รบกวนเพื่อนๆที่มีความรู้มาช่วยคำแะนำด้วยนะค่ะ
มีลุงคนหนึ่งค่ะ คือลุงคนนี้ได้เข้ามาอยู่ในที่สวนหลังบ้านได้ เนื่องจากลุงคนนี้ได้ลุงได้เป็นลูกจ้างเลี้ยงวัวของแม่ของแม่เรา ตั้งแต่สมัยก่อนที่ที่ยังไม่เป็นโฉนด โดยลุงแกได้ขออาศัยอยู่ที่สวนหลังบ้าน ทางแม่ของแม่ก็ได้อนุญาติให้อยู่ จน วันที่ 21 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2543 ได้มีเจ้าที่มาทำการรางวัดโดยนายบุญได้รับรู้ว่ามีการออกรางวัดที่ดินผืนนี้ โดยนายบุญก็ไม่ได้มีการโต้แจ้งอะไรเพราะที่ดังกล่าวไม่ใช่ของตน การทำรางวัดจึงสำเร็จไปได้ด้วยดีแล้วได้ออกโฉนดให้โดยชื่อในใบโฉนดเป็นชื่อ นาย วิชัย (ซึ่งเป็นน้องแม่) ต่อมานายวิชัยก็ได้โอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเป็นของนางลำดวน (แม่ของ จกท) ในวันที่ 10 เดือน กรกฎาคม พ.ศ 2544 ต่อมาแม่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้แล้ว ทางแม่ได้เข้าไปบอกให้นายบุญได้ออกจากที่หลังบ้านได้แล้ว เนื่องจากว่าทางแม่จะเอาที่ตรงนั้นไว้ใช้ทำการเกษตร ซึ่งทางนายบุญก็ได้รับรู้มาตลอด แต่ ณ เวลานั้นเองภรรยาของนายบุญได้ล้มป่วยเป็นอัมพาตลงทำให้เดินไม่ได้โดยมีอาการไม่สู้ดีนัก ทางนายบุญก็ได้มาขอแม่ขออาศัยอยู่ต่อ หากภรรยาของนายบุญหายดีแล้วจะทำการย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยทันที ทางแม่ก็ได้ยินยอมให้อยู่เนื่องจากสงสารและเห็นว่านายบุญได้ขออาศัยอยู่มานานไม่มีปัญหาอะไรแล้วไม่แสดงความเจตนาที่จะเป็นเจ้าของที่ดิน ทางแม่เลยตัดสินใจให้ทางนายบุญอยู่ต่อจนกว่าทางภรรยานายบุญอาการดีขึ้น และในเวลาต่อมา3-4 ปี ทางภรรยานายบุญได้เสียลง ทางแม่ได้เห็นว่าทางภรรยานายบุญได้เสียชีวิตลงแล้ว จึงแจ้งต่อนายบุญว่าให้นายบุญออกจากที่หลังบ้านนั้นได้แล้วตามที่พูดกันไว้ แต่นายบอกว่าแกอยู่มานานอยู่ตั้งแต่รุ่นแม่ของแม่(คือถ้าไม่นับพ. ศ 2544ที่แม่ครอบครองสิทธิ์ แกอยู่มาก่อนหน้านั้น 30 กว่าปี) เพราะฉะนั้นที่ตรงนี้ตรงเป็นของแก (แต่ถ้านับจากที่แม่ครองสิทธิ์มาถึงตอนที่แกบอกเจตนาจะครอบครองที่ดินเป็นเวลา 6 ปี) จานั้นจนมีการทะเลาะกันเกิดปากเสียงกัน ซึ่งทางแม่ก็ไม่ได้เฉยแต่อย่างใด ทางแม่ได้แจ้งความลงบันทึกไว้กับทางตำรวจว่านายบุญได้แสดงการเจตนาครอบครอง ในวันที่ 8 เดือนมีนาคม พ.ศ2550 พอแจ้งเสร็จทางตำรวจให้ทางแม่ดำเนินการฟ้องขับไล่ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งทางแม่ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมายมากหนักก็ได้นำเรื่องการฟ้องขับไล่มาปรึกษาญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน ทุกคนในที่นี้ลงความเห็นกันว่า แจ้งไปก็เสียเงินฟรีไม่ได้อะไร แถมเสียที่ฟรีให้มันอีก อย่าฟ้องเลยเสียเงินโดยปล่าวประโยชน์ ซึ่งขนาดทางผู้ใหญ่บ้านยังบอกแบบนี้ ทางแม่ก็ได้เชื่อกับความเห็นที่ว่า แจ้งไปเสียเงินฟรี ไม่ได้ที่คืน เรื่องเลยเงียบมาจนกระทั่งพ.ศ2557 (เป็นระยะเวลา7ปีซึ่งยังไม่ครบ10ปีที่นายบุญได้เจตนาครอบครอง ตามกำหนดของการครอบครองปรปักษ์ต้องครบ10ปี) ทาง จกท เอง(ซึ่งเป็นลูก) ซึ่งได้มาลองศึกษาดูแล้วไม่มากไม่น้อย ก็คิดว่าทางแม่น่าจะยังมีโอกาสที่จะได้ที่คืนและขับไล่นายบุญออกจากที่ได้อยู่เพราะกรรมสิทธิ์ก็ยังเป็นของแม่อยู่ จึงอยากให้ทางแม่ดำเนินการต่อ................


ค่ะเรื่องก็มีประมาณนี้คือส่วนตัว จกท เองก็มีความรู้เรื่องกฎหมายแค่ งูๆปลาๆค่ะ อยากได้ความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือคนที่รู้มาบอกต่อ เพื่อ จกท เองจะได้ไปให้คำปรึกษากับทางแม่ได้ถูกว่าต้องทำอย่างไรต่อไปในที่นี้
ปล.รบกวนอีกครั้งนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
เรื่องที่ดิน (ชาวนากับงูเห่า) รบกวนเพื่อนๆเข้ามาให้คำแนะนำกันเยอะๆนะค่ะ
มีลุงคนหนึ่งค่ะ คือลุงคนนี้ได้เข้ามาอยู่ในที่สวนหลังบ้านได้ เนื่องจากลุงคนนี้ได้ลุงได้เป็นลูกจ้างเลี้ยงวัวของแม่ของแม่เรา ตั้งแต่สมัยก่อนที่ที่ยังไม่เป็นโฉนด โดยลุงแกได้ขออาศัยอยู่ที่สวนหลังบ้าน ทางแม่ของแม่ก็ได้อนุญาติให้อยู่ จน วันที่ 21 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2543 ได้มีเจ้าที่มาทำการรางวัดโดยนายบุญได้รับรู้ว่ามีการออกรางวัดที่ดินผืนนี้ โดยนายบุญก็ไม่ได้มีการโต้แจ้งอะไรเพราะที่ดังกล่าวไม่ใช่ของตน การทำรางวัดจึงสำเร็จไปได้ด้วยดีแล้วได้ออกโฉนดให้โดยชื่อในใบโฉนดเป็นชื่อ นาย วิชัย (ซึ่งเป็นน้องแม่) ต่อมานายวิชัยก็ได้โอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเป็นของนางลำดวน (แม่ของ จกท) ในวันที่ 10 เดือน กรกฎาคม พ.ศ 2544 ต่อมาแม่ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้แล้ว ทางแม่ได้เข้าไปบอกให้นายบุญได้ออกจากที่หลังบ้านได้แล้ว เนื่องจากว่าทางแม่จะเอาที่ตรงนั้นไว้ใช้ทำการเกษตร ซึ่งทางนายบุญก็ได้รับรู้มาตลอด แต่ ณ เวลานั้นเองภรรยาของนายบุญได้ล้มป่วยเป็นอัมพาตลงทำให้เดินไม่ได้โดยมีอาการไม่สู้ดีนัก ทางนายบุญก็ได้มาขอแม่ขออาศัยอยู่ต่อ หากภรรยาของนายบุญหายดีแล้วจะทำการย้ายไปอยู่ที่อื่นโดยทันที ทางแม่ก็ได้ยินยอมให้อยู่เนื่องจากสงสารและเห็นว่านายบุญได้ขออาศัยอยู่มานานไม่มีปัญหาอะไรแล้วไม่แสดงความเจตนาที่จะเป็นเจ้าของที่ดิน ทางแม่เลยตัดสินใจให้ทางนายบุญอยู่ต่อจนกว่าทางภรรยานายบุญอาการดีขึ้น และในเวลาต่อมา3-4 ปี ทางภรรยานายบุญได้เสียลง ทางแม่ได้เห็นว่าทางภรรยานายบุญได้เสียชีวิตลงแล้ว จึงแจ้งต่อนายบุญว่าให้นายบุญออกจากที่หลังบ้านนั้นได้แล้วตามที่พูดกันไว้ แต่นายบอกว่าแกอยู่มานานอยู่ตั้งแต่รุ่นแม่ของแม่(คือถ้าไม่นับพ. ศ 2544ที่แม่ครอบครองสิทธิ์ แกอยู่มาก่อนหน้านั้น 30 กว่าปี) เพราะฉะนั้นที่ตรงนี้ตรงเป็นของแก (แต่ถ้านับจากที่แม่ครองสิทธิ์มาถึงตอนที่แกบอกเจตนาจะครอบครองที่ดินเป็นเวลา 6 ปี) จานั้นจนมีการทะเลาะกันเกิดปากเสียงกัน ซึ่งทางแม่ก็ไม่ได้เฉยแต่อย่างใด ทางแม่ได้แจ้งความลงบันทึกไว้กับทางตำรวจว่านายบุญได้แสดงการเจตนาครอบครอง ในวันที่ 8 เดือนมีนาคม พ.ศ2550 พอแจ้งเสร็จทางตำรวจให้ทางแม่ดำเนินการฟ้องขับไล่ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งทางแม่ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมายมากหนักก็ได้นำเรื่องการฟ้องขับไล่มาปรึกษาญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน ทุกคนในที่นี้ลงความเห็นกันว่า แจ้งไปก็เสียเงินฟรีไม่ได้อะไร แถมเสียที่ฟรีให้มันอีก อย่าฟ้องเลยเสียเงินโดยปล่าวประโยชน์ ซึ่งขนาดทางผู้ใหญ่บ้านยังบอกแบบนี้ ทางแม่ก็ได้เชื่อกับความเห็นที่ว่า แจ้งไปเสียเงินฟรี ไม่ได้ที่คืน เรื่องเลยเงียบมาจนกระทั่งพ.ศ2557 (เป็นระยะเวลา7ปีซึ่งยังไม่ครบ10ปีที่นายบุญได้เจตนาครอบครอง ตามกำหนดของการครอบครองปรปักษ์ต้องครบ10ปี) ทาง จกท เอง(ซึ่งเป็นลูก) ซึ่งได้มาลองศึกษาดูแล้วไม่มากไม่น้อย ก็คิดว่าทางแม่น่าจะยังมีโอกาสที่จะได้ที่คืนและขับไล่นายบุญออกจากที่ได้อยู่เพราะกรรมสิทธิ์ก็ยังเป็นของแม่อยู่ จึงอยากให้ทางแม่ดำเนินการต่อ................
ค่ะเรื่องก็มีประมาณนี้คือส่วนตัว จกท เองก็มีความรู้เรื่องกฎหมายแค่ งูๆปลาๆค่ะ อยากได้ความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือคนที่รู้มาบอกต่อ เพื่อ จกท เองจะได้ไปให้คำปรึกษากับทางแม่ได้ถูกว่าต้องทำอย่างไรต่อไปในที่นี้
ปล.รบกวนอีกครั้งนะค่ะ ขอบคุณค่ะ