"คิดถึงวิทยา" เข้าฉาย 2 วันแล้ว กระแสเป็นยังไงบ้างครับ?

เห็นชาร์ตรายได้หนังเมื่อวาน คิดถึงวิทยา เปิดตัวสวยฟาดไปประมาณ 6 ล้านบาทแล้ววว ววว
เลยคิดว่าวันหยุดนี้จะไปดูครับ แต่เห็นหลายกระแสของนักวิจารณ์หนัง ว่าหนังมันไม่ค่อยโอเค
เลยอยากสอบถามคนที่ไปดูมาแล้วว่าหนังเป็นยังไงบ้างครับ?
แต่เท่าที่อ่านวิจารณ์(ที่หนักหน่วงของท่านอื่น)มา ผมชอบของคุณประวิทย์ ที่สุดครับ


"คิดถึงวิทยา" เป็นหนัง 'โรแมนติก' ในแบบที่ไม่ได้หมายความถึงเรื่องราวความรักของชายหนุ่มหญิงสาว ซึ่งอันที่จริง
เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังก็นำเสนอความโรแมนติกในแง่มุมแบบนั้น แต่ความโรแมนติกในที่นี้หมายถึงการพาผู้ชม
หลบลี้หนีจากโลกของความเป็นจริง ไปสู่โลกแห่งจินตนาการและความเพ้อฝันอันแสนห่างไกล มันเป็นโลกที่สามัญสำนึก
บอกกับเราว่ามันเป็นไปไม่ได้ เกินเลยความเป็นจริงไปมาก หรือแม้กระทั่งไม่มีอยู่จริง

ความท้าทายประการหนึ่งที่หนังเรื่อง "คิดถึงวิทยา" ของนิธิวัฒน์ ธราธร ต้องเผชิญ-ก็คือการทำให้ผู้ชมเชื่อและยอมรับ
หรือแม้กระทั่งเกิดศรัทธาในจินตภาพที่ไม่มีอยู่จริง (ข้อมูลที่ระบุว่าหนังเรื่องนี้สร้างมาจากเค้าโครงความจริง-เป็นอะไรที่ยึดถือ
อย่างเอาเป็นเอาตายไม่ได้เลย) และก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า เวทมนต์คาถาทางด้านภาพและเสียง
ตลอดจนองค์ประกอบอื่นๆของหนังเรื่อง “คิดถึงวิทยา” สามารถสะกดให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้มและตกอยู่ในภวังค์ได้อย่าง
สนิทแนบแน่น นับตั้งแต่ฉากหลังที่งดงาม โอบล้อมไว้ด้วยความสงบรมรื่นทางธรรมชาติ และต้องกดไลค์รัวๆ
ให้กับคนที่เสาะแสวงหาโลเกชั่น, งานกำกับภาพที่ 'ขับเน้น' ความงดงามเหล่านั้นให้เขยิบเข้ามาใกล้การรับรู้ของผู้ชมมากขึ้น
และมันแทบจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นจริงๆ, งานลำดับภาพ (และรวมถึงบทหนัง) ที่พาผู้ชม
กลับไปมาระหว่างกาลเวลา และพร้อมๆกับข้อมูลและสถานการณ์ที่เข้มข้นมากขึ้น ความผูกพันของผู้ชมต่อตัวละคร
(ที่ตกหลุมรักกันโดยไม่เคยเห็นหน้าค่าตา) ก็งอกเงย, ดนตรีประกอบและรวมถึงเพลงเอกที่ทำให้บรรยากาศของดูหนังเรื่องนี้
เหมือนกับการเดินทางที่ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินและรื่นรมย์ และในหลายช่วงเวลา ผู้ชมก็แทบจะถลำเข้าไปใน
'ห้วงอารมณ์แห่งความรัก' อย่างไม่อาจถอนตัว

และแน่นอน นักแสดงหลักของเรื่องผู้ซึ่งไม่เพียงเป็นหนุ่มหล่อและสาวสวย 'เกินไปสำหรับความเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง'
พวกเขายังมาพร้อมกับอุดมการณ์ของความเสียสละอันน่ายกย่องชื่นชม แม้ว่ารายละเอียดในส่วนของบทหนัง
จะพยายามลดทอน 'ความเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง' ของทั้งสองคน ด้วยการให้เห็นด้านที่เป็นมนุษย์มนา (อาทิ การบอกว่าครูสาว
เป็นคนที่มีอุปนิสัยดื้อรั้นและชอบเอาชนะ หรือเหตุผลที่นำพาให้ครูหนุ่มเนรเทศตัวเองมาสอนหนังสือริมเขื่อน ห่างไกลจาก
สัญญาณสามจีอย่างร้ายแรง-ก็เพราะถูกแฟนทิ้ง) แต่มันก็ยังเป็นน้ำหนักที่เบาหวิวอยู่นั่นเอง

หรืออันที่จริง ความมีเสน่ห์ดึงดูด-ต้องรวมถึงนักแสดงสมทบคนอื่นๆและโดยเฉพาะเด็กๆนักเรียนในเรื่องที่ทั้งอารมณ์ดี
แก่นแก้ว น่ารักน่าชัง และไม่เคยทำตัวเป็นปัญหาให้คุณครูต้องปวดเศียรเวียนเกล้า
พูดง่ายๆว่า ภายใต้กรอบของความเป็นหนังโรแมนติก(คอมเมดี้) "คิดถึงวิทยา" เป็นหนังดังที่กล่าวข้างต้น มีองค์ประกอบและ
ส่วนผสมที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ชมลอยละลิ่วไปในโลกแห่งความเพ้อฝันได้อย่างลืมเนื้อลืมตัว

แต่ก็อีกนั่นแหละ ยิ่งหนังพาตัวเองเตลิดหายไปในโลกของจินตนาการมากเพียงใด มันก็เพิกเฉยหรือแสดงออกถึงการไม่รับรู้ต่อ
การดำรงอยู่ของโลกของความเป็นจริงมากขึ้นเพียงนั้น และนั่นเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะมันกระทบต่อความหนักแน่นและ
ความมีแก่นสารสาระของหนังเยอะทีเดียว จริงๆแล้ว หนังมีฉากที่พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้านอยู่เหมือนกัน
หรือปัญหาความเจริญขั้นพื้นฐานที่เข้าไปไม่ถึง แต่มันก็ผิวเผิน ฉาบฉวย และปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย
เหมือนโจทย์สมการพีชคณิตบนกระดานดำ ทำนองเดียวกัน ปมขัดแย้งในเรื่องปรัชญาการสอนหนังสือของครูแอนกับระบบ
ที่คร่ำครึโบราณ (และออกจะงี่เง่า) ที่เธอต้องเผชิญ-ก็ได้รับการสะสางอย่างชนิดผ่านเลย มันเหมือนถูกมองข้ามหรือ
ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือเอาเข้าจริงๆ นางเอกก็กลับยอมศิโรราบด้วยซ้ำ

ว่าไปแล้ว ผลลัพธ์จากการที่หนังหลงลืมการดำรงอยู่ของความเป็นจริงอย่างชนิดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และนั่นรวมถึงปัญหาพื้นฐาน
ต่างๆนานาของผู้คน (ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่หนัง 'rom-com' พูดไม่ได้) มันก็นำพาให้ "คิดถึงวิทยา" กลายเป็นหนังที่มองเห็น
ความเป็นไปในชีวิตด้วยสายตาที่พร่ามัว หรือแม้กระทั่งเลอะเลือน และสถานะหรือคุณค่าของตัวหนัง-ก็พลอยถูกจำกัดหรือ
ลดทอนให้หลงเหลือเพียงแค่หนังเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ หนังเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ หนังที่ผู้ชมไม่ต้องถือสาหาความ
หนังที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้ชมมองเห็นหรือเข้าใจในสังคมที่เราใช้ชีวิตซักเท่าใด

จริงๆแล้ว อย่างที่รู้กันว่า-จีทีเอชเป็นบริษัทหนังที่เชื่อถือได้มากที่สุดบริษัทหนึ่งในเรื่องของฝีไม้ลายมือการทำหนัง
และคุณค่าในทางหัตถศิลป์และประณีตศิลป์ หรืองาน craft ก็ไม่เคยออกมาในแบบสุกเอาเผากิน แต่การจำกัด หรือตีกรอบ
หรือแสดงตนว่าถนัดในการทำหนังฟีลกู้ดโลกสวยเพียงลำพัง (หรืออาจจะสลับกับหนังสยองขวัญบ้าง-เขย่าขวัญบ้าง)
มันก็ไม่แตกต่างจากการหยิบยื่นยาเม็ดสีฟ้าให้กับผู้ชม

จริงอยู่ที่สรรพคุณของมันอาจจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบาย แต่อย่างที่นักดูหนังรับรู้เป็นอย่างดีว่า
ในโลกของเมทริกซ์ มันมีแต่ความหลอกลวง


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่