*********เมื่อคนเป็นล้าน พร้อมจะรับข้อหา 'กบฏ'********

กระทู้สนทนา
บางคนเรียกมันว่า Bangkok Shutdown และอีกบางคนเรียกมันว่า Occupy Bangkok

บางคนเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพ” เพื่อกดดันให้รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ลาออก เพื่อให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

บางคนบอกว่าการแสดงออกเช่นนั้น เพื่อต้องการกำจัด “ระบอบทักษิณ”

บางคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ บอกว่าเป็นการจงใจทำผิดกฎหมาย และเป็นวิธีการที่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง เพราะนักท่องเที่ยวจะหนีหรือไม่กล้ามาเมืองไทย อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

นักธุรกิจบางคนที่เห็นว่าการเมืองเป็นสาเหตุของความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ปัญหาของประเทศต้องแก้ที่การเมือง

ผู้นำองค์กรบางคนบอกว่า “ถ้าเจ็บแล้วจบ” ก็เป็นสิ่งที่จะต้องยอมให้เกิด แต่หลายกลุ่มก็ตั้งวงทั้งในและนอก social media ชักชวนให้ต่อต้าน กปปส. ที่วางแผนจะ “ปิดกรุงเทพ”

ว่ากันว่า เป้าของการรณรงค์ “ยึดเมืองหลวง” ครั้งนี้ ก็คือการ “กู้ชาติ” ให้พ้นจากการครอบงำของ “ระบอบทักษิณ”

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า “ระบอบทักษิณ” ไม่มีในประเทศนี้ มีแต่ “ระบอบประชาธิปไตย”

หัวหน้า กปปส. บอกว่า ระบอบประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้ถ้า “ระบอบทักษิณ” ยังอยู่ เพราะมีเรื่องคอร์รัปชัน เล่นเส้นสาย และการใช้เงินใช้ทองเพื่อรักษาฐานอำนาจของตน

หากไม่มีการ “ปฏิรูป” เสียก่อน ระบบการเมืองไทยก็จะยังวนเวียนอยู่กับการทุจริตฉ้อฉลต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อ นายกฯ รักษาการ ไม่ลาออก เพื่อให้มี “คนกลาง” มาสร้างกลไกเพื่อการปฏิรูป คนที่ไปชุมนุมก็ยืนยันว่าจะต้อง “ขับไล่” ด้วยวิธีการที่เขาเรียกว่า “สันติ”

การ “ยึดเมือง” ถือว่าเป็นวิธีการ “สันติ” หรือไม่?นั่นย่อมอยู่ที่การตีความ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเห็นด้วยกับฝ่ายไหน

ฝ่ายต่อต้านบอกว่า นี่คือ “อารยะขัดขืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการประท้วงภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายรัฐบาลและผู้ไม่เห็นด้วยบอกว่า นี่คือ การทำอะไรเกินขอบเขตของกฎหมายแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อน เมืองหลวงเป็นอัมพาต

ข้อหาแรงกว่านั้น ก็คือ ที่รัฐมนตรีบางคนบอกว่าคนทำเช่นนั้นเป็น “กบฏ” ซึ่งเป็นข้อหารุนแรง มีความผิดถึงขั้นประหารชีวิตกันทีเดียว

แต่รัฐมนตรีคนหนึ่งบอกว่า “ม็อบ” ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลนั้น บางกลุ่มใช้ยาเสพติดเพื่อปลุกเร้าให้เกิดพฤติกรรมยั่วยุ นำไปสู่ความรุนแรง

ไม่ต่างไปจากการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ สร้างความโกรธแค้นในหมู่ผู้ชุมนุมหนักหน่วงขึ้นไปอีก

คนจะออกมาเท่าไรในวันที่ 13 มกราคมนี้ ไม่ทราบ แต่หากมีจำนวนมากเท่ากับการเดินขบวนใหญ่สองสามครั้งที่ผ่านมา ก็อาจจะมีจำนวนเป็นล้าน

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ น่าจะถามตัวเองได้ว่า คนไทยเป็นล้านหรือหลายล้าน พร้อมจะออกมาเดินขบวนร่วมปฏิบัติการที่รัฐบาลบอกว่าต้องเจอข้อหา “กบฏ” นั้น เขาไม่กลัวหรือ?

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ สะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมไทยหลายอย่าง และหากว่าคนของรัฐบาลไปพูดคุยกับคนที่ออกมาชุมนุม หรือหาข่าวสารเกี่ยวกับคนที่ออกมาต่อต้านว่าเป็นใคร มาจากไหนบ้าง จะสำเหนียกว่าข้อกล่าวหามากมายหลายประการนั้น ผิดเพี้ยนความเป็นจริงในหลายด้าน

เช่น ที่เคยกล่าวหาว่าคนที่ออกมาชุมนุมถูกจ้างมา

หรือที่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคนภาคใต้เท่านั้น

หรือที่คิดว่าเป็นคนหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์เกณฑ์มา

หรือแม้แต่ที่เชื่อว่า เพราะถูก “กำนันสุเทพ” หลอกลวงให้หลงเชื่อ

แต่ที่สัมผัสได้ คือ คนไทยที่ออกมารวมตัวกันเช่นนี้กว่าสองเดือน และเมื่อเดินขบวนใหญ่ก็ออกมาร่วมเป็นจำนวนมากนั้น คือ การตื่นตัวของสมาชิกสังคมไทยที่บอกว่า “ทนไม่ไหวอีกต่อไป” กับคุณภาพนักการเมืองที่ย่ำแย่ คอร์รัปชันที่หนักหน่วงรุนแรง และการเมืองที่ถูกเงินกำหนดได้เกือบทุกอย่าง

การเรียกร้องให้ “ปฏิรูป” อย่างจริงจังของคนไทยครั้งนี้ จึงเป็นเสียงตะโกนพร้อมๆ กัน ของผู้จริงจังกับการเมืองและสังคม มิใช่เป็นการแสดงออกอย่างผิวเผินหรือเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง

ถ้าคนเป็นล้าน พร้อมจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็น “กบฏ” ใครทวนกระแสนี้ หรือยังดึงดันจะรักษาอำนาจต่อไป ก็คงมีเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว...แน่นอน

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20140108/554374/เมื่อคนเป็นล้าน-พร้อมจะรับข้อหา-กบฏ.html

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่