ผมทำงานกับพ่อมาสองปีกว่าละครับ งานที่บ้านเล็กๆไม่ใหญ่มาก ผมทำงานกับพ่อโดยเริ่มต้นว่าเราคิดจะขยายกิจการกัน แต่คนไม่พอ ผมเลยสมัครใจที่จะมาสานต่อ ที่บ้านมีลูกสามคนครับ จะมีพี่อีกคนช่วยดูแล ผมเริ่มจากฝึกงานที่ทำอยู่ให้ดีก่อน สักปี ผมเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ทั้งเรื่องสินค้า ลูกค้า และการเงิน การบัญชี
เราสองคนพ่อลูกพยายามหาที่ทางเพื่อเปิดอีกสาขาหนึ่ง เพ่ือรองรับความต้องการของลูกค้าและได้เปรียบเชิงธุรกิจ ผมมักมีปัญหากับพ่อตลอด เรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องงานที่ทำกันทุกวันซื้อๆขายๆนะครับ แต่เป็นเรื่องที่จะขยายธุรกิจ สุดท้ายแล้วเราก็มีที่ดิน ที่ค่อนข้างดี ในการค้าขาย
ผมเริ่มเดินเรื่องอื่นๆต่อ เช่นการขอกู้ ติดต่อผู้รับเหมา และขออนุญาตจากอบต หลักๆมีแค่นี้ครับ ผมเดินเรื่องขอกู้ผ่าน ผู้รับเหมาเขียนแปลนเรียบร้อย หาเครื่องจักรได้ ไม่มีปัญหา แต่ติดตรงขออนุญาตจากอบต.ทำให้การทำงานชะงักไป....ซึ่งกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
ผมชั่วยังไง ใช่มั้ยครับ ลองอ่านไปอีกนิดครับ
เพราะการทำงานของเราที่แตกต่างกันมากจริงๆ พ่ออายุเยอะแล้ว ใกล้เกษียณ ส่วนผมจะสามสิบแล้ว ผมทำงานในกรุงเทพมาสองที่ก่อนจะกลับมาทำที่บ้าน เพื่อเรียนรู้งานด้านการเงิน และการตลาด งานขาย ผมได้ทำในบริษัทที่ใหญ่ ผมจึงมั่นใจในการทำงานของผมนิดนึง ส่วนพ่อก็ทำงานตรงนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว เค้าก็คงมั่นใจในส่วนของเค้าเช่นกัน
สองเดือนที่ผมติดต่อประสานงานทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย พร้อมที่จะลงมี สร้าง พ่อให้ผมหยุดทุกอย่างและเริ่มสร้างกำแพงก่อน (ในความคิดผมเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ผมถือว่าการสร้างกำแพงก่อนไม่ดี) แต่ผมปล่อยให้พ่อตัดสินใจ เพราะไม่อยากขัด ตอนนี้ผมให้พ่อดำเนินการทุกอย่างเอง ทำให้สัญญาที่ได้มา และการตกลงเรืองวันเวลาก่อสร้าางนานไป แต่ผมเห็นว่าพ่อโอเค ผมก็โอเค แต่สุดท้ายแล้ว ผมต้องมาแก้ปัญหา และเดินเรื่องการก่อสร้างกำแพง มานั่งคุยกับผู้รับเหมาเองทั้งหมด ผมมานั่งเขียนว่าการก่อสร้าง มีปัญหาอะไรบ้าง และส่วนใหญ่คือการสื่อสารของพ่อผม และการสั่งงานที่ไม่ชัดเจน (ท่านทำงานมีหลักแบบ ไมชอบก็ค่อยเปลี่ยน แต่ในความคิดผมคือคิดรวดเดียวจบ) มันทำให้ต้นทุนเพิ่ม และเสียเวลาทั้งเราทั้งช่าง
หลังจากนั้นเราเห็นว่าไหนๆก็มีกำแพง เราก็ปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกันไปเลย ซึ่ง ผมได้ถมไปแล้วครั้งหนึ่งให้เท่าถนน เดิมเป็นบ่อลึกลงไปประมาณเมตรหนึ่ง พ่ออยากได้สวน ที่ไว้ปลูกต้นไม้ ซึ่งควรเป็นดินนา แต่ผมเห็นว่าควรเป็นดินผุหรือดินแดงที่เหมาะกับการก่อสร้างขนาดใหญ่ พ่อตัดสินใจให้ถมดินนา ทั้งๆที่ผมบอกแล้วว่าไม่เหมาะ ดินยุบตัวง่าายมาก ผมบอกตรงๆ ผมก็เบื่อ เพราะท่านไม่ฟังผม ผมไม่คิดว่าผมถูกที่สุดแต่มันแค่เป็นทางที่ดีกว่า
จากที่ประเมินทั้งกำแพงและดิน ผมบอกตรงๆ ผมต้องบอกว่าพ่อไม่สามารถควบคุมงานสร้างขนาดใหญ่กว่านี้ได้ ….. แต่ผมไม่ได้พูดให้ใครฟังหรอกนะ
แต่เรื่องมันเกิดที่ว่าผมบอกว่า ต้องให้คนอื่นมาบอกพ่อ ถึงจะเชื่อให้ ผมบอกพ่อไม่ฟังหรอก เท่านั้น พ่อผมก็ว่าผมใหญ่เลย ผมก็ไม่พอใจมากๆ คิดในใจว่าทำไมเราแย่แบบนี้ ทำให้พ่ออึดอัด(ซึ่งท่านบอกกับผมเอง) ให้ท่านทำงานคนเดียวจะดีกว่า ผมก็เลยหยุดทำงานไปสองอาทิตย์ ผมกลับมาที่โต๊ะผม มีโน้ตติดไว้ว่า คนเห็นแก่ตัวเป็นคนที่ชั่วที่สุด เอาเปรียบได้แม้กระทั่งพ่อแม่ (ซึ่งท่านคงหมายถึง ผมไม่ช่วยท่านทำงาน หนีไปเที่ยวประมาณนี้) ผมบอกตรงๆมันไม่เชิงช็อค แต่ก็ไม่อยากทำอะไร อยากหนีไปเที่ยวอีกสักสองอาทิตย์
แต่ตอนนี้ผมคงปล่อยมันไป ให้ท่านพูดไป ผมก็กลับไปทำงานของผมตามเดิม แต่ปัญหาที่มีกับท่านนี่ผมไม่รู้จะแก้ยังไง เพื่อนบอกให้ผมทำใจ มันเป็นกรรม ขนาดนั้นเลยเหรอครับ
พ่อว่าผมชั่ว
เราสองคนพ่อลูกพยายามหาที่ทางเพื่อเปิดอีกสาขาหนึ่ง เพ่ือรองรับความต้องการของลูกค้าและได้เปรียบเชิงธุรกิจ ผมมักมีปัญหากับพ่อตลอด เรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องงานที่ทำกันทุกวันซื้อๆขายๆนะครับ แต่เป็นเรื่องที่จะขยายธุรกิจ สุดท้ายแล้วเราก็มีที่ดิน ที่ค่อนข้างดี ในการค้าขาย
ผมเริ่มเดินเรื่องอื่นๆต่อ เช่นการขอกู้ ติดต่อผู้รับเหมา และขออนุญาตจากอบต หลักๆมีแค่นี้ครับ ผมเดินเรื่องขอกู้ผ่าน ผู้รับเหมาเขียนแปลนเรียบร้อย หาเครื่องจักรได้ ไม่มีปัญหา แต่ติดตรงขออนุญาตจากอบต.ทำให้การทำงานชะงักไป....ซึ่งกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
ผมชั่วยังไง ใช่มั้ยครับ ลองอ่านไปอีกนิดครับ
เพราะการทำงานของเราที่แตกต่างกันมากจริงๆ พ่ออายุเยอะแล้ว ใกล้เกษียณ ส่วนผมจะสามสิบแล้ว ผมทำงานในกรุงเทพมาสองที่ก่อนจะกลับมาทำที่บ้าน เพื่อเรียนรู้งานด้านการเงิน และการตลาด งานขาย ผมได้ทำในบริษัทที่ใหญ่ ผมจึงมั่นใจในการทำงานของผมนิดนึง ส่วนพ่อก็ทำงานตรงนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว เค้าก็คงมั่นใจในส่วนของเค้าเช่นกัน
สองเดือนที่ผมติดต่อประสานงานทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย พร้อมที่จะลงมี สร้าง พ่อให้ผมหยุดทุกอย่างและเริ่มสร้างกำแพงก่อน (ในความคิดผมเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ผมถือว่าการสร้างกำแพงก่อนไม่ดี) แต่ผมปล่อยให้พ่อตัดสินใจ เพราะไม่อยากขัด ตอนนี้ผมให้พ่อดำเนินการทุกอย่างเอง ทำให้สัญญาที่ได้มา และการตกลงเรืองวันเวลาก่อสร้าางนานไป แต่ผมเห็นว่าพ่อโอเค ผมก็โอเค แต่สุดท้ายแล้ว ผมต้องมาแก้ปัญหา และเดินเรื่องการก่อสร้างกำแพง มานั่งคุยกับผู้รับเหมาเองทั้งหมด ผมมานั่งเขียนว่าการก่อสร้าง มีปัญหาอะไรบ้าง และส่วนใหญ่คือการสื่อสารของพ่อผม และการสั่งงานที่ไม่ชัดเจน (ท่านทำงานมีหลักแบบ ไมชอบก็ค่อยเปลี่ยน แต่ในความคิดผมคือคิดรวดเดียวจบ) มันทำให้ต้นทุนเพิ่ม และเสียเวลาทั้งเราทั้งช่าง
หลังจากนั้นเราเห็นว่าไหนๆก็มีกำแพง เราก็ปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกันไปเลย ซึ่ง ผมได้ถมไปแล้วครั้งหนึ่งให้เท่าถนน เดิมเป็นบ่อลึกลงไปประมาณเมตรหนึ่ง พ่ออยากได้สวน ที่ไว้ปลูกต้นไม้ ซึ่งควรเป็นดินนา แต่ผมเห็นว่าควรเป็นดินผุหรือดินแดงที่เหมาะกับการก่อสร้างขนาดใหญ่ พ่อตัดสินใจให้ถมดินนา ทั้งๆที่ผมบอกแล้วว่าไม่เหมาะ ดินยุบตัวง่าายมาก ผมบอกตรงๆ ผมก็เบื่อ เพราะท่านไม่ฟังผม ผมไม่คิดว่าผมถูกที่สุดแต่มันแค่เป็นทางที่ดีกว่า
จากที่ประเมินทั้งกำแพงและดิน ผมบอกตรงๆ ผมต้องบอกว่าพ่อไม่สามารถควบคุมงานสร้างขนาดใหญ่กว่านี้ได้ ….. แต่ผมไม่ได้พูดให้ใครฟังหรอกนะ
แต่เรื่องมันเกิดที่ว่าผมบอกว่า ต้องให้คนอื่นมาบอกพ่อ ถึงจะเชื่อให้ ผมบอกพ่อไม่ฟังหรอก เท่านั้น พ่อผมก็ว่าผมใหญ่เลย ผมก็ไม่พอใจมากๆ คิดในใจว่าทำไมเราแย่แบบนี้ ทำให้พ่ออึดอัด(ซึ่งท่านบอกกับผมเอง) ให้ท่านทำงานคนเดียวจะดีกว่า ผมก็เลยหยุดทำงานไปสองอาทิตย์ ผมกลับมาที่โต๊ะผม มีโน้ตติดไว้ว่า คนเห็นแก่ตัวเป็นคนที่ชั่วที่สุด เอาเปรียบได้แม้กระทั่งพ่อแม่ (ซึ่งท่านคงหมายถึง ผมไม่ช่วยท่านทำงาน หนีไปเที่ยวประมาณนี้) ผมบอกตรงๆมันไม่เชิงช็อค แต่ก็ไม่อยากทำอะไร อยากหนีไปเที่ยวอีกสักสองอาทิตย์
แต่ตอนนี้ผมคงปล่อยมันไป ให้ท่านพูดไป ผมก็กลับไปทำงานของผมตามเดิม แต่ปัญหาที่มีกับท่านนี่ผมไม่รู้จะแก้ยังไง เพื่อนบอกให้ผมทำใจ มันเป็นกรรม ขนาดนั้นเลยเหรอครับ