แชร์ประสบการณ์เพื่อนร่วมงานต่างชาติ ที่อยากโดดเตะมากที่สุด

เหมือนจะว่าง ก็เลยตั้งกระทู้ขึ้นมาเล่าเรื่องการพบเจอเพื่อนร่วมงานต่างชาติ ที่สุดแสนจะทำให้เรากรี๊ดได้ทุกชั่วโมง จริงๆ แล้วนิสัยบางอย่างก็สามารถพบเจอได้ในคนไทย แต่วันนี้เอาต่างชาติก่อนแล้วกันค่ะ

เราทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสวีเดน โดยมี supervisor เป็นชาวสวีเดนสองคน ในกลุ่มของเขาจะมีทั้งนักวิจัย นักศึกษา วนเวียนกันมาจากหลายประเทศมาก เกือบทั่วทุกมุมโลก

เมื่อช่วงปีใหม่ปีที่แล้วซุปฯ ของเราได้ตอบรับนักศึกษาคนหนึ่ง เป็นคนอินเดีย ผู้ชาย อายุ 26 ปี ซึ่งเรียนปริญญาโทอยู่มหาวิทยาลัยหนึ่งทางเหนือของสวีเดน เมื่อจบ course work แล้ว ทางสายวิทย์ นศ จะต้องทำ thesis สำหรับที่นี่ ระยะการทำ thesis นั้นเพียงแค่หกเดือน นศ คนนี้ต้องการทำ molecular biotechnology แต่ทางมหาวิทยาลัยที่เขาเรียน ไม่มีวัตถุดิบ ก็เลยมองหาที่อื่น ก็เลยมาเจอซุปฯ เราเข้า จึงจัดการติดต่อและเดินทางมาในที่สุด

เราได้มีโอกาสรู้จักพูดคุย ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เขามาถึง ความเป็นคนเอเชียเหมือนกันก็เลยคุยกันง่าย ต่อติดเร็ว แต่จากประสบการณ์ที่ไทยของเรา ทำให้เราไม่ชอบนินทาใครในที่ทำงาน เพราะมันทำให้บรรยากาศเสีย แต่ นศ คนนี้ชอบมาก ทั้งที่เป็นผู้ชาย เราก็ฟัง และยิ้ม แต่ไม่ต่ออะไร

เขาเริ่มทำงานกับซุปฯ ของเรา ร่วมกับซุปฯ อีกคนที่เป็นคนเอธิโอเปีย จนกระทั่งหกเดือนผ่านไป เวลาที่ควรจะต้องเขียนรายงาน และนำเสนอผลงาน เพื่อสำเร็จการศึกษา แต่ นศ คนนี้ก็ยังไม่มีท่าทางว่าจะทำอย่างที่ควรจะทำ เขายังสนุกกับการวิ่งตามซุปฯ เอธิโอเปียของเขา และการพูดเรื่องอะไรมากมายใน department คือรู้ไปหมด เหมือนเป็นปาปารัสซี่

จนวันหนึ่งมีคนบอกเขาว่า ทำไมไม่เขียนรายงาน สอบจบซะ เจ้าอินเดียคนนี้ก็บอกว่า ถ้าจะเขียน เขียนได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหากระจอกมาก คนบอกก็เลยรู้สึกหน้าแหกไป จนกระทั่งเงินทุนที่นำมาเรียนหมด แต่ก็ยังไม่ยอมสอบจบ จนต้องให้พ่อส่งเงินมาจากอินเดีย และสัญญากับพ่อว่าตุลาคมปีที่ผ่านมา จะสอบจบและหางานทำ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่พูด เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรเลย

ก่อนหน้านั้นมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เขาสกัดโปรตีนมาได้หนึ่งตัว และต้องการจะทดสอบว่าโปรตีนชนิดนี้สามารถจับแอนติบอดี้ได้ จึงเอามาให้เราทอสอบให้ เพราะเราใช้เครื่องมือนั้นอยู่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราต้องส่งรายงานและเตรียมงานนำเสนอในที่ประชุม เราจึงบอกว่าขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ ให้เราเสร็จเรื่องก่อนได้ไหม เขาบอก ได้ๆ ไม่มีปัญหาไม่ต้องกังวล เขาไม่รีบ ผ่านไปเพียงแค่สองวัน เราได้ยินมาว่า เขาไปพูดทั่วทั้งชั้น 4 (เราอยู่ชั้น 3) ว่าเรารับปากว่าจะช่วยงานเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยหรือเปล่านะ เพราะไม่เห็นทำอะไรเลย สงสัยคงจะรับปากไปอย่างนั้นแหละ คือเราโมโหมาก เลยบอกว่างั้นทำเลยแล้วกัน (ทั้งที่จริงๆ งานเราก็ยังไม่เสร็จ แต่แรงแค้นมันมากกว่า)

เราบอกว่าเขาต้องเตรียมสารเคมีให้เรานะ บางตัวเรามีแล้วเขาไม่ต้องเตรียม แต่บางตัวหมด เขาต้องเตรียมนะ เขาก็บอกอีกว่าไม่มีปัญหา ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งวัน การเตรียมสารง่ายๆ ก็ยังไม่เสร็จ หนำซ้ำยังไปเตรียมตัวที่เราบอกว่าไม่ต้อง เพราะว่าเรามีแล้ว สุดท้ายเขาก็ไปขอมาจาก นศ อิตาลี คนหนึ่ง เพราะเขาเตรียมเองไม่เป็น เราก็ไม่สนใจ ทำยังไงก็ได้ ให้ได้มาแล้วกัน

พอได้สารเคมีครบ เราก็เป็นคนทำแล็บ แต่เขาก็ต้องมาดู เพราะว่าครั้งต่อไปเขาต้องทำเอง เราต้องผสมสาร A กับ B เข้าด้วยกัน เราแสดงวิธีคำนวนใส่ในกระดาษให้เขาดู และบอกว่าต้องดูดสาร A มาเท่าไหร่และ B มาเท่าไหร่ แต่เราเป็นคนดูดเอง ตอนที่เราดูดสาร เราคุยไปด้วย เราเลยปรับปริมาตรที่ต้องดูดผิดไป เราเพิ่งเห็นตอนที่ผสมไปแล้ว เราก็ตกใจ แต่ก็บอกว่าเออ ไม่เป็นไร ตราบใดที่รู้ว่าดูดไปเท่าไหร่ ก็คำนวนกลับได้ ปรากฏว่าเขาพูดออกมาว่า "เขาเห็นแล้วละว่าเราอ่ะดูดผิด แต่เขาขี้เกียจบอก" ณ ตอนนั้นอารมณ์เราสูงปรี๊ดมาก คือว่าอะไรอ่ะ บอกว่าไม่เห็นไปเลยจะดีกว่าไหม ดีกว่ามาพูดแบบนี้ งานนั้นผ่านไป เราทำเองทั้งหมด เขียนรายงานให้ด้วย และเรายังบอกว่ากระดาษที่เราเขียนวิธีทำ และการคำนวน เอาไปจดลงสมุด หรือพิมพ์ซะ เพราะจะได้ไม่หาย และต่อไปเขาก็ต้องเอาไปเขียนวิทยานิพนธ์ ปรากฏว่าผ่านไปสองเดือน กระดาษนั้นขยำอยู่ยังไงก็ยังอยู่แบบนั้น

เราชักเอือม ไม่ค่อยอยากจะเข้าใกล้ หรือพูดด้วย แต่เขาจะชอบมากินข้าวเวลาเดียวกับเรา เพราะมีคนหลายคน เขาชอบโม้ ชอบนินทา เขาทำแบบนี้ไม่สะดวกถ้ามากินข้าวเวลาที่คนสวีเดนกินกัน

และมันก็จะมีปัญหาเรื่องกินทุกที คือเราก็ทำอาหารไทยไปกินเป็นอาหารเที่ยง หรือถ้าไม่ทำ เราก็ไปซื้อ ข้างที่ทำงานของเราจะมีร้านอาหารที่เขียนว่าเป็นร้านไทย แต่คนทำคือคนเวียดนาม ซึ่งรสชาติและราคาก็โอเคสำหรับการจะซื้อเป็นมื้อเที่ยง แต่เขาจะชอบทำอาหารอินเดียมากิน และพยายามจะโม้ว่า ร้านอาหารอินเดียในเมืองนี้ ไม่ได้เรื่อง ทำไม่เป็นแล้วมาเปิดร้านทำไม เขาจะชอบทำอาหารมาเยอะๆ และเรียกให้คนกิน โดยส่วนตัวเรากินอาหารอินเดียไม่ได้เลย พอเขาเรียก เราก็จะยิ้มและบอกว่าขอบคุณ เราอิ่มแล้ว แต่เขาก็ยังพยายามเรียกซ้ำๆ และเสียงดัง จนคนทั้งโต๊ะกันมามองเราเป็นตาเดียว เหมือนเรารังเกียจหรือไง ถึงไม่ยอมกิน อีกครั้งคือวันนั้นเป็นวันที่เราซื้อข้าวกิน มี Professor มานั่งข้างเขา และถามเขาว่าทำอาหารมากินเองทุกวันเหรอ เขาบอกว่าใช่ เขาไม่ซื้อกินหรอก ไม่เห็นอร่อย สู้เขาทำเองไม่ได้ แล้วเขาก็ชี้มาที่เรา ซึ่งกำลังนั่งกินอาหารกล่องซื้อมา ว่าเนี่ยะแบบนี้ เขาไม่ซื้อหรอก รสชาติไม่ได้เรื่อง เรานี่เอ่อ เลยสวนกลับไปว่า ขอโทษนะที่เราซื้อข้าวกินเอง แต่ว่ารวย มีเงิน อยากใช้ มีอะไรไหม...

ยาวไปหน่อยนะคะ แต่ยังไม่จบเรื่องของนายคนนี้ เดี๋ยวมาต่อค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่