14 ก.พ. 57 วันมาฆะบูชาและวันวาเลนไทน์
ค่ำเวทีแจ้งวัฒนะ
มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ไมค์ไม่ดัง คนก็หลวมเหมือนกันแหละ เอ้าเดี๋ยวดูหนังสั้น วันมาฆะบูชา เป็นวันที่ตำรวจปราบประชาชน คุณเฉลิมบอกว่าวันนี้เวทีแจ้งวัฒนะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เพราะเห็นว่าเป็นวันมาฆะบูชา ดูเขาจะมีเมตตาเรามากเหลือเกินนะ (ดูภาพ)
ทีแรกก็นึกว่าเขาไปจัดการเวที คปท. ถามคุณชัยวุฒิแล้วไม่ใช่ เป็นเวทีที่แยกออกมาใกล้ๆ แต่ตอนนี้ก็ทราบว่าพอตำรวจไปเวทีก็กลับไปตั้งเหมือนเก่า(ฮา)
แต่เวทีแจ้งวัฒนะ มีชายชุดดำมีอาวุธด้วย แผนของเขาเอาพวกเสื้อแดงมาด้วยเพื่อยั่วยุ ให้เราต่อยตีใช้ความรุนแรง แล้วตำรวจจะมาห้าม ถ้าไม่ฟังก็จะป้อมปราบ มีกระสุน ปืนมาด้วย แต่เราก็ไม่หลงกล เพราะเราเป็นนักรบหัวใจสีขาว เขาตั้งใจทำให้เกิดความรุนแรงแต่เราก็ไม่หลงประเด็นทุกคนก็อิติปิโส แต่วันนี้สวดจบมั่งไม่จบมั่ง ทำปากขมุบขมิบ เพราะกลัวตาย แต่ก็ต้มตำรวจได้สุกล่ะ(ฮา) ของเราแน่นอน
เมื่อกี้สุเทพโทรมา หลวงปู่เป็นไงมั่งเข้าแผนไหม... เลยแผนเลยว่ะ พวกเรารู้ไหม พวกตำรวจกะเสื้อแดงไปคุยกันว่าไง เฮ้ย..เวทีนี้อย่าผลีผลามนะโว้ย เพราะแกนนำน่ะโคตรเจ้าเล่ห์เลย ไม่รู้มันว่าใคร(ฮา)
ตำรวจฟังเสื้อแดงเตือนอย่างนั้น ถามแล้วยังไงวะ.. ถ้าคุณเดินเข้ามานะ เขาจะเอาทหารมารุมยำคุณ (ฮา) ที่จริงตำรวจพอได้ข่าวมาบ้าง แต่พอได้ยินเสื้อแดงพูดเลยขี้ขึ้นสมองเลย มันจะรุมเราเหรอ รุม..เหมือนที่แยกหลักสี่เลย เรายังแทบแย่เลย ไม่รู้ว่าหมู่หรือจ่า(ฮา) เห็นท่าไม่ดี ไอ้เสือ..ถอย..แต่เฮียเหลิมไปคุยว่า เห็นแก่วันนี้เป็นวันพระ ปล่อยไปก่อน.. กะล่อน อีตอนสั่งมาไม่รู้หรืออย่างไรว่าวันนี้เป็นวันพระ. เขาบอกว่าจะมาเจรจา. แล้วก็โกหกว่ามาเจรจาแล้ว เราไม่ให้ก็เลยต้องยกกำลังมา ไม่เข้าใจว่าเจรจากับจิ้งจกตุ๊กแกที่ไหน.
วันนี้ก็ไปเสียเงิน 50,000 บาท การ์ดโดนจับข้อหาปาประทัดและก๊าซน้ำตา นักข่าวเขาถ่ายภาพได้ว่าตำรวจมันทำตก แล้วหาแพะ โดนค่าปรับไป 50,000 บาท อันนี้คือเมื่อกลางวันที่ผ่านมา
พรุ่งนี้เห็นเขาบอกจะมาเยี่ยมใหม่ นั่งอย่างเดียวลูกเที่ยวนี้อิติปิโสไมีรอดแน่ ให้ใช้คาถาว่า
หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น
หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น
อย่างนี้ตำรวจมันคงว่า ม็อบปัญญาอ่อน (หัวเราะ) ตำรวจคงบอกกูแต่ละวันเจอไม่ซ้ำกลับดีกว่า เดี๋ยวปัญญาอ่อนไปด้วย(ฮา) พรุ่งนี้เอาคาถาบทนี้ล่ะลูก. ให้มันมึนไปเลย แต่ไม่ต้องถึงขั้นป้าๆ ทั้งหลายขึ้นมาฟ้อนนะ (ฮา)
อิติปิโสเมื่อกลางวันดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ยิ่งไปเจอพวกถือปืนยืนอยู่ไปไม่ค่อยถูก บุ๋งๆๆๆ
จิตเรานี้ เราต้องยอมรับว่าสังขารและจิตแยกกันไม่ค่อยออก ร่างกายเมื่อเกิดเวทนา เราก็มีอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 มนุษย์เรามีปัญหา คือเรามักจะรู้ไม่เท่าทันจิต หรืออารมณ์ ซึ่งมันมีสะพานเชื่อมต่อคือ อายตนะ อารมณ์มาทางไหนบ้าง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาเห็นรูปสวย จมูกได้กลิ่นหอม ลิ้นรับรส ใจรู้อารมณ์ ฯลฯ แล้วมีสติรู้ไม่เท่าทัน เราก็จะรับเอามลภาวะมาเต็มๆ เราก็วางไม่ได้ ว่างไม่ได้ การจะหยิบแล้ววางได้ชงัด ก็ต้องฝึก สั่งสม ศึกษาอบรมสติให้มากๆ
สมัยหลวงปู่บวชใหม่ ศึกษากสิณไฟ ถึงเวลาปิดห้อง ภาวนาตาเห็นไฟ ใจรู้ไฟ ทำจนทำให้ไฟลุกขึ้นบนมือได้ เรียกว่านิมิตติดตา บิณฑบาตก็ไฟลุกในบาตร ล้างหน้าก็ไฟลุกในขันน้ำ ยังไม่พอ ไปฝึก ปฐวีกสิน ไปหาดินสีอรุณ ต้องดำน้ำไปเอาดินแม่น้ำเจ้าพระยามาร่อน กรอง แล้วเอากาวทาตาลปัด เอาดินโรยลงไปเป็นรูปดินแล้วนั่งเพ่ง ตารู้ดิน ใจเห็นดิน ทำจนเอากะละมังมาวางใส่น้ำแล้วลงจากเตียงเหยียบกะละมัง ทำน้ำไม่กระเพื่อม ทำให้น้ำแข็งดั่งดิน นึกลำพองใจ รุ่งเช้าจะไปบิณทบาตร จะข้ามฝั่งไปบิณฝั่งบางกระเจ้า ไปนั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ากสินดิน นึกในใจเดี๋ยววันนี้กูจะบินทบาตรเดินข้ามแม่น้ำ ลองของไง ใจมันกระหยิ่มยิ้มย่อง ลุกขึ้นมา..จ๋อม.. จีวงจีวร..บาตรไปคนละทาง.. หัวทิ่ม อะไรเกิดขึ้น จิตเคลื่อนออกจากกรรมฐาน เลิกๆ ต้องไปงมหาบาตร ตอนนั้นฝึกกสินความจำดีมาก ปาติโมกข์ 227 ข้อ ไปกลับ 3 เดือนตอนเดินบิณฑบาตรท่องได้หมด ท่องไปทีละข้อ แต่ไม่มีปัญญา
คนมาถามปัญหาว่าท่านมาจากไหน และจะไปไหน
ถามโง่ ๆ ..ก็มาจากวัดคลองเตย และจะไปวัดคลองเตยสิ.. เขาก็หัวเราะหึ ๆ
เราก็มานั่งคิดว่าเราตอบถูกไหม แต่มาคิดได้ว่า เรามาจากชาติภพ มีกรรมกำหนด ไปไหน.. ไปเพื่อใช้กรรม ไปตามกรรม นี้คือตอบถูก แต่จะตอบไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฝึกสติสัมปชัญญะ เพราะสติทำให้เรารอบรู้สภาพธรรมภายนอกภายในกาย จิตใจก็สงบเย็น มองตารู้ใจคน ว่ามาดีมาร้าย รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้
หลวงปู่บวช 2 พรรษาก็ทำกลดเอง ฝึกเอง อ่านคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่มีครูสอน
มีคนถามว่าทำไมไม่ทำคุณไสย ควายธนูขวิดทักษิณให้มันไส้ปลิ้น อย่างนี้เลว ชั่ว ไม่ใช่หนทางความถูกต้อง ไม่ใช่ทำนองคลองธรรม เป็นไสย คือนอนไป ไม่ใช่ของดี มีอยู่เป็นพวกมนต์ดำ
อยากบอกลูกหลานว่าวิชาพุทธศาสนานี่รุ่งเรืองมาก ทำให้เราชนะ ชอบธรรม ไม่ตกไปในที่ชั่วได้ทุกวัน คนที่มีปัญญาจะไม่ขาดทุน เพราะเกิดจากท้องแม่ก็กำไรเหลือล้นแล้ว ตอนเกิดมามีผ้านุ่งหรือ นี่ก็กำไรแล้ว แต่จะกำไรทรงคุณค่าก็ขึ้นว่าเราทำอะไร ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้แค่ไหน ที่เรามาพร้อมกันวันนี้เพือทำประโยชน์ท่าน มันเป็นทำนองคลองธรรม
วันนี้เมื่อ 2,000 ปีก่อน พระพุทธเจ้าทรงสอนโอวาทปาติโมกข์ เป็นสุดยอดของพระธรรมวินัย ย่อเหลือ 3 อย่าง ให้พระภิกษุได้ศึกษาว่า
การไม่ทำบาปทั้งปวง บาปมีภายใน ภายนอก บาปกาย วาจา ใจ แบ่งเป็นมีเจตนา และไม่มีเจตนา ถ้ามีเจตนาเป็นกรรม ถ้าไม่มีเจตนาไม่เป็นกรรมแต่เป็นบาป ไม่ต้องชดใช้ พระพุทธเจ้าเจ้าทรงสอนว่ากรรมทั้งหลายมีใจเป็นนาย
ที่นี่เรามีอุดมการณ์ว่าเป็นนักรบหัวใจสีขาว คือ อหิงสา ไม่นิยมความรุนแรง และต้องการให้พี่น้องคนในชาติได้ประโยชน์ ความหมายขอบการไม่ทำบาปคือ ไม่ทำบาปทางกายทางใจ บาปกาย ถ้าไม่มีเจตนาเดี๋ยวก็หมดกันไป แต่บาปทางใจทำโดยมีเจตนาถึงใช้ทางกายแล้วแต่เรายังเป็นหนี้ทางใจเขาอยู่
มีคำสอนทางวินัยว่าภิกษุบ้า ทำอะไรก็ไม่เป็นบาป ไม่ต้องอาบัติใดๆ เพราะบุคคลนั้นไม่มีเจตนา ทำโดยเสียสติฟั่นเฟือน รธน.จึงเขียนไว้ว่าผู้ทำชั่วถ้าเป็นคนบ้าก็เอาผิดทางกฏหมายไม่ได้ ถ้าทางพุทธเราเอาความรู้สึกตัวเป็นหลัก ถ้าทำโดยไม่รู้เท่า ถือว่าไม่บาป ไม่เป็นกรรม เช่นผีเข้า ทำชั่วทางวาจา คือ พูดเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ...
ถามว่าบาปอะไรหนักที่สุด บาปกายก็อาจจะโดนทำโทษ แต่บาปใจเหมือนไฟสุมขอน เช่นเฮียหน้าเหลี่ยม มันตะลอนๆ ไปทั่วเพื่อหาทางทำลายคู่ต่อสู้ ขนาดไปย่างกุ้ง ต้องขีดเส้นตายว่าวันนี้ก่อนเที่ยงต้องจัดการพุทธะอิสระให้ได้ กูยังอยู่นะจ๊ะ อย่างนี้ร้อนรนทุรนทุราย ที่จริงเขาเป็นคนน่าสงสาร เขามีโมหะ โลภะ โทสะเป็นไฟสุมตลอดเวลา ที่เขาทำต่อเราทุกคืน เพราะเขาเร่าร้อนเหมือนหมาขี้เรื้อนที่ต้องวิ่งไปซุกที่โน่นที่นี่เรื่อยๆ บาปอย่างนี้น่ากลัว ไม่ต้องไปทำร้ายทำลายอะไรเขา ท่องเอาไว้ว่า ขันติคือความอดกลั้นเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ราคะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสไหม เป็น นายกปูมีไหม ทักษินมีไหม แต่พวกเราหยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น แล้วก็ชนะเอง
วันนี้พี่น้องชาวนามาหาเรามาใช้บริการเวทีเราอีกแล้ว เพราะเราไม่ได้แสวงหาอำนาจ เราอยากให้อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่นักการเมืองฝ่ายใด เมื่ออำนาจเป็นของปวงชน เราจะทำอะไรบ้าง เราจะทำให้ภาษีการศึกษา ออกจากท้องแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน คนไทยแข็งแรงทางสติปัญญา เท่าเทียมกัน มีโอกาสทางการศึกษา นักการเมืองก็จะไม่สามารถหลอกล่อเอาเปรียบเราได้
ต่อมาเราจะทำเบี้ยบำนาญชาวนา เหมือนประเทศญี่ปุ่น เห็นอาชีพชาวนามีเกียรติ มีคุณค่า เดี๋ยวนี้คำว่าบุญชู ลูกชาวนาไม่มีใครกล้าเขียน อายที่เป็นลูกชาวนา ต่อไปนี้ไม่ได้แล้ว เวทีเราจะทำให้ชาวนามีชีวิตที่มีคุณภาพ โดยกติกาใหม่ที่เราจะช่วยกันเขียน
เราจะทำให้พลังงานในประเทศนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของตระกูลชิน เราเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติลำดับ 3 ของโลกแต่เราก็ใช้ก๊าซแพงที่สุดในโลก เพราะนักการเมืองเอาเปรียบมาเอาสมบัติของเราไป ให้เราผอมจนเป็นขี้โรคเอเชีย เวทีนี้เราไม่ยอม เราจะสู้เพื่อเอาพลังงานคืนมาแล้วทูลเกล้าถวายในหลวง ว่าพลังงานเหล่านี้เป็นของคนไทยใช่หรือไม่ แร่ต่างๆ เรามีเหลือเฟือ มากกว่าบรูไน แต่ทำไมเราจนกว่า เพราะเรามีนักการเมืองฉ้อฉล นี้คือความชั่วทางใจ ทางกาย ทางวาจา
แล้วพระพุทธจ้าทรงสอนให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำให้เกิดความฉลาด เวทีนี้จึงชนะตำรวจด้วยบทอิติปิโส เรามีปัญญานำหน้าชีวิต พวกเราจึงปลอดภัย ภาคภูมิมีชัยชนะในทุกโอกาส วันนี้ก็ชนะอีกแล้ว เฮียเหลิมทำไรเราไม่ได้ ฉะนั้นทำดีด้วยความฉลาดเป็นธรรมนูญที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้
สุดท้าย ทำจิตให้ผ่องใส หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น แค่นี้ก็ขาวรอบผ่องใสแล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ทำอะไรบ้าง ทำทุกเรื่องที่เป็นหน้าที่เรา แต่เราไม่ปล่อยให้มันกลับมากระทำเรา แต่เราเป็นผู้ทำมัน. ถ้าเรามาดูชีวิตหลวงปู่ทั้งวันไม่ได้นั่งเฉย ต้องบัญชาการ ผู้ปฏิบัติการ เขียนบทความ หลวงปู่ทำได้อย่างไร เพราะรู้ว่ามันเป็นงานที่เราทำ หยิบมัน ใช้มัน ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา
....(มีต่อ)
แสดงธรรมในวันมาฆะบูชา โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ ณ เวทีแจ้งวัฒนะ 14/2/57
14 ก.พ. 57 วันมาฆะบูชาและวันวาเลนไทน์
ค่ำเวทีแจ้งวัฒนะ
มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ไมค์ไม่ดัง คนก็หลวมเหมือนกันแหละ เอ้าเดี๋ยวดูหนังสั้น วันมาฆะบูชา เป็นวันที่ตำรวจปราบประชาชน คุณเฉลิมบอกว่าวันนี้เวทีแจ้งวัฒนะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เพราะเห็นว่าเป็นวันมาฆะบูชา ดูเขาจะมีเมตตาเรามากเหลือเกินนะ (ดูภาพ)
ทีแรกก็นึกว่าเขาไปจัดการเวที คปท. ถามคุณชัยวุฒิแล้วไม่ใช่ เป็นเวทีที่แยกออกมาใกล้ๆ แต่ตอนนี้ก็ทราบว่าพอตำรวจไปเวทีก็กลับไปตั้งเหมือนเก่า(ฮา)
แต่เวทีแจ้งวัฒนะ มีชายชุดดำมีอาวุธด้วย แผนของเขาเอาพวกเสื้อแดงมาด้วยเพื่อยั่วยุ ให้เราต่อยตีใช้ความรุนแรง แล้วตำรวจจะมาห้าม ถ้าไม่ฟังก็จะป้อมปราบ มีกระสุน ปืนมาด้วย แต่เราก็ไม่หลงกล เพราะเราเป็นนักรบหัวใจสีขาว เขาตั้งใจทำให้เกิดความรุนแรงแต่เราก็ไม่หลงประเด็นทุกคนก็อิติปิโส แต่วันนี้สวดจบมั่งไม่จบมั่ง ทำปากขมุบขมิบ เพราะกลัวตาย แต่ก็ต้มตำรวจได้สุกล่ะ(ฮา) ของเราแน่นอน
เมื่อกี้สุเทพโทรมา หลวงปู่เป็นไงมั่งเข้าแผนไหม... เลยแผนเลยว่ะ พวกเรารู้ไหม พวกตำรวจกะเสื้อแดงไปคุยกันว่าไง เฮ้ย..เวทีนี้อย่าผลีผลามนะโว้ย เพราะแกนนำน่ะโคตรเจ้าเล่ห์เลย ไม่รู้มันว่าใคร(ฮา)
ตำรวจฟังเสื้อแดงเตือนอย่างนั้น ถามแล้วยังไงวะ.. ถ้าคุณเดินเข้ามานะ เขาจะเอาทหารมารุมยำคุณ (ฮา) ที่จริงตำรวจพอได้ข่าวมาบ้าง แต่พอได้ยินเสื้อแดงพูดเลยขี้ขึ้นสมองเลย มันจะรุมเราเหรอ รุม..เหมือนที่แยกหลักสี่เลย เรายังแทบแย่เลย ไม่รู้ว่าหมู่หรือจ่า(ฮา) เห็นท่าไม่ดี ไอ้เสือ..ถอย..แต่เฮียเหลิมไปคุยว่า เห็นแก่วันนี้เป็นวันพระ ปล่อยไปก่อน.. กะล่อน อีตอนสั่งมาไม่รู้หรืออย่างไรว่าวันนี้เป็นวันพระ. เขาบอกว่าจะมาเจรจา. แล้วก็โกหกว่ามาเจรจาแล้ว เราไม่ให้ก็เลยต้องยกกำลังมา ไม่เข้าใจว่าเจรจากับจิ้งจกตุ๊กแกที่ไหน.
วันนี้ก็ไปเสียเงิน 50,000 บาท การ์ดโดนจับข้อหาปาประทัดและก๊าซน้ำตา นักข่าวเขาถ่ายภาพได้ว่าตำรวจมันทำตก แล้วหาแพะ โดนค่าปรับไป 50,000 บาท อันนี้คือเมื่อกลางวันที่ผ่านมา
พรุ่งนี้เห็นเขาบอกจะมาเยี่ยมใหม่ นั่งอย่างเดียวลูกเที่ยวนี้อิติปิโสไมีรอดแน่ ให้ใช้คาถาว่า
หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น
หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น
อย่างนี้ตำรวจมันคงว่า ม็อบปัญญาอ่อน (หัวเราะ) ตำรวจคงบอกกูแต่ละวันเจอไม่ซ้ำกลับดีกว่า เดี๋ยวปัญญาอ่อนไปด้วย(ฮา) พรุ่งนี้เอาคาถาบทนี้ล่ะลูก. ให้มันมึนไปเลย แต่ไม่ต้องถึงขั้นป้าๆ ทั้งหลายขึ้นมาฟ้อนนะ (ฮา)
อิติปิโสเมื่อกลางวันดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ยิ่งไปเจอพวกถือปืนยืนอยู่ไปไม่ค่อยถูก บุ๋งๆๆๆ
จิตเรานี้ เราต้องยอมรับว่าสังขารและจิตแยกกันไม่ค่อยออก ร่างกายเมื่อเกิดเวทนา เราก็มีอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 มนุษย์เรามีปัญหา คือเรามักจะรู้ไม่เท่าทันจิต หรืออารมณ์ ซึ่งมันมีสะพานเชื่อมต่อคือ อายตนะ อารมณ์มาทางไหนบ้าง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาเห็นรูปสวย จมูกได้กลิ่นหอม ลิ้นรับรส ใจรู้อารมณ์ ฯลฯ แล้วมีสติรู้ไม่เท่าทัน เราก็จะรับเอามลภาวะมาเต็มๆ เราก็วางไม่ได้ ว่างไม่ได้ การจะหยิบแล้ววางได้ชงัด ก็ต้องฝึก สั่งสม ศึกษาอบรมสติให้มากๆ
สมัยหลวงปู่บวชใหม่ ศึกษากสิณไฟ ถึงเวลาปิดห้อง ภาวนาตาเห็นไฟ ใจรู้ไฟ ทำจนทำให้ไฟลุกขึ้นบนมือได้ เรียกว่านิมิตติดตา บิณฑบาตก็ไฟลุกในบาตร ล้างหน้าก็ไฟลุกในขันน้ำ ยังไม่พอ ไปฝึก ปฐวีกสิน ไปหาดินสีอรุณ ต้องดำน้ำไปเอาดินแม่น้ำเจ้าพระยามาร่อน กรอง แล้วเอากาวทาตาลปัด เอาดินโรยลงไปเป็นรูปดินแล้วนั่งเพ่ง ตารู้ดิน ใจเห็นดิน ทำจนเอากะละมังมาวางใส่น้ำแล้วลงจากเตียงเหยียบกะละมัง ทำน้ำไม่กระเพื่อม ทำให้น้ำแข็งดั่งดิน นึกลำพองใจ รุ่งเช้าจะไปบิณทบาตร จะข้ามฝั่งไปบิณฝั่งบางกระเจ้า ไปนั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ากสินดิน นึกในใจเดี๋ยววันนี้กูจะบินทบาตรเดินข้ามแม่น้ำ ลองของไง ใจมันกระหยิ่มยิ้มย่อง ลุกขึ้นมา..จ๋อม.. จีวงจีวร..บาตรไปคนละทาง.. หัวทิ่ม อะไรเกิดขึ้น จิตเคลื่อนออกจากกรรมฐาน เลิกๆ ต้องไปงมหาบาตร ตอนนั้นฝึกกสินความจำดีมาก ปาติโมกข์ 227 ข้อ ไปกลับ 3 เดือนตอนเดินบิณฑบาตรท่องได้หมด ท่องไปทีละข้อ แต่ไม่มีปัญญา
คนมาถามปัญหาว่าท่านมาจากไหน และจะไปไหน
ถามโง่ ๆ ..ก็มาจากวัดคลองเตย และจะไปวัดคลองเตยสิ.. เขาก็หัวเราะหึ ๆ
เราก็มานั่งคิดว่าเราตอบถูกไหม แต่มาคิดได้ว่า เรามาจากชาติภพ มีกรรมกำหนด ไปไหน.. ไปเพื่อใช้กรรม ไปตามกรรม นี้คือตอบถูก แต่จะตอบไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฝึกสติสัมปชัญญะ เพราะสติทำให้เรารอบรู้สภาพธรรมภายนอกภายในกาย จิตใจก็สงบเย็น มองตารู้ใจคน ว่ามาดีมาร้าย รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้
หลวงปู่บวช 2 พรรษาก็ทำกลดเอง ฝึกเอง อ่านคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่มีครูสอน
มีคนถามว่าทำไมไม่ทำคุณไสย ควายธนูขวิดทักษิณให้มันไส้ปลิ้น อย่างนี้เลว ชั่ว ไม่ใช่หนทางความถูกต้อง ไม่ใช่ทำนองคลองธรรม เป็นไสย คือนอนไป ไม่ใช่ของดี มีอยู่เป็นพวกมนต์ดำ
อยากบอกลูกหลานว่าวิชาพุทธศาสนานี่รุ่งเรืองมาก ทำให้เราชนะ ชอบธรรม ไม่ตกไปในที่ชั่วได้ทุกวัน คนที่มีปัญญาจะไม่ขาดทุน เพราะเกิดจากท้องแม่ก็กำไรเหลือล้นแล้ว ตอนเกิดมามีผ้านุ่งหรือ นี่ก็กำไรแล้ว แต่จะกำไรทรงคุณค่าก็ขึ้นว่าเราทำอะไร ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้แค่ไหน ที่เรามาพร้อมกันวันนี้เพือทำประโยชน์ท่าน มันเป็นทำนองคลองธรรม
วันนี้เมื่อ 2,000 ปีก่อน พระพุทธเจ้าทรงสอนโอวาทปาติโมกข์ เป็นสุดยอดของพระธรรมวินัย ย่อเหลือ 3 อย่าง ให้พระภิกษุได้ศึกษาว่า
การไม่ทำบาปทั้งปวง บาปมีภายใน ภายนอก บาปกาย วาจา ใจ แบ่งเป็นมีเจตนา และไม่มีเจตนา ถ้ามีเจตนาเป็นกรรม ถ้าไม่มีเจตนาไม่เป็นกรรมแต่เป็นบาป ไม่ต้องชดใช้ พระพุทธเจ้าเจ้าทรงสอนว่ากรรมทั้งหลายมีใจเป็นนาย
ที่นี่เรามีอุดมการณ์ว่าเป็นนักรบหัวใจสีขาว คือ อหิงสา ไม่นิยมความรุนแรง และต้องการให้พี่น้องคนในชาติได้ประโยชน์ ความหมายขอบการไม่ทำบาปคือ ไม่ทำบาปทางกายทางใจ บาปกาย ถ้าไม่มีเจตนาเดี๋ยวก็หมดกันไป แต่บาปทางใจทำโดยมีเจตนาถึงใช้ทางกายแล้วแต่เรายังเป็นหนี้ทางใจเขาอยู่
มีคำสอนทางวินัยว่าภิกษุบ้า ทำอะไรก็ไม่เป็นบาป ไม่ต้องอาบัติใดๆ เพราะบุคคลนั้นไม่มีเจตนา ทำโดยเสียสติฟั่นเฟือน รธน.จึงเขียนไว้ว่าผู้ทำชั่วถ้าเป็นคนบ้าก็เอาผิดทางกฏหมายไม่ได้ ถ้าทางพุทธเราเอาความรู้สึกตัวเป็นหลัก ถ้าทำโดยไม่รู้เท่า ถือว่าไม่บาป ไม่เป็นกรรม เช่นผีเข้า ทำชั่วทางวาจา คือ พูดเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ...
ถามว่าบาปอะไรหนักที่สุด บาปกายก็อาจจะโดนทำโทษ แต่บาปใจเหมือนไฟสุมขอน เช่นเฮียหน้าเหลี่ยม มันตะลอนๆ ไปทั่วเพื่อหาทางทำลายคู่ต่อสู้ ขนาดไปย่างกุ้ง ต้องขีดเส้นตายว่าวันนี้ก่อนเที่ยงต้องจัดการพุทธะอิสระให้ได้ กูยังอยู่นะจ๊ะ อย่างนี้ร้อนรนทุรนทุราย ที่จริงเขาเป็นคนน่าสงสาร เขามีโมหะ โลภะ โทสะเป็นไฟสุมตลอดเวลา ที่เขาทำต่อเราทุกคืน เพราะเขาเร่าร้อนเหมือนหมาขี้เรื้อนที่ต้องวิ่งไปซุกที่โน่นที่นี่เรื่อยๆ บาปอย่างนี้น่ากลัว ไม่ต้องไปทำร้ายทำลายอะไรเขา ท่องเอาไว้ว่า ขันติคือความอดกลั้นเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ราคะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลสไหม เป็น นายกปูมีไหม ทักษินมีไหม แต่พวกเราหยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น แล้วก็ชนะเอง
วันนี้พี่น้องชาวนามาหาเรามาใช้บริการเวทีเราอีกแล้ว เพราะเราไม่ได้แสวงหาอำนาจ เราอยากให้อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่นักการเมืองฝ่ายใด เมื่ออำนาจเป็นของปวงชน เราจะทำอะไรบ้าง เราจะทำให้ภาษีการศึกษา ออกจากท้องแม่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน คนไทยแข็งแรงทางสติปัญญา เท่าเทียมกัน มีโอกาสทางการศึกษา นักการเมืองก็จะไม่สามารถหลอกล่อเอาเปรียบเราได้
ต่อมาเราจะทำเบี้ยบำนาญชาวนา เหมือนประเทศญี่ปุ่น เห็นอาชีพชาวนามีเกียรติ มีคุณค่า เดี๋ยวนี้คำว่าบุญชู ลูกชาวนาไม่มีใครกล้าเขียน อายที่เป็นลูกชาวนา ต่อไปนี้ไม่ได้แล้ว เวทีเราจะทำให้ชาวนามีชีวิตที่มีคุณภาพ โดยกติกาใหม่ที่เราจะช่วยกันเขียน
เราจะทำให้พลังงานในประเทศนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของตระกูลชิน เราเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติลำดับ 3 ของโลกแต่เราก็ใช้ก๊าซแพงที่สุดในโลก เพราะนักการเมืองเอาเปรียบมาเอาสมบัติของเราไป ให้เราผอมจนเป็นขี้โรคเอเชีย เวทีนี้เราไม่ยอม เราจะสู้เพื่อเอาพลังงานคืนมาแล้วทูลเกล้าถวายในหลวง ว่าพลังงานเหล่านี้เป็นของคนไทยใช่หรือไม่ แร่ต่างๆ เรามีเหลือเฟือ มากกว่าบรูไน แต่ทำไมเราจนกว่า เพราะเรามีนักการเมืองฉ้อฉล นี้คือความชั่วทางใจ ทางกาย ทางวาจา
แล้วพระพุทธจ้าทรงสอนให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม ทำให้เกิดความฉลาด เวทีนี้จึงชนะตำรวจด้วยบทอิติปิโส เรามีปัญญานำหน้าชีวิต พวกเราจึงปลอดภัย ภาคภูมิมีชัยชนะในทุกโอกาส วันนี้ก็ชนะอีกแล้ว เฮียเหลิมทำไรเราไม่ได้ ฉะนั้นทำดีด้วยความฉลาดเป็นธรรมนูญที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้
สุดท้าย ทำจิตให้ผ่องใส หยิบแล้ววาง วางแล้วว่าง ดับแล้วเย็น แค่นี้ก็ขาวรอบผ่องใสแล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ทำอะไรบ้าง ทำทุกเรื่องที่เป็นหน้าที่เรา แต่เราไม่ปล่อยให้มันกลับมากระทำเรา แต่เราเป็นผู้ทำมัน. ถ้าเรามาดูชีวิตหลวงปู่ทั้งวันไม่ได้นั่งเฉย ต้องบัญชาการ ผู้ปฏิบัติการ เขียนบทความ หลวงปู่ทำได้อย่างไร เพราะรู้ว่ามันเป็นงานที่เราทำ หยิบมัน ใช้มัน ไม่ใช่ให้มันมาใช้เรา
....(มีต่อ)