายศิลป์-จีนครับ แต่ด้วยค่านิยมว่า เรียนสายวิทย์-คณิตฯ แล้วได้เปรียบเลยไปขอย้ายสาย ก็ได้เรียนสายวิทย์ - คณิตฯ อีกครั้ง



การที่ได้เรียนที่มัธยมวัดบึงทองหลาง ก็ได้มีโอกาสเรียนนักศึกษาวิชาทหาร เป็นรสชาติชีวิตอีกแบบหนึ่งครับ



ชีวิตเหมือนจะไปได้ดีนะครับ ก็เรียนไปไม่ต้องทำงานด้วยเรียนไปด้วย แค่ช่วยพี่เขาทำงานของพี่เขาบ้าง แต่แล้วชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีจดหมายฉบับหนึ่งมาส่งที่บ้าน



หมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหารครับ โดยที่ต้องให้ผมไปจับใบดำใบแดงที่เบตง ยะลาครับ หูววว ไกลจัง เป็นคนน่านทำไมต้องไปจับที่โน้น คือแม่ไม่รู้กฎหมายครับ ตอนอายุ 17 ปีก็พาไปขึ้นที่อ.เบตง จ.ยะลาเลยครับ เลยต้องกลับมาจับใบดำใบแดงที่นี่

ตอนนั้นก็คิดละว่า ถ้าเราจะผ่อนผันเพราะติดเรียนที่มัธยมวัดบึงทองหลาง ก็ต้องเทียวไปเทียวมาทุกปี การผ่อนผันนี่ต้องไปรายงานตัวทุกปีนะครับ เลยตัดสินใจเสี่ยงครับ เพราะช่วงนั้นมีกระแสประมาณว่า คนสมัครเป็นทหารเยอะ พวกที่จับใบดำใบแดงส่วนมากจะไม่ได้กัน

***ปรากฎว่าจับได้ ใบแดงครับ ทร.3 การเริ่มต้นเรียนครั้งที่ 2 ของผมเลยต้องถูกล้มเลิกไป


รับราชการทหารเต็มจำนวนครับ คือ 2 ปี บังเอิญได้รับตำแหน่งดีในปีที่ 2 เป็นทหารหน้าห้องของท่านรองเจ้ากรมพลาธิการทหารเรือครับ เลยตัดสินใจอยู่อีก 1 ปี เพื่อเก็บเงิน เลยปลดประจำการเมื่อ เดือน พฤษจิกายน ปี 2555 ครับ

พอปลดประจำการก็มีเงินก้อนหนึ่ง และวางแผนไว้ว่าปลดทหารแล้วจะต้องกลับมาบวชทดแทนคุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้คอยอุปถัมป์ และญาติมิตรสหาย ครับ


พอบวชเสร็จ เลยคิดว่าจะกลับมาเรียนต่อครับ ตอนนั้นอายุ 26 ปีพอดี อยากจะกลับมารีสตาร์ทตัวเอง และ แก้ไขปมที่เริ่มเรียนมา 2 ที่แล้วไม่สำเร็จสักที แต่การกลับมาเรียนครั้งนี้เราจะต้องไม่รบกวนผู้อื่น เพราะคิดว่าเราตัดสินใจจะมาเรียนเอง เลยคิดว่าถ้าจะเรียน ต้องมีงานทำ และอะไรล่ะ ที่เราถนัด และทำได้ดี ก็นึกออกแต่พนักงานเสริฟ แต่ไม่น่าจะไหว เพราะงานมันหนักและได้เงินน้อย ***เคยดูภาพยนต์เรื่องหนึ่งนางเอกตกงาน เลยเขียนจดหมายว่าตนเองทำอะไรได้บ้างแล้วส่งไปที่ ๆ อยากจะทำงาน ให้เขาติดต่อมา 
(Cr.The confession of shopaholic สเน่ห์รักสาวนักช็อป)

ผมก็เลยทำเรซูเม่(Resume[อ่านว่า เรซูเม่]คือใบสมัครงาน ใบแนะนำตนเอง,ประวัติส่วนตัวเพื่อสมัครงาน) เป็นภาษาอังกฤษ (โดยไม่ได้ระบุวุฒิการศึกษา) ส่งไปเกือบทุกโรงแรมในจังหวัดน่าน เพื่อสมัครเป็น รีเซปชั่น เดชะบุญ มี 1 โรงแรมติดต่อกลับมา ให้ไปสัมภาษณ์ พอสัมภาษณ์ เขาก็ไม่ได้ขอดูวุฒิการศึกษา และรับเข้าทำงานทันที (เจ้าของให้เหตุผลว่า ไม่ว่าจะจบอะไรมาก็ต้องมาเรียนรู้หน้างานอยู่ดี ที่เรียกมาสัมภาษณ์เพราะอยากดูบุคลิก) ผมก็ได้ทำงานเป็นรีเซปชั่น ได้เงินเดือนประมาณ 9000 บาท (สำหรับต่างจังหวัดบ้านไม่เช่าข้าวไม่ซื้อถือว่าอยู่ได้ครับ) ทำงาน 4 โมงเย็นเลิกเรียนถึงเที่ยงคืน จะอ่านหนังสือหรือมีการบ้านก็เอามาทำได้เวลาไม่มีลูกค้า โรงแรมชื่อน่านบูติกนะครับ ถ้าหากมีโอกาสมาเที่ยวน่านเชิญแวะมาชมได้นะครับ โรงแรมสะอาดและอยู่ใจกลางเมืองครับ


ช่วงที่ผมลาสิกขามา เป็นช่วงที่โรงเรียนต่าง ๆ ได้สอบเพื่อรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อไปหมดแล้ว แต่ยังมีบางโรงเรียนที่ยังรับอยู่เลยไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนนันทะบุรีวิทยา โดยเลือกเรียนสายศิลป์ - จีน เพราะหลังจากที่เราผ่านอะไรมา เราก็พอรู้ตัวเองว่าไม่ชอบคณิตฯ ไม่ชอบอะไรคำนวณ ๆ ชอบภาษามากกว่า
เรียนอยู่ที่โรงเรียนนันทะบุรีวิทยาอยู่ได้ 1 เดือน ผมก็อยากไปเข้าโรงเรียนเอกชนใกล้บ้าน เพราะมันสะดวกเดินทางใกล้กว่า ผมก็เลยไปสอบถามผ่านทางเพจของโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการย้ายโรงเรียน ตอนแรกจะย้ายไปตอน ม.5 แต่โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษาก็ให้โอกาสผม โดยรับผมเข้าเรียนทันทีครับ มาทราบทีหลังว่าคนที่ตอบข้อความเฟซบุ๊คของผมก็คือท่านผู้จัดการโรงเรียน ก็ต้องขอบคุณที่ได้ให้โอกาสผมด้วยนะครับ และแล้วผมมาเรียนต่อที่โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา ในสายศิลป์-จีนเช่นเดิมครับ
ส่วนเรื่องการเรียน ปัญหาสำคัญอีกเรื่อง หลายคนอาจจะมองว่า โหย ก็คุณอายุปูนนั้นแล้ว คงได้ 4.00 แหละ เพราะเด็กเขาสู้คุณไม่ได้หรอก อันที่จริงก็ไม่ใช่นะครับ ไม่งั้นผมคงลงแอดฯเอามหาลัยดัง ๆ ไปแล้ว เด็กสมัยนี้เก่ง ขยัน เยอะมาก มีโอกาสในการเรียนรู้เยอะมาก กลับมาเรื่องการเรียนของผม มันก็พอประติดประต่อจากความรู้เดิมที่ห่างหายไปนานได้ ก็ต้องทบทวนมากกว่าคนอื่นครับ 

***เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยผมจะไม่ขออธิบายละนะครับ กลัวคนเบื่อกัน เพราะมันมีเยอะมาก ถ้าอยากทราบถามเป็นการส่วนตัวก็ยินดีแชร์ครับ ผมจะขอยกเอามาบางเหตุการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำผมก็แล้วกันนะครับ

ต่อในเม้น
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่