โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นักค้าทองคำรายใหญ่ "ลอว์เรนซ์ อีเดลสัน"คาดปี"59 ราคาทองมีโอกาสทะยานแตะ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ มองเฟดลดคิวอี ปัญหาจิ๊บๆ อย่าตื่นจนเกิดเหตุ
นายลอว์เรนซ์ อีเดลสัน ประธาน อีสเทิร์น แคปปิตอล พีทีวาย ในฐานะนักเขียนและนักค้าทองคำรายใหญ่ที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1. พันล้านดอลลาร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจทีวี” ถึงแนวโน้มราคาทองคำในปี 2557 ว่า เราคงจะได้เห็นจุดต่ำสุดของราคาทองคำในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเร็วที่สุดน่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรืออย่างช้า ก็เป็นเดือนพฤษภาคม แต่ราคาทองคำ ได้เข้าสู่ช่วงขาลงมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ซึ่งวงจรขาลงน่าจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้ และราคาทองมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้อีกครั้งโดยน่าจะขึ้นไปถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2559
"ผมคิดว่ามันเป็นการฟื้นตัวหลังจากที่ไปลงแรง เราเห็นราคาทองลงไปแตะ 1,180 ดอลลาร์ต่อ/ออนซ์ในวันสุดท้ายของการซื้อขายในปี 2556 ราคาที่ดีดกลับขึ้นมาก็เป็นเพียงแค่การรีบาวน์ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมากนัก เพราะผมยังคิดว่าราคาทองก็ยังไม่ได้ผ่านจุดต่ำสุด ผมคิดว่าราคายังเสี่ยงที่ถอยลงลึกถึง 1,100 ดอลลาร์ และแกว่งอยู่บริเวณนั้นในช่วง 1-3 เดือนนี้ จากนั้นราคาทองจะสิ้นสุดรอบขาลง และเราจะได้เห็นทองคำเข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่อีกครั้งภายใน 2 ปีนี้"
นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว ไม่แย่เหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนแต่ก็ยังอ่อนไหวและยังจะมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ แต่นักลงทุนควรจะตระหนักถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ การโยกย้ายความมั่งคั่งจากโลกตะวันตกไปยังโลกตะวันออก เราจะได้เห็นยุครุ่งโรจน์ของเอเชีย และยุคที่เสื่อมถอยของเศรษฐกิจยุโรป และอเมริกา ซึ่งนี่คือกระแสคลื่นลูกใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในโลกเศรษฐกิจ ซึ่งคุณต้องรับรู้ไว้เพื่อกำหนดแผนสร้างความมั่งคั่งทางการเงินของคุณ โดยการลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่กำลังรุ่งเรือง และโยกเงินออกจากการลงทุนในฝั่งตะวันตก
ส่วนกรณีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังซบเซา นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะ จริงอยู่ที่ อย่างจีนอาจจะเติบโตช้าลงจากปี 2542 แต่ตัวเลขจีดีพีก็ยังอยู่แถวๆ7.5% ส่วนอเมริกาที่ว่ากำลังฟื้นถ้าโชคดีก็คงขยายตัวได้ราวๆ 2.5% ส่วนยุโรปนี่ไม่น่าแปลกใจที่อาจจะเห็นการติดลบในปี 2014 นี้ คือผมคิดว่ายุโรปยังคงอยู่ในช่วงถดถอย
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมีผลกระทบต่อเอเชีย แต่เอเชียเองก็มีการปรับตัวหันเข้ามาพึ่งพาการบริโภคในประเทศ ซึ่งเราก็เห็นบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียนปรับนโยบายตามแนวทางนี้เช่นกัน โดยเฉพาะที่ จีน ซึ่งกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ลดการพึ่งพาการส่งออกลงและหันกลับมามุ่งเน้นตลาดการบริโภคในประเทศ
"ผมคิดว่าเราจะเห็นการแยกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคตะวันออก และตะวันตกออกค่อนข้างชัดเจน คือถ้าหากอเมริกา หรือยุโรป มีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำลงมาอีก ก็ไม่ได้หมายความว่าเอเชียจะเสื่อมถอยลงตามกันอีกต่อไป ผมไม่เชื่อกับแนวคิดที่มองว่าเอเชียจะอ่อนแอลง ซึ่งผมว่าผมก็เป็นเพียงคนเดียวในตลาดที่มีจุดยืนตรงกันข้ามไอเดียนี้อย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นปกติสำหรับผมที่มักคาดการณ์อะไรตรงข้ามกับตลาดอยู่เสมอ"
ส่วนมุมมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า มองเห็นการฟื้นตัวของจากจุดเลวร้ายที่สุดในปี 2551-2551 แต่เราคงจะไม่มีทางเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯกลับไปโตได้ 4-5% ในช่วงชีวิตของผมหรือแม้กระทั่งคุณแน่นอน คือแนวโน้มมันเป็นอย่างนั้นที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่ม แรงงานลด รัฐบาลก็ยังหนี้ท่วม นับวันจะมากขึ้น ซึ่งยังไม่เห็นทางไหนที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตขึ้นมาได้เลย
ส่วนความกังวลปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ยังไม่ถือว่าเป็นภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะอย่างถ้ายิ่งมองในระยะยาว ส่วนที่น่าเป็นห่วงกับปัญหาฟองสบู่น่าจะเป็นตลาดพันธบัตรสหรัฐฯมากกว่า ตอนนี้นักลงทุนพากันถอนเงินออกจากตลาดบอนด์เพราะกลัวว่ารัฐบาลกำลังจะล้มละลาย เพราะมีหนี้ท่วมจนเต็มเพดานและคงไม่มีความสามารถจะแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐบาลวอชิงตันกำลังจะล้มละลายอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเหล่านักลงทุนทั้งชาวอเมริกันและนักลงทุนต่างชาติ ต่างก็เร่งพากันถอนเงินออกจากตลาดบอนด์และเลือกที่จะโยกเงินไปใส่ไว้ในตลาดหุ้น ที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดีที่สุด จากระดับเฉลี่ยผลตอบแทนการลงทุนที่ประมาณ 3% หรือขึ้นอยู่กับหุ้นที่ลงทุน ซึ่งหุ้นของบริษัทชั้นนำในอเมริกา ต่างก็ดูมีฐานะการเงินดีกว่ารัฐบาลสหรัฐฯแทบทั้งสิ้น และก็เป็นสาเหตุที่ยังหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังปรับขึ้นต่อไป เพราะถึงจะไม่โหวตหรือไม่ให้เครดิตกับฐานะของรัฐบาลแต่ ยังคงสนใจในการหากำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
อีกอย่างคือคุณจะเห็นเม็ดเงินไหลออกมาจากยุโรป จากเหล่าธนาคารยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารที่ถูกควบคุมธุรกรรมทางการเงินและตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทางการ เพราะถ้าหากมีธนาคารใดธนาคารหนึ่งในยุโรปล้มละลาย ทางการก็จะอาจเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวของเงิน หรือเท่ากับไปยึดเงิน เหมือนที่เคยปฏิบัติกับแบงค์ในไซปรัสช่วงมีนาคมปีที่แล้ว นักลงทุนในยุโรปจึงหวาดกลัวการจะเอาเงินไว้ในธนาคาร และเลือกที่จะโยกเงินมาไว้ในตลาดหุ้นสหรัฐฯมากกว่า ซึ่งอาจฟังดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล ที่เศรษฐกิจดูไม่ดี แต่ดัชนีฯตลาดหุ้นกลับยังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็เป็นเพราะเม็ดเงินลงทุนซึ่งเลือกจะวิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐฯแม้จะไม่วางใจในรัฐบาลสหรัฐฯก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2557 นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่าอย่างที่ผมเพิ่งจะให้ภาพการลงทุนระยะยาวไป แต่สำหรับภาพในช่วงสั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ก็ค่อนข้างจะแพงกว่าพื้นฐาน และเสี่ยงจะปรับฐาน ในช่วงสั้นในระยะประมาณ 3-9 เดือน ผมก็คงจะขายทำกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯและเข้าซื้อในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้ง อาเซียน จีน และว่าอยู่ในจุดที่ต่ำสุดแล้ว คุณกำลังจะเห็นการกลับทิศ ที่ตลาดเอเชียจะแรลลีขึ้นอีกครั้ง ส่วนตลาดสหรัฐฯและยุโรปจะถูกเทขาย ในระยะสั้นทุกอย่างจะกลับทิศขึ้นลงเหมือนกระดานหก
ส่วนผลกระทบการลดขนาดคิวอีของสหรัฐ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ตลาดดูจะกลัวเรื่องนี้จนเกินเหตุ ดอกเบี้ยจะต้องกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งมันควรที่จะขึ้น อัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำเกินไป การลดขนาดโครงการคิวอีคงจะไม่ได้ส่งผลลบรุนแรงมากนัก หรือถ้ามีก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ 1 วันหรือ เต็มที่ไม่เกิน 2 วัน แต่ถ้าคุณย้อนข้อมูลในประวัติศาสตร์ ภาวะกระทิงในตลาดหุ้น หรือตลาดโภคภัณฑ์โดยเฉพาะทองคำจะเกิดขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ใช่ช่วงดอกเบี้ยขาลง เพราะดอกเบี้ยขาขึ้น สะท้อนถึงภาวะความต้องการเงินและสินเชื่อ นั่นหมายความว่าชีพจรของตลาดทุนกำลังเต้น และเมื่อชีพจรเต้นมัน ก็จะมีการเติบโต
Link :
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/foreign/20140127/558846/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%B0$5,000%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B559.html
'ลอว์เรนซ์'คาดทองพุ่งแตะ$5,000ในปี'59
นักค้าทองคำรายใหญ่ "ลอว์เรนซ์ อีเดลสัน"คาดปี"59 ราคาทองมีโอกาสทะยานแตะ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ มองเฟดลดคิวอี ปัญหาจิ๊บๆ อย่าตื่นจนเกิดเหตุ
นายลอว์เรนซ์ อีเดลสัน ประธาน อีสเทิร์น แคปปิตอล พีทีวาย ในฐานะนักเขียนและนักค้าทองคำรายใหญ่ที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1. พันล้านดอลลาร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจทีวี” ถึงแนวโน้มราคาทองคำในปี 2557 ว่า เราคงจะได้เห็นจุดต่ำสุดของราคาทองคำในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเร็วที่สุดน่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรืออย่างช้า ก็เป็นเดือนพฤษภาคม แต่ราคาทองคำ ได้เข้าสู่ช่วงขาลงมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ซึ่งวงจรขาลงน่าจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้ และราคาทองมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้อีกครั้งโดยน่าจะขึ้นไปถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2559
"ผมคิดว่ามันเป็นการฟื้นตัวหลังจากที่ไปลงแรง เราเห็นราคาทองลงไปแตะ 1,180 ดอลลาร์ต่อ/ออนซ์ในวันสุดท้ายของการซื้อขายในปี 2556 ราคาที่ดีดกลับขึ้นมาก็เป็นเพียงแค่การรีบาวน์ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมากนัก เพราะผมยังคิดว่าราคาทองก็ยังไม่ได้ผ่านจุดต่ำสุด ผมคิดว่าราคายังเสี่ยงที่ถอยลงลึกถึง 1,100 ดอลลาร์ และแกว่งอยู่บริเวณนั้นในช่วง 1-3 เดือนนี้ จากนั้นราคาทองจะสิ้นสุดรอบขาลง และเราจะได้เห็นทองคำเข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่อีกครั้งภายใน 2 ปีนี้"
นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว ไม่แย่เหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนแต่ก็ยังอ่อนไหวและยังจะมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ แต่นักลงทุนควรจะตระหนักถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ การโยกย้ายความมั่งคั่งจากโลกตะวันตกไปยังโลกตะวันออก เราจะได้เห็นยุครุ่งโรจน์ของเอเชีย และยุคที่เสื่อมถอยของเศรษฐกิจยุโรป และอเมริกา ซึ่งนี่คือกระแสคลื่นลูกใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงในโลกเศรษฐกิจ ซึ่งคุณต้องรับรู้ไว้เพื่อกำหนดแผนสร้างความมั่งคั่งทางการเงินของคุณ โดยการลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่กำลังรุ่งเรือง และโยกเงินออกจากการลงทุนในฝั่งตะวันตก
ส่วนกรณีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังซบเซา นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะ จริงอยู่ที่ อย่างจีนอาจจะเติบโตช้าลงจากปี 2542 แต่ตัวเลขจีดีพีก็ยังอยู่แถวๆ7.5% ส่วนอเมริกาที่ว่ากำลังฟื้นถ้าโชคดีก็คงขยายตัวได้ราวๆ 2.5% ส่วนยุโรปนี่ไม่น่าแปลกใจที่อาจจะเห็นการติดลบในปี 2014 นี้ คือผมคิดว่ายุโรปยังคงอยู่ในช่วงถดถอย
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมีผลกระทบต่อเอเชีย แต่เอเชียเองก็มีการปรับตัวหันเข้ามาพึ่งพาการบริโภคในประเทศ ซึ่งเราก็เห็นบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียนปรับนโยบายตามแนวทางนี้เช่นกัน โดยเฉพาะที่ จีน ซึ่งกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ลดการพึ่งพาการส่งออกลงและหันกลับมามุ่งเน้นตลาดการบริโภคในประเทศ
"ผมคิดว่าเราจะเห็นการแยกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคตะวันออก และตะวันตกออกค่อนข้างชัดเจน คือถ้าหากอเมริกา หรือยุโรป มีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำลงมาอีก ก็ไม่ได้หมายความว่าเอเชียจะเสื่อมถอยลงตามกันอีกต่อไป ผมไม่เชื่อกับแนวคิดที่มองว่าเอเชียจะอ่อนแอลง ซึ่งผมว่าผมก็เป็นเพียงคนเดียวในตลาดที่มีจุดยืนตรงกันข้ามไอเดียนี้อย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นปกติสำหรับผมที่มักคาดการณ์อะไรตรงข้ามกับตลาดอยู่เสมอ"
ส่วนมุมมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า มองเห็นการฟื้นตัวของจากจุดเลวร้ายที่สุดในปี 2551-2551 แต่เราคงจะไม่มีทางเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯกลับไปโตได้ 4-5% ในช่วงชีวิตของผมหรือแม้กระทั่งคุณแน่นอน คือแนวโน้มมันเป็นอย่างนั้นที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่ม แรงงานลด รัฐบาลก็ยังหนี้ท่วม นับวันจะมากขึ้น ซึ่งยังไม่เห็นทางไหนที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตขึ้นมาได้เลย
ส่วนความกังวลปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ยังไม่ถือว่าเป็นภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะอย่างถ้ายิ่งมองในระยะยาว ส่วนที่น่าเป็นห่วงกับปัญหาฟองสบู่น่าจะเป็นตลาดพันธบัตรสหรัฐฯมากกว่า ตอนนี้นักลงทุนพากันถอนเงินออกจากตลาดบอนด์เพราะกลัวว่ารัฐบาลกำลังจะล้มละลาย เพราะมีหนี้ท่วมจนเต็มเพดานและคงไม่มีความสามารถจะแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐบาลวอชิงตันกำลังจะล้มละลายอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเหล่านักลงทุนทั้งชาวอเมริกันและนักลงทุนต่างชาติ ต่างก็เร่งพากันถอนเงินออกจากตลาดบอนด์และเลือกที่จะโยกเงินไปใส่ไว้ในตลาดหุ้น ที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดีที่สุด จากระดับเฉลี่ยผลตอบแทนการลงทุนที่ประมาณ 3% หรือขึ้นอยู่กับหุ้นที่ลงทุน ซึ่งหุ้นของบริษัทชั้นนำในอเมริกา ต่างก็ดูมีฐานะการเงินดีกว่ารัฐบาลสหรัฐฯแทบทั้งสิ้น และก็เป็นสาเหตุที่ยังหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังปรับขึ้นต่อไป เพราะถึงจะไม่โหวตหรือไม่ให้เครดิตกับฐานะของรัฐบาลแต่ ยังคงสนใจในการหากำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
อีกอย่างคือคุณจะเห็นเม็ดเงินไหลออกมาจากยุโรป จากเหล่าธนาคารยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารที่ถูกควบคุมธุรกรรมทางการเงินและตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทางการ เพราะถ้าหากมีธนาคารใดธนาคารหนึ่งในยุโรปล้มละลาย ทางการก็จะอาจเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวของเงิน หรือเท่ากับไปยึดเงิน เหมือนที่เคยปฏิบัติกับแบงค์ในไซปรัสช่วงมีนาคมปีที่แล้ว นักลงทุนในยุโรปจึงหวาดกลัวการจะเอาเงินไว้ในธนาคาร และเลือกที่จะโยกเงินมาไว้ในตลาดหุ้นสหรัฐฯมากกว่า ซึ่งอาจฟังดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล ที่เศรษฐกิจดูไม่ดี แต่ดัชนีฯตลาดหุ้นกลับยังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็เป็นเพราะเม็ดเงินลงทุนซึ่งเลือกจะวิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐฯแม้จะไม่วางใจในรัฐบาลสหรัฐฯก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2557 นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่าอย่างที่ผมเพิ่งจะให้ภาพการลงทุนระยะยาวไป แต่สำหรับภาพในช่วงสั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ก็ค่อนข้างจะแพงกว่าพื้นฐาน และเสี่ยงจะปรับฐาน ในช่วงสั้นในระยะประมาณ 3-9 เดือน ผมก็คงจะขายทำกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐฯและเข้าซื้อในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้ง อาเซียน จีน และว่าอยู่ในจุดที่ต่ำสุดแล้ว คุณกำลังจะเห็นการกลับทิศ ที่ตลาดเอเชียจะแรลลีขึ้นอีกครั้ง ส่วนตลาดสหรัฐฯและยุโรปจะถูกเทขาย ในระยะสั้นทุกอย่างจะกลับทิศขึ้นลงเหมือนกระดานหก
ส่วนผลกระทบการลดขนาดคิวอีของสหรัฐ นายลอว์เรนซ์ กล่าวว่า ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ตลาดดูจะกลัวเรื่องนี้จนเกินเหตุ ดอกเบี้ยจะต้องกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งมันควรที่จะขึ้น อัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำเกินไป การลดขนาดโครงการคิวอีคงจะไม่ได้ส่งผลลบรุนแรงมากนัก หรือถ้ามีก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ 1 วันหรือ เต็มที่ไม่เกิน 2 วัน แต่ถ้าคุณย้อนข้อมูลในประวัติศาสตร์ ภาวะกระทิงในตลาดหุ้น หรือตลาดโภคภัณฑ์โดยเฉพาะทองคำจะเกิดขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ใช่ช่วงดอกเบี้ยขาลง เพราะดอกเบี้ยขาขึ้น สะท้อนถึงภาวะความต้องการเงินและสินเชื่อ นั่นหมายความว่าชีพจรของตลาดทุนกำลังเต้น และเมื่อชีพจรเต้นมัน ก็จะมีการเติบโต
Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/foreign/20140127/558846/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%B0$5,000%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B559.html