ครั้งแรกที่เราพบกัน
ผมไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษกับเธอ ไม่ได้เห็นเธอเป็นอะไรมากกว่าลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสนิท
แต่พอผมเริ่มรู้จักเธอมากขึ้น ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย ที่เราดันมีอะไรคล้ายๆกันมากมาย
ผมไม่ค่อยได้เจอใครแบบนี้ จริงๆต้องบอกว่าผมไม่คิดจะออกไปมองหาใครเลยมากกว่า
แต่แล้วไม่รู้ว่าโชคชะตามันเล่นตลกหรืออะไร การได้พบเธอมันทำให้ผมรู้สึกว่า
บางทีคนที่เรามองหาก็อยู่รอบๆตัวเรานี่เอง เราแค่ไม่เคยใส่ใจเท่านั้น
แต่พอเราเริ่มเจอกันบ่อยขึ้น ผมก็เริ่มสติแตก ความรักครั้งที่ผ่านๆมาของผมมันออกจะจบแบบแย่ๆ
แย่จนที่ผมไม่อยากจะรักใครอีกแล้วด้วยซ้ำไป ใช่แล้ว มันถึงขนาดนั้นเลย
ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ พ่อเธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงสังคม
ส่วนผมน่ะเหรอ…ก็แค่พนักงานเงินเดือนบ้านแตก พ่อแม่แยกกันไปคนละทาง เหลือไว้ให้แค่บ้านกับมรดกบางส่วน
ไม่ต้องคิดอะไรให้ลึกซึ้งมากมาย ผมก็รู้ได้ว่าผมไม่ใช่คนที่คู่ควรกับเธอเลย
แต่กรรมเวรอะไรสักอย่างที่ดันทำให้ผมตกหลุมรักเธอมากยิ่งขึ้นทุกวันๆ
ผมมองดูตัวเองในกระจกทุกวี่วัน ผมได้แต่ถอนหายใจ บอกกับตัวเองว่า
“คนอย่างแกจะเอาอะไรไปแลกกับหัวใจของเธอมา?”
ความรักมันไม่ได้อยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง นอกจากความรักแล้วคนเรายังต้องการอะไรอีกมากมาย
ระหว่างที่เราพบกัน วันผ่านไปเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ไปเป็นเดือน จากเดือนเป็นหลายเดือน
ผมพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ให้สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอควรได้
ผมพยายามรักด้วยสมองให้มากที่สุด เพราะคิดแค่ว่า สุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดก็คือตัวผมเอง
ดังนั้น ตั้งแต่แรกที่ผมรู้ว่าผมรักเธอ ผมบอกกับตัวเองว่าเราจะเป็นแค่เพื่อนและพี่ที่ดีต่อเธอเท่านั้น
เรามีโอกาสไปนอนค้างคืนต่างจังหวัดด้วยกันหลายครั้ง ผมไม่เคยแม้แต่จะคิด ที่จะทำอะไรเกินเลย
ผมคิดแค่ว่า ผมรักเธอได้มากกว่านั้น ผมเสียสละได้มากกว่านั้น และผมต้องการให้เธอพบกับสิ่งที่ดี
อ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า ผมนี่มันช่างโลกสวยอะไรอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เลยครับ
แฟนคนที่ผ่านๆมาของผม ผมไม่ได้มานั่งคิดดีพูดดีทำดีได้ถึงขนาดนี้ ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน
ส่วนหนึ่ง เธอเป็นเหมือนน้องสาวของเพื่อนสนิท ดังนั้นมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเธอเป็นทั้งน้องและเพื่อน
นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะทำอะไรเกินเลยก็ได้
ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ผมมีปัญหากับเพื่อนสนิทผม คนที่ทำให้เราสองคนรู้จักกัน
ในชีวิตผมมีเพื่อนที่สนิทมากๆอยู่ไม่กี่คน และมันก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นเรื่องนี้ทำให้ผมเครียดมากพอสมควร
ตอนแรกผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ๆมันก็หลบหน้าผม ไม่พูดจา ไม่รับโทรศัพท์ผมอีกต่อไป
จนกระทั่งเพื่อนสนิทอีกคนเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยทางนั้นให้ ได้ความมาว่า
ที่มันรับไม่ได้ เป็นเพราะผมรักแล้ว แต่รักไม่สุด ผมมันขี้ขลาดที่ไม่กล้าคบเธอเกินกว่าเพื่อน
มัวแต่ทำตัวไม่ชัดเจน เพื่อนก็ไม่ใช่แฟนก็ไม่เชิง มันเลยไม่อยากจะเห็นหน้าผม
ตอนนี้ผมมีปัญหาในความสัมพันธ์กับคนสองคนด้วยกัน คนแรกคือเพื่อนสนิท ที่ผมยังไม่รู้ว่าเราจะกลับมาคบกันได้เหมือนเดิมมั๊ย
กับเธอคนนั้น ที่ผมจะกลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง ผมมองภาพไม่ออกจริงๆว่าเราจะเป็นแฟนกันได้ยังไง
ถึงแม้ผมจะเคยบอกเธอไปแล้ว ว่าผมรักเธอ แต่ผมก็ดันสร้างกำแพงขึ้นมาปิดตัวเอง ด้วยคำว่า
“…แต่เราคงเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อนมากกว่าพี่ไม่ได้หรอก เราคบกันแบบนี้แหละดีแล้ว”
ตอนนี้หลังจากที่มานั่งทบทวนดู ผมกลับเริ่มลังเล ว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจไป มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะให้เธอได้รึเปล่า
“แล้วถ้าเธอแค่รอให้ผมเอ่ยปากขอ?”
เพราะเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะเข้าหาผู้ชายก่อน...
แต่ถึงจะเป็นแฟนกัน…
เธอก็อาจจะต้องไปเรียนต่อช่วงปลายปีหน้าอยู่ดี ซึ่งการไปเรียนต่อก็มักจะจบด้วยการเลิกกัน
แล้วผมควรจะทำยังไงกับช่วงเวลาระหว่างนี้? จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเพราะยังไงมันก็ต้องจบอยู่แล้ว
หรือจะเสี่ยงสักตั้งให้มันรู้ไป ยังไงก็ต้องเจ็บ ก็เอาให้มันสุด…ใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่า...
มันคงจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าตอนนี้ใช่มั๊ยครับ?
แล้วสถานการณ์แบบนี้ ผมควรจะทำยังไงดี?
กลัวความรัก แต่ก็ยังอยากที่จะรัก ทำไงดีครับ?
ผมไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษกับเธอ ไม่ได้เห็นเธอเป็นอะไรมากกว่าลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสนิท
แต่พอผมเริ่มรู้จักเธอมากขึ้น ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย ที่เราดันมีอะไรคล้ายๆกันมากมาย
ผมไม่ค่อยได้เจอใครแบบนี้ จริงๆต้องบอกว่าผมไม่คิดจะออกไปมองหาใครเลยมากกว่า
แต่แล้วไม่รู้ว่าโชคชะตามันเล่นตลกหรืออะไร การได้พบเธอมันทำให้ผมรู้สึกว่า
บางทีคนที่เรามองหาก็อยู่รอบๆตัวเรานี่เอง เราแค่ไม่เคยใส่ใจเท่านั้น
แต่พอเราเริ่มเจอกันบ่อยขึ้น ผมก็เริ่มสติแตก ความรักครั้งที่ผ่านๆมาของผมมันออกจะจบแบบแย่ๆ
แย่จนที่ผมไม่อยากจะรักใครอีกแล้วด้วยซ้ำไป ใช่แล้ว มันถึงขนาดนั้นเลย
ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ พ่อเธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงสังคม
ส่วนผมน่ะเหรอ…ก็แค่พนักงานเงินเดือนบ้านแตก พ่อแม่แยกกันไปคนละทาง เหลือไว้ให้แค่บ้านกับมรดกบางส่วน
ไม่ต้องคิดอะไรให้ลึกซึ้งมากมาย ผมก็รู้ได้ว่าผมไม่ใช่คนที่คู่ควรกับเธอเลย
แต่กรรมเวรอะไรสักอย่างที่ดันทำให้ผมตกหลุมรักเธอมากยิ่งขึ้นทุกวันๆ
ผมมองดูตัวเองในกระจกทุกวี่วัน ผมได้แต่ถอนหายใจ บอกกับตัวเองว่า
“คนอย่างแกจะเอาอะไรไปแลกกับหัวใจของเธอมา?”
ความรักมันไม่ได้อยู่รอดได้ด้วยตัวมันเอง นอกจากความรักแล้วคนเรายังต้องการอะไรอีกมากมาย
ระหว่างที่เราพบกัน วันผ่านไปเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ไปเป็นเดือน จากเดือนเป็นหลายเดือน
ผมพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ให้สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอควรได้
ผมพยายามรักด้วยสมองให้มากที่สุด เพราะคิดแค่ว่า สุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดก็คือตัวผมเอง
ดังนั้น ตั้งแต่แรกที่ผมรู้ว่าผมรักเธอ ผมบอกกับตัวเองว่าเราจะเป็นแค่เพื่อนและพี่ที่ดีต่อเธอเท่านั้น
เรามีโอกาสไปนอนค้างคืนต่างจังหวัดด้วยกันหลายครั้ง ผมไม่เคยแม้แต่จะคิด ที่จะทำอะไรเกินเลย
ผมคิดแค่ว่า ผมรักเธอได้มากกว่านั้น ผมเสียสละได้มากกว่านั้น และผมต้องการให้เธอพบกับสิ่งที่ดี
อ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า ผมนี่มันช่างโลกสวยอะไรอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เลยครับ
แฟนคนที่ผ่านๆมาของผม ผมไม่ได้มานั่งคิดดีพูดดีทำดีได้ถึงขนาดนี้ ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน
ส่วนหนึ่ง เธอเป็นเหมือนน้องสาวของเพื่อนสนิท ดังนั้นมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเธอเป็นทั้งน้องและเพื่อน
นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะทำอะไรเกินเลยก็ได้
ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ผมมีปัญหากับเพื่อนสนิทผม คนที่ทำให้เราสองคนรู้จักกัน
ในชีวิตผมมีเพื่อนที่สนิทมากๆอยู่ไม่กี่คน และมันก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นเรื่องนี้ทำให้ผมเครียดมากพอสมควร
ตอนแรกผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ๆมันก็หลบหน้าผม ไม่พูดจา ไม่รับโทรศัพท์ผมอีกต่อไป
จนกระทั่งเพื่อนสนิทอีกคนเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยทางนั้นให้ ได้ความมาว่า
ที่มันรับไม่ได้ เป็นเพราะผมรักแล้ว แต่รักไม่สุด ผมมันขี้ขลาดที่ไม่กล้าคบเธอเกินกว่าเพื่อน
มัวแต่ทำตัวไม่ชัดเจน เพื่อนก็ไม่ใช่แฟนก็ไม่เชิง มันเลยไม่อยากจะเห็นหน้าผม
ตอนนี้ผมมีปัญหาในความสัมพันธ์กับคนสองคนด้วยกัน คนแรกคือเพื่อนสนิท ที่ผมยังไม่รู้ว่าเราจะกลับมาคบกันได้เหมือนเดิมมั๊ย
กับเธอคนนั้น ที่ผมจะกลับตัวก็ไม่ได้ จะไปต่อไปก็ไปไม่ถึง ผมมองภาพไม่ออกจริงๆว่าเราจะเป็นแฟนกันได้ยังไง
ถึงแม้ผมจะเคยบอกเธอไปแล้ว ว่าผมรักเธอ แต่ผมก็ดันสร้างกำแพงขึ้นมาปิดตัวเอง ด้วยคำว่า
“…แต่เราคงเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อนมากกว่าพี่ไม่ได้หรอก เราคบกันแบบนี้แหละดีแล้ว”
ตอนนี้หลังจากที่มานั่งทบทวนดู ผมกลับเริ่มลังเล ว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจไป มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะให้เธอได้รึเปล่า
“แล้วถ้าเธอแค่รอให้ผมเอ่ยปากขอ?”
เพราะเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะเข้าหาผู้ชายก่อน...
แต่ถึงจะเป็นแฟนกัน…
เธอก็อาจจะต้องไปเรียนต่อช่วงปลายปีหน้าอยู่ดี ซึ่งการไปเรียนต่อก็มักจะจบด้วยการเลิกกัน
แล้วผมควรจะทำยังไงกับช่วงเวลาระหว่างนี้? จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเพราะยังไงมันก็ต้องจบอยู่แล้ว
หรือจะเสี่ยงสักตั้งให้มันรู้ไป ยังไงก็ต้องเจ็บ ก็เอาให้มันสุด…ใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่า...
มันคงจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าตอนนี้ใช่มั๊ยครับ?
แล้วสถานการณ์แบบนี้ ผมควรจะทำยังไงดี?