จะซื้อรถดีไหม มีอาชีพรับราชการ เงินเดือน 20,000 นิด ๆ (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย)

คือพอดีว่า มีโครงการจะออกรถใหม่อ่ะค่ะ ตอนนี้ก้ออายุ 25 แล้ว รับราชการตั้งแต่อายุ 20

ยังไม่มีครอบครัว และยังไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง เรื่องค่าใช้จ่าย และหนี้สิน ก้อมีอยู่นิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับลำบากมาก

หากจะมีภาระเรื่องการผ่อนรถเข้ามา กลัวตัวเองจะลำบาก กลัวจะผ่อนไม่ไหว

แต่ถ้าไม่ซื้ออะไรเลย ไม่บังคับตัวเอง  แล้วเมื่อไหร่จะมีกับเขาสักที

เืพื่อน ๆ มองว่า ควรจะซื้อรถดีไม๊คะ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 33
เรื่องแบบนี้...มันเป็นอะไรๆ ที่ค่อนข้างเอนเอียง...ไปในมุมมองลักษณะ "ห้าม ,เตือน" เป็นอันดับแรก
สำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า...คนที่ห้ามเนี่ย คนที่หวังดีเนี่ย....ส่วนใหญ่จะยังไม่มีรถ ใช่มั้ยครับ !

ผมไม่ได้มาดูถูก คนที่ยังไม่มีรถนะ
แต่ผมคิดว่า...ถ้าน้องจะดาว์นป้ายแดง....และคิดว่ามีกำลังไหว....ซื้อไปเลยครับ
ยิ่งน้องมาสอบถามใคร ต่อใครในนี้นะ
คคห. ก็จะออกมารูปการณ์ "ห้าม" ซะส่วนใหญ่แน่นอน

ผมไม่ได้มาบอกว่า คนที่ห้าม จะมีความคิดที่ไม่ถูกต้องนะ
แต่ผมคิดว่า...คนที่ห้าม...จะเอาบรรทัดฐานของตัวเองเป็นที่ตั้ง
เปรียบคนอื่น...เหมือนกับตัวเอง !

เราใช้จ่ายเงินอย่างไร...มีภาระหนี้สินขนาดไหน...แต่ละเดือนหลงเลือเงินกี่บาท !
เราเหลือเท่านี้....ก็จะคิดว่าคนที่มาถาม...ก็จะต้องเหลือประมาณเรา

ออกรถปุ๊ป....มันทำยังกะว่า...รายจ่ายมันจะโผล่มาแบบมโหราฬ...ตระการตา...ซะที่ไหนละครับ
ค่าบำรุง....ถ้าคนใช้รถ ใช้ทะนุ-ถนอม ช่วงล่างมันจะพังเละ...มั้ย
หญิง ผญ. ขับรถ...หากขับไม่เร็วมาก....เบรคก็จะมีระยะการใช้งานยาวมากกว่า คนที่ขับเร็วๆ
การสึกหรอ...ระหว่างการขับเร็ว กับขับช้าแบบปานกลาง...มันต่างกันเยอะครับ

ภาษี...มันก็เสีย 1 ครั้ง / 1 ปี...นิครับ
มันไม่ใช่ค่าไฟบ้าน ค่าน้ำนิครับ...ที่ต้องจ่ายทุกๆ เดือน

คนออกป้ายแดง...บางคนก็ใช่ว่าจะต้องใช้รถทุกวี่-ทุกวัน

ผมไม่ได้มาเชียร์ให้น้องออกรถแบบด่วนจี๋นะ
แต่ผมบอกในลักษณะ...ถ้าไหว...ก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง
ยิ่งถามใคร ต่อใคร....รับรองได้...ข้อห้ามมันมีเยอะเป็น...เข่งแน่นอน

ของแบบนี้....ผมว่า...ถ้าใครผ่อนรถหมดเร็ว (แล้วอายุยังไม่เยอะ) ถือว่าโชคดีสุดๆ
สมัยก่อน...ผมต้องดาว์น 25 % (แค่เก็บเงินดาว์น...ก็มึนตึบเป็นปีเหมือนกัน)
กว่าจะผ่อนหมด กว่าจะเป็นไท..ได้.....อายุก็ปาไปร่วมๆ 35-36 แล้วครับ

และของแบบนี้...ผมคิดว่า มันอยู่ที่โอกาสของเรานะครับ
คนที่ไม่พร้อม...ก็อย่าเอาความคิดของตัวเอง...ไปบอกกับคนอื่นๆ เลยดีกว่าครับ
ของแบบนี้...คนซื้อเท่านั้น...ที่จะต้องมั่นใจตัวเอง

เพื่อนผมบางคน....มันจะซื้อบ้านเดี่ยวแถบๆ ชานเมือง
ราคาก็จะเกือบๆ 2 ล้าน
มันไปถามคนนั่น คนโน้น...แต่ละคน..ห้ามกันหมด...จนเพื่อนไขว้เขว่
พอมาถามผม...ผมก็บอกไปแบบเนี่ย..ประมาณว่า...ขึ้นอยู่ที่เอ็ง !
เอ็งไหว...ก็เอาดิ...ข้าเห็นด้วย

คือไม่ใช่ไรหรอก...เพื่อนแต่ละคน
หนี้สินมันก็พะรุง-พะรัง หรือพูดง่ายๆ...ไม่หัดประหยัดเงิน (กับเรื่อง..ที่ไม่จำเป็น)
พออีกคนจะซื้อบ้าน...บางทีลูกอิจฉา..มันก็กำเริบขึ้นมาทันที
และทุกวันนี้..เพื่อนผมคนนั้น..มันก็น่าจะผ่อนบ้านเลยครึ่งทาง...ได้แล้วละมั้ง

ไหว..ก็เอาครับ !
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับตัวรถ...ยังไงๆ แล้ว..คนเรามันก็ควรยอมรับ..ไงครับ
ถึงเวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง...ก็ต้องเปลี่ยน..เพราะรถเรานิ

สภาพยางเสื่อมโทรม...(รอให้สุดๆ ก็ได้) แล้วค่อยเปลี่ยน (กับในกรณีที่ไม่ได้วิ่งทางไกลนะ)
รายจ่ายของตัวรถ...เผลอๆ รถใหม่ๆ...มันจะไม่ค่อยเป็นอะไรหนักมากนักหรอก (กับช่วงปีแรก ถึง 4-5 ปี)
ทั้งนี้ ทั้งนั้น...มันขึ้นอยู่กับเจ้าของ ว่า..จะรักษาได้เพียงใด

ยกตัวอย่างง่ายๆ...เช่น เรื่องแบ๊ตเตอรี่
ผญ. ส่วนใหญ่ มักจะถูกช่างแนะนำให้ใช้แบ๊ต..แบบแห้ง (เพราะ ผญ. มักจะไม่ค่อยเปิดกระโปรงดูอะไรนักหรอก)
งั้น...ถ้าลองเปลี่ยนไปเป็นแบ๊ตแบบเติมน้ำกลั่น...ละ ! 1 เดือน...ลองเปิดดูน้ำกลั่นในแบ๊ต
ถ้าต่ำกว่าขีดที่กำหนด...ก็เติมไปซิ ! เผลอๆ ทำแบบนี้...อายุการใช้งานจะมากกว่าแบ๊ตแห้ง...อีกครับ

เวลาที่ช่างพูด ว่า..แบ๊ตแห้งดีกว่า
คนเราเป็นช่าง....ก็ต้องเชียร์ลูกค้ากันทั้งนั้น...ละครับ

และที่สำคัญ...แบ๊ตน้ำ...พอมันใกล้ๆ ที่จะเสื่อม..มันก็จะมีอาการให้ขับรู้
แต่แบ๊ตแห้ง...นี่นะซิ ! นึกจะน๊อค ก็สลบได้ทันที

ลองดูครับ...ค่าบำรุง..มันก็ใช่ว่าจะโหดมหาหิน...ซะที่ไหนละ
ถ้าน้องมีกำลัง ไง..ค่าบำรุงมันก็จิ๊บจ๊อย
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 38
คุณพ่อดิฉันมีอาชีพเป็นพ่อค้ารถมือสองค่ะ

คุณพ่อ สอนเรื่องการซื้อรถ ดังนี้ค่ะ

ถ้าคิดจะซื้อรถซักคัน ( แบบผ่อนกับไฟแนนซ์)




พ่อสอนว่า

รถคันนั้นต้อง




-  เพิ่มรายได้ให้กับเรา   หรือ  รถคันนั้นทำให้เรามีรายได้เพิ่มสูงขึ้น




เช่น    

พริตตี้   ดารา   ที่ต้องใช้รถในการทำมาหากินวิ่งงาน   (งานที่ใช้รถวิ่งไปแต่ละงาน จะได้เงินค่าตัวกลับมาด้วย )

ยกตัวอย่าง  :   น้องพริตตี้ คนหนึ่ง  ซื้อรถมาราคา 860,000 บาท   ผ่อนตกประมาณเดือนละ 15,000 บาท ( โดยประมาณ/อันนี้สมมุติ )
ซึ่งใน 30 วัน    น้องพริตตี้ อาจรับงานอีเว้นท์  ไว้  10 งาน   ( เธอ ทำงาน 3 วัน / วันละ 5,000 เธอก็ได้ค่างวดรถแล้วค่ะ )



แม่ค้า  พ่อค้า ขายของตลาดนัด  ( ใช้รถวิ่งบรรทุกของไปขาย  ได้เงินกลับมา )


เซลส์  หรือ  พนง.ขาย ที่ต้องวิ่งหาลูกค้า  ( ใช้รถออกไปหาลูกค้า  ได้ค่าคอมมิชชั่นกลับมา  )





แต่   บางอาชีพ รถยนต์ก็ไม่จำเป็นขับไปทำงาน ( ทั้งๆที่นั่งรถไฟฟ้าได้ )

เช่น    

พนง.งานลูทีน  ( เข้า 8 โมง เลิก 5 โมง ชีวิตอยู่แต่ในออฟฟิศ)
พนง.ข้าราชการ  ( ระดับที่ต้องประจำโต๊ะ ตลอดเวลา)
พนง.ประจำต่างๆ ( ที่เอารถมาจอดรอเลิกงานเป็นส่วนใหญ่)


ยกตัวอย่าง :
สนง.ปะปาแห่งหนึ่ง     เข้างาน  8.30 น. (ขับรถมาทำงาน)   แล้วจอดรถนิ่งสนิท  รอเวลากลับบ้าน  15.30 น.
มาทำงาน เอารถจอดไว้เฉยๆ รอเวลาขับกลับตอนเลิกงาน   ****  รถคันนี้ไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มให้กับเรา ****

แต่ตัวเรากลับมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นกับรถคันนี้  

แถม พนักงานราชการมีจำนวนกี่คน   ทุกคนขับรถยนต์มาทำงานกันหมด  

ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ หรือติดต่อธุระแทบไม่มีที่จอดรถ   หรือ หาที่จอดไม่ได้เลย

เพราะ "พนักงานประจำที่ทำงานที่นี่  เขาเอารถมาทำงานคนละ 1 คัน ( สนง.มี พนง. 50 คน / มีรถจอด 50 คัน) ซึ่งเปลืองที่จอดมาก "







คุณพ่อ   เป็นคนขายรถ

แต่   ทุกวันนี้    ดิฉันใช้ มอเตอร์ไซค์ ขี่ไปทำงาน ( ถ้าอยู่ใน ตจว.) ค่ะ

ถ้าวันไหนไปทำงานใน  กทม.  ดิฉันนั่งรถไฟฟ้า  ค่ะ




มีแต่คนถามว่า   " ทำไมที่บ้านขายรถ มีรถยนต์จอดขายเยอะแยะ  "

ทำไมถึงยังขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหน ? ไม่ขับรถยนต์ เก๋ๆ สวยๆ เลิศๆ แบบคนอื่นหล่ะ




ขอตอบ ตอบแบบที่คุณพ่อสอนค่ะ

ถ้าซื้อรถมาแล้ว   รถคันนั้นไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม  หรือ ทำเงินให้เรา  

( ณ เงินเดือน 20,000 ตอนนี้ )





ดิฉันไม่ซื้อค่ะ  




พิมพ์ยาวไป หน่อยนะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่