ความไม่รู้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ความเคยชินไม่แน่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม หรือไม่
คุณอาจคิดว่า รู้ ทำถูกแล้ว แต่อันที่จริงอาจผิด หรือรู้ผิด ก็ได้
แต่ไม่มีใครรู้อะไรหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
และชีวิตก็สั้นเกินกว่าจะรู้ให้ได้ในทุกๆสิ่ง
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ได้แก่ เรียนรู้ในสิ่งพึงรู้ หรือ รู้ในสิ่งที่ต้องการรู้ หรือรู้อย่างมีทิศทางของความมุ่งหมายชีวิต
แล้วอะไรที่ไม่ควรรู้ ก็ไม่จำเป็นต้องอยากไปรู้ เพราะ จะเสียเวลา เพราะ ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น
หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสิ่งไม่พึงรู้ ก็แค่ดำเนินไปในวิถีทางที่ชอบ อย่างอื่นก็ให้คิดว่าเป็นสีสรร หรือ รู้เพื่อระวังตัวไว้บ้าง ก็ดี
เช่น สิ่งไม่ดี ไม่งาม ก็ไม่จำเป็นต้องไปข้องแวะ แต่ถ้าต้องสู้ ก็ต้องระวังไม่จุ่มจมไปกับสิ่งไม่ดี เพราะ ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด..
ควาไม่รู้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะ แม้ที่คุณรู้ หรือคิดว่ารู้หมดแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อีก
ดังนั้น ความไม่รู้ก็ยังคงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดว่ารู้อยู่ดี เนื่องด้วยว่า ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนไป และความรู้ก็ไม่สิ่งคงตัวอะไรเลย
ชีวิต ไม่เคยอนุญาติให้ใครแหวกออกไปจากกฏของความไม่รู้ได้เลย
เพราะ ชีวิต ...แง่หนึ่งก็คือ ความไม่รู้ในตัวมันเอง
ทุกอย่างจะต้องเป็นสิ่งใหม่ ที่ไม่ซ้ำสิ่งเดิม แม้จะคิดว่าซ้ำ แต่ไม่มีอะไรที่ซ้ำรอยเดิม ดังสายน้ำที่ไม่เคยเป็นสายน้ำเดิม....
ความรู้ที่เรียนจากตำรา หรือคัมภีร์ทั้งหลาย ล้วนเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว
ความไม่รู้ยังคงอยู่กับคุณ อยู่กับมนุษย์ ประหนึ่งชั้นเปลือกโลกที่แข็งตัว เคลือบผิวชั้นบนของแม็กม่าในใจกลางโลกที่มีสภาวะหมุนเวียน
ความรู้ที่ทรงพลัง ย่อมไม่เปิดเผยตัวมันเอง แต่เป็นสิ่งอ่อน ไร้รูป และเคลื่อนไหว ไม่อาจระบุอัตตลักษณ์ใดๆได้ชัดเจน
ความรู้เช่นนั้น สะท้อนในก้อนเมฆ กระแสน้ำ กระแสลม และพลังมูลฐานทั้งหลาย
รอให้การผุดบังเกิดไปสร้างความหมายในฐานะต้นทางของ
จุดเปลี่ยน ไม่ว่าจะเรียก การปฏิวัติ การปฏิรูป การสร้างสรร และชีวิตใหม่ ก็ตาม..
ความไม่รู้เป็นเรื่องใหญ่
คุณอาจคิดว่า รู้ ทำถูกแล้ว แต่อันที่จริงอาจผิด หรือรู้ผิด ก็ได้
แต่ไม่มีใครรู้อะไรหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
และชีวิตก็สั้นเกินกว่าจะรู้ให้ได้ในทุกๆสิ่ง
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ได้แก่ เรียนรู้ในสิ่งพึงรู้ หรือ รู้ในสิ่งที่ต้องการรู้ หรือรู้อย่างมีทิศทางของความมุ่งหมายชีวิต
แล้วอะไรที่ไม่ควรรู้ ก็ไม่จำเป็นต้องอยากไปรู้ เพราะ จะเสียเวลา เพราะ ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น
หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสิ่งไม่พึงรู้ ก็แค่ดำเนินไปในวิถีทางที่ชอบ อย่างอื่นก็ให้คิดว่าเป็นสีสรร หรือ รู้เพื่อระวังตัวไว้บ้าง ก็ดี
เช่น สิ่งไม่ดี ไม่งาม ก็ไม่จำเป็นต้องไปข้องแวะ แต่ถ้าต้องสู้ ก็ต้องระวังไม่จุ่มจมไปกับสิ่งไม่ดี เพราะ ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอย่างที่คิด..
ควาไม่รู้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะ แม้ที่คุณรู้ หรือคิดว่ารู้หมดแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อีก
ดังนั้น ความไม่รู้ก็ยังคงเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดว่ารู้อยู่ดี เนื่องด้วยว่า ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนไป และความรู้ก็ไม่สิ่งคงตัวอะไรเลย
ชีวิต ไม่เคยอนุญาติให้ใครแหวกออกไปจากกฏของความไม่รู้ได้เลย
เพราะ ชีวิต ...แง่หนึ่งก็คือ ความไม่รู้ในตัวมันเอง
ทุกอย่างจะต้องเป็นสิ่งใหม่ ที่ไม่ซ้ำสิ่งเดิม แม้จะคิดว่าซ้ำ แต่ไม่มีอะไรที่ซ้ำรอยเดิม ดังสายน้ำที่ไม่เคยเป็นสายน้ำเดิม....
ความรู้ที่เรียนจากตำรา หรือคัมภีร์ทั้งหลาย ล้วนเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว
ความไม่รู้ยังคงอยู่กับคุณ อยู่กับมนุษย์ ประหนึ่งชั้นเปลือกโลกที่แข็งตัว เคลือบผิวชั้นบนของแม็กม่าในใจกลางโลกที่มีสภาวะหมุนเวียน
ความรู้ที่ทรงพลัง ย่อมไม่เปิดเผยตัวมันเอง แต่เป็นสิ่งอ่อน ไร้รูป และเคลื่อนไหว ไม่อาจระบุอัตตลักษณ์ใดๆได้ชัดเจน
ความรู้เช่นนั้น สะท้อนในก้อนเมฆ กระแสน้ำ กระแสลม และพลังมูลฐานทั้งหลาย
รอให้การผุดบังเกิดไปสร้างความหมายในฐานะต้นทางของ
จุดเปลี่ยน ไม่ว่าจะเรียก การปฏิวัติ การปฏิรูป การสร้างสรร และชีวิตใหม่ ก็ตาม..