จำวันแรกของตัวเองได้ไหม
วันแรกที่ไปโรงเรียน ถ้าจะนับกันตรงๆก็คงหมายถึงตอนอนุบาลหนึ่ง แต่ถ้าให้นึกถึงช่วงเวลานั้น มันอาจนานเกินกว่าจะจำความได้
งั้นถ้าเป็นวันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยล่ะ มันดูเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อเราถูกเปลี่ยนจากเด็กนักเรียนมาเป็นนักศึกษาวัยรุ่นที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นอีกหนึ่งขั้น ผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญซึ่งกำหนดทางเดินของชีวิตที่ชัดเจนขึ้นตามคณะที่เลือกไป
แล้ววันแรกที่ได้เข้าทำงานในบริษัทแรกของชีวิตล่ะ ยังจดจำเหตุการณ์และความรู้สึกตอนที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ได้ไหม
เรากลายเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว จากเดิมที่คอยขอเงินพ่อแม่ทุกเดือนๆ ตอนนี้เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าราวกับก้าวออกมาจากรังอันอบอุ่น สู่ฟ้ากว้างที่เต็มไปด้วยพายุและอันตราย
จำวันแรกของตัวเองได้ไหม
วันแรกที่ได้กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างแท้จริง
ผมยังจำได้ดี ตอนที่ใส่เชิ้ต ผูกไท้ ยืนเท่ห์อยู่หน้าบริษัทในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนมิถุนายน ผมเริ่มงานช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะกว่าจะหางานได้ก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายที่ ผ่านการสอบหลายครั้ง และเดินเตะฝุ่นอยู่หลายเดือน แต่ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้ยืนอยู่หน้าตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง พร้อมชายตาชำเลืองตัวอักษรโลหะที่เรียงร้อยอย่างมีระเบียบเป็นชื่อนายจ้างที่แรกของผม
มันเป็นเช้าที่แสนสดใสในฤดูฝน ชั่วขณะที่หลายคนรีบเร่งเข้าไปในตัวอาคารเพื่อให้ทันเวลาเริ่มงาน ผมกลับค่อยๆก้าวผ่านประตูบริษัทเข้าไปอย่างช้าๆ พร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวผิดกับจังหวะเยื้องย่างของตัวเอง
แม้ตอนปิดเทอมซัมเมอร์สุดท้ายผมจะเคยผ่านการฝึกงานมาก่อน แต่ก็รู้ดีว่าการฝึก กับของจริง มันคงแตกต่างกันไม่มากก็น้อย
การเริ่มงานวันแรกของผม หมดไปกับการอบรมสำหรับพนักงานใหม่
ครึ่งวันเช้า ผมได้ทำความรู้จักกับองค์กรที่กำลังจะจ่ายเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตให้ผม
ครึ่งวันบ่าย ผมได้รู้จักกับบรรดาเพื่อนใหม่ซึ่งเริ่มงานวันนี้เป็นแรกเหมือนกับผม เพราะทางบริษัทให้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการละลายพฤติกรรมและสร้างความสัมพันธ์ให้กับพนักงาน บางคนก็เป็นเด็กจบใหม่เช่นเดียวกับผม แต่หลายคนมีประสบการณ์ผ่านงานอื่นมาก่อน และบางคนเคยทำงานที่บริษัทนี้มาแล้ว ก่อนจะย้ายไปที่อื่น แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรัง
วันแรกของผมแตกต่างจากที่จินตนาการไว้ริบลับ ผมคิดว่าบางทีไม่อยากนับว่าวันนี้เป็นวันแรกด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้เฉียดใกล้กับคำว่าพนักงานบริษัทเลยสักนิด เหมือนนิสิตหน้าใสถูกรับน้องจากผู้ใหญ่ใจดีที่มาแนะแนวการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่ให้ฟัง แต่ผมเข้าใจดีว่าทุกๆการเริ่มต้นก็ต้องมีบทนำเสมอ
วันที่สองผมได้ไปเหยียบแผนกของตัวเองเสียที เพราะบริษัทของผมเป็นบริษัทใหญ่ แผนกที่ผมทำจึงกินพื้นที่อาณาบริเวณครอบคุมชั้น 15 ทั้งชั้น มองไปทางไหนก็เจอแต่เพื่อนร่วมแผนกนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าคอมฯ ตอนนั้นผมเริ่มได้กลิ่นการเป็นมนุษย์เงินเดือนลอยตลบอบอวลอยู่รอบตัว
ผมเริ่มงานพร้อมเด็กใหม่อีก 3 คนที่อยู่แผนกเดียวกัน แน่นอนว่าตามขนบประเพณีไทย จะไปก็ต้องลา จะมาก็ต้องไหว้ สิ่งแรกที่ผมทำในแผนก จึงเป็นการตระเวนเดินยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงประจำแผนก ผู้ใหญ่บางคนก็แค่รับไหว้พอเป็นพิธี แต่บางคนก็พูดคุยทักทายด้วยไมตรีจิตอยู่นานสองนานราวกับไม่ต้องทำการทำงาน โดยเฉพาะผู้จัดการแผนก ที่ซักไซ้ประวัติผมและเพื่อนๆเหมือนจะสอบสัมภาษณ์อีกรอบ
ผ่านไปร่วมชั่วโมง ผมก็ได้นั่งที่โต๊ะทำงานตัวแรกในชีวิต
ผมเคยฝันไว้ว่าโต๊ะทำงานของตัวเองจะต้องเหมือนกับในภาพยนต์ซึ่งหลายคนคงเคยเห็น โต๊ะกว้างๆกับเก้าอี้มีล้อ บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดรอให้เปิดใช้งาน ตรงพื้นที่ว่างวางกองเอกสารเตี้ยๆประดับไว้ ข้างๆมีที่ใส่เครื่องเขียนซึ่งเต็มไปด้วยปากกาหลากสี มีโคมไฟ มีไวท์บอร์ดไว้ใช้ขีดเขียนหรือติดกระดาษโน้ตโพสอิทเพื่อช่วยเตือนความคิดความจำ และที่สำคัญมีกรอบรูปตั้งโต๊ะไว้ใส่ภาพแฟนให้เพื่อนร่วมงานอิจฉาเล่น
แต่ในความเป็นจริง โต๊ะทำงานตัวแรกในชีวิตของผมกลับว่างเปล่า เหมือนบ้านที่เพิ่งซื้อมา แต่ยังไร้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ผมเข้าใจว่าเพิ่งทำงานวันแรก จะให้มีของกองไว้บนโต๊ะก็คงไม่มีทาง แต่ที่ประหลาดใจคือ มันว่างเปล่ามากๆ ว่างขนาดที่คอมพิวเตอร์ก็ไม่มี เครื่องเขียน โทรศัพท์ โคมไฟ หรือไวท์บอร์ดก็ไม่มี แถมยังเล็กกว่าโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้านผมเสียอีก เล็กจนรู้สึกว่าถ้าเอาคอมฯมาตั้งคงไม่มีที่ว่างให้วางรูปแฟนแน่ๆ (แต่โชคยังดีที่ตอนนั้นผมยังไม่มีแฟนให้วางรูป เลยแอบหวังว่าตอนมีแฟน โต๊ะที่ได้นั่งคงใหญ่กว่านี้ )
ทุกอย่างที่ผมฝันไว้สลายหายไปราวกับควัน และที่สำคัญเมื่อหันไปมองโต๊ะข้างๆ ซึ่งถูกครอบครองโดยพี่ผู้ชายวัยสามสิบปลายๆ สิ่งที่ผมเห็นบนโต๊ะของเขามีเพียงเอกสารมากมายวางกองท่วมหัวอยู่ข้างๆคอมฯตัวเก่า พอหันไปอีกด้าน ก็เจอโต๊ะที่เจ้าของเป็นคุณป้าวัยทอง มองแล้วนึกถึงญาติผู้ใหญ่ เธอพยายามจัดสรรค์อาณาเขตอันคับแคบให้สามารถประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เท่าฝ่ามือได้ น่าเสียดายที่พื้นที่ไม่พอ มิเช่นนั้นป้าแกคงขอวางกระถางธูปกับเชิงเทียน และอาจมีแจกันไว้ใส่ดอกไม้บูชาด้วยก็ได้ ส่วนฝั่งตรงข้ามที่นั่งจ้องตากับผมเป็นคุณลุงร่างอ้วน พุงพุ้ย ใส่แว่น ทำหน้าเหมือนตัวประกอบในภาพยนต์ที่เห็นออกมาแค่ฉากเดียวแล้วก็หายไป แต่ในชีวิตจริง ผมกำลังจะได้เห็นหน้าแกทุกวันทุกเวลาที่นั่งทำงานที่นี่
ผมถอนหายใจ หันไปทางไหนก็เห็นแต่พนักงานส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนจนถึงเกือบเกษียรซึ่งผ่านการพากเพียรทำงานหนักมานานนับสิบปี จนปรากฏร่องรอยของความตรากตรำอยู่เต็มใบหน้า จะมีพนักงานที่รุ่นราวคราวเดียวกับผมอยู่บ้างก็แค่ไม่กี่คน นั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงาเบาๆ ลอยเวียนวนอยู่ในสังคมใหม่นี้ และคิดถึงชีวิตที่เคยครื้นเครงสมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา ทั้งขวาทั้งซ้ายเต็มไปด้วยเพื่อนฝูงชายหญิงรุ่นเดียวกัน ทุกๆวันมีแต่เรื่องให้สนุกสนานเฮฮา แต่เวลานี้สิผมกลับอยู่ท่ามกลางบรรยากาศจริงจัง สีสันที่เคยสดใส กลายเป็นภาพสีเก่าๆ ขุ่นๆ มัวๆ ที่มีแต่ผู้ใหญ่วัยดึกเดินไปเดินมารอบตัว เสียงหัวเราะและเรื่องสนุกที่เคยได้ยินทุกวัน ตอนนี้มีเพียงเสียงเคาะคีย์บอร์ดสลับกับเสียงคุยเรื่องงานลอยผ่านเข้าไปในหู ผมรู้สึกได้ทันทีว่าชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
และแล้วชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผมก็เปิดม่าน...
บันทึกชีวิตมนุษย์เงินเดือน #5 : ยังจำวันแรกของการเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ไหม
วันแรกที่ไปโรงเรียน ถ้าจะนับกันตรงๆก็คงหมายถึงตอนอนุบาลหนึ่ง แต่ถ้าให้นึกถึงช่วงเวลานั้น มันอาจนานเกินกว่าจะจำความได้
งั้นถ้าเป็นวันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยล่ะ มันดูเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อเราถูกเปลี่ยนจากเด็กนักเรียนมาเป็นนักศึกษาวัยรุ่นที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นอีกหนึ่งขั้น ผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญซึ่งกำหนดทางเดินของชีวิตที่ชัดเจนขึ้นตามคณะที่เลือกไป
แล้ววันแรกที่ได้เข้าทำงานในบริษัทแรกของชีวิตล่ะ ยังจดจำเหตุการณ์และความรู้สึกตอนที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ได้ไหม
เรากลายเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว จากเดิมที่คอยขอเงินพ่อแม่ทุกเดือนๆ ตอนนี้เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าราวกับก้าวออกมาจากรังอันอบอุ่น สู่ฟ้ากว้างที่เต็มไปด้วยพายุและอันตราย
จำวันแรกของตัวเองได้ไหม
วันแรกที่ได้กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างแท้จริง
ผมยังจำได้ดี ตอนที่ใส่เชิ้ต ผูกไท้ ยืนเท่ห์อยู่หน้าบริษัทในเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนมิถุนายน ผมเริ่มงานช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะกว่าจะหางานได้ก็ต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายที่ ผ่านการสอบหลายครั้ง และเดินเตะฝุ่นอยู่หลายเดือน แต่ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้ยืนอยู่หน้าตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง พร้อมชายตาชำเลืองตัวอักษรโลหะที่เรียงร้อยอย่างมีระเบียบเป็นชื่อนายจ้างที่แรกของผม
มันเป็นเช้าที่แสนสดใสในฤดูฝน ชั่วขณะที่หลายคนรีบเร่งเข้าไปในตัวอาคารเพื่อให้ทันเวลาเริ่มงาน ผมกลับค่อยๆก้าวผ่านประตูบริษัทเข้าไปอย่างช้าๆ พร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัวผิดกับจังหวะเยื้องย่างของตัวเอง
แม้ตอนปิดเทอมซัมเมอร์สุดท้ายผมจะเคยผ่านการฝึกงานมาก่อน แต่ก็รู้ดีว่าการฝึก กับของจริง มันคงแตกต่างกันไม่มากก็น้อย
การเริ่มงานวันแรกของผม หมดไปกับการอบรมสำหรับพนักงานใหม่
ครึ่งวันเช้า ผมได้ทำความรู้จักกับองค์กรที่กำลังจะจ่ายเงินเดือนก้อนแรกในชีวิตให้ผม
ครึ่งวันบ่าย ผมได้รู้จักกับบรรดาเพื่อนใหม่ซึ่งเริ่มงานวันนี้เป็นแรกเหมือนกับผม เพราะทางบริษัทให้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการละลายพฤติกรรมและสร้างความสัมพันธ์ให้กับพนักงาน บางคนก็เป็นเด็กจบใหม่เช่นเดียวกับผม แต่หลายคนมีประสบการณ์ผ่านงานอื่นมาก่อน และบางคนเคยทำงานที่บริษัทนี้มาแล้ว ก่อนจะย้ายไปที่อื่น แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรัง
วันแรกของผมแตกต่างจากที่จินตนาการไว้ริบลับ ผมคิดว่าบางทีไม่อยากนับว่าวันนี้เป็นวันแรกด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้เฉียดใกล้กับคำว่าพนักงานบริษัทเลยสักนิด เหมือนนิสิตหน้าใสถูกรับน้องจากผู้ใหญ่ใจดีที่มาแนะแนวการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่ให้ฟัง แต่ผมเข้าใจดีว่าทุกๆการเริ่มต้นก็ต้องมีบทนำเสมอ
วันที่สองผมได้ไปเหยียบแผนกของตัวเองเสียที เพราะบริษัทของผมเป็นบริษัทใหญ่ แผนกที่ผมทำจึงกินพื้นที่อาณาบริเวณครอบคุมชั้น 15 ทั้งชั้น มองไปทางไหนก็เจอแต่เพื่อนร่วมแผนกนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าคอมฯ ตอนนั้นผมเริ่มได้กลิ่นการเป็นมนุษย์เงินเดือนลอยตลบอบอวลอยู่รอบตัว
ผมเริ่มงานพร้อมเด็กใหม่อีก 3 คนที่อยู่แผนกเดียวกัน แน่นอนว่าตามขนบประเพณีไทย จะไปก็ต้องลา จะมาก็ต้องไหว้ สิ่งแรกที่ผมทำในแผนก จึงเป็นการตระเวนเดินยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงประจำแผนก ผู้ใหญ่บางคนก็แค่รับไหว้พอเป็นพิธี แต่บางคนก็พูดคุยทักทายด้วยไมตรีจิตอยู่นานสองนานราวกับไม่ต้องทำการทำงาน โดยเฉพาะผู้จัดการแผนก ที่ซักไซ้ประวัติผมและเพื่อนๆเหมือนจะสอบสัมภาษณ์อีกรอบ
ผ่านไปร่วมชั่วโมง ผมก็ได้นั่งที่โต๊ะทำงานตัวแรกในชีวิต
ผมเคยฝันไว้ว่าโต๊ะทำงานของตัวเองจะต้องเหมือนกับในภาพยนต์ซึ่งหลายคนคงเคยเห็น โต๊ะกว้างๆกับเก้าอี้มีล้อ บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดรอให้เปิดใช้งาน ตรงพื้นที่ว่างวางกองเอกสารเตี้ยๆประดับไว้ ข้างๆมีที่ใส่เครื่องเขียนซึ่งเต็มไปด้วยปากกาหลากสี มีโคมไฟ มีไวท์บอร์ดไว้ใช้ขีดเขียนหรือติดกระดาษโน้ตโพสอิทเพื่อช่วยเตือนความคิดความจำ และที่สำคัญมีกรอบรูปตั้งโต๊ะไว้ใส่ภาพแฟนให้เพื่อนร่วมงานอิจฉาเล่น
แต่ในความเป็นจริง โต๊ะทำงานตัวแรกในชีวิตของผมกลับว่างเปล่า เหมือนบ้านที่เพิ่งซื้อมา แต่ยังไร้เฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ผมเข้าใจว่าเพิ่งทำงานวันแรก จะให้มีของกองไว้บนโต๊ะก็คงไม่มีทาง แต่ที่ประหลาดใจคือ มันว่างเปล่ามากๆ ว่างขนาดที่คอมพิวเตอร์ก็ไม่มี เครื่องเขียน โทรศัพท์ โคมไฟ หรือไวท์บอร์ดก็ไม่มี แถมยังเล็กกว่าโต๊ะเขียนหนังสือที่บ้านผมเสียอีก เล็กจนรู้สึกว่าถ้าเอาคอมฯมาตั้งคงไม่มีที่ว่างให้วางรูปแฟนแน่ๆ (แต่โชคยังดีที่ตอนนั้นผมยังไม่มีแฟนให้วางรูป เลยแอบหวังว่าตอนมีแฟน โต๊ะที่ได้นั่งคงใหญ่กว่านี้ )
ทุกอย่างที่ผมฝันไว้สลายหายไปราวกับควัน และที่สำคัญเมื่อหันไปมองโต๊ะข้างๆ ซึ่งถูกครอบครองโดยพี่ผู้ชายวัยสามสิบปลายๆ สิ่งที่ผมเห็นบนโต๊ะของเขามีเพียงเอกสารมากมายวางกองท่วมหัวอยู่ข้างๆคอมฯตัวเก่า พอหันไปอีกด้าน ก็เจอโต๊ะที่เจ้าของเป็นคุณป้าวัยทอง มองแล้วนึกถึงญาติผู้ใหญ่ เธอพยายามจัดสรรค์อาณาเขตอันคับแคบให้สามารถประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เท่าฝ่ามือได้ น่าเสียดายที่พื้นที่ไม่พอ มิเช่นนั้นป้าแกคงขอวางกระถางธูปกับเชิงเทียน และอาจมีแจกันไว้ใส่ดอกไม้บูชาด้วยก็ได้ ส่วนฝั่งตรงข้ามที่นั่งจ้องตากับผมเป็นคุณลุงร่างอ้วน พุงพุ้ย ใส่แว่น ทำหน้าเหมือนตัวประกอบในภาพยนต์ที่เห็นออกมาแค่ฉากเดียวแล้วก็หายไป แต่ในชีวิตจริง ผมกำลังจะได้เห็นหน้าแกทุกวันทุกเวลาที่นั่งทำงานที่นี่
ผมถอนหายใจ หันไปทางไหนก็เห็นแต่พนักงานส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนจนถึงเกือบเกษียรซึ่งผ่านการพากเพียรทำงานหนักมานานนับสิบปี จนปรากฏร่องรอยของความตรากตรำอยู่เต็มใบหน้า จะมีพนักงานที่รุ่นราวคราวเดียวกับผมอยู่บ้างก็แค่ไม่กี่คน นั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงาเบาๆ ลอยเวียนวนอยู่ในสังคมใหม่นี้ และคิดถึงชีวิตที่เคยครื้นเครงสมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา ทั้งขวาทั้งซ้ายเต็มไปด้วยเพื่อนฝูงชายหญิงรุ่นเดียวกัน ทุกๆวันมีแต่เรื่องให้สนุกสนานเฮฮา แต่เวลานี้สิผมกลับอยู่ท่ามกลางบรรยากาศจริงจัง สีสันที่เคยสดใส กลายเป็นภาพสีเก่าๆ ขุ่นๆ มัวๆ ที่มีแต่ผู้ใหญ่วัยดึกเดินไปเดินมารอบตัว เสียงหัวเราะและเรื่องสนุกที่เคยได้ยินทุกวัน ตอนนี้มีเพียงเสียงเคาะคีย์บอร์ดสลับกับเสียงคุยเรื่องงานลอยผ่านเข้าไปในหู ผมรู้สึกได้ทันทีว่าชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
และแล้วชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผมก็เปิดม่าน...