วัดใจ @เขาช้างเผือก

กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้ ณ เขาช้างเผือก..หลังจากการรอคอยอย่างยาวนานมาถึงสองปีเต็ม!!
เป็นทริปที่สองของปีนี้ที่ออกเดินทางไปกะทัวร์แบบไม่รู้จักใครและไม่มีใครรู้จัก
ไปแบบไม่รู้เรื่องอะไร รู้เเค่เวลาออกรถ เวลากลับ เเละจุดหมายปลายทาง


ล้อหมุนดึกวันศุกร์สามทุ่ม โชคดีมากตรงที่ทริปนี้ไปกันสองรถตู้ ส่วนใหญ่มาด้วยกัน ส่วนเราเป็นติ่ง เลยได้นั่งตู้คนน้อย แค่ห้าคน เราผู้จองเบาะหลังสุดเลยได้ตีตั๋วนอนยาววว หมอนก็ยืมพี่คนขับ หนาวหน่อยก็หยิบถุงนอนออกมาห่ม เป็นการเดินทางที่สบายเเละฟินที่สุดเเล้ววว

ตื่นขึ้นมาประมาณตีห้า ด้วยเสียงประหลาด เสียงคล้ายหมาเห่าแต่แหลมและดังกว่ามาก ลุกขึ้นมาดู ปรากฏรถจอดอยู่ที่ทำการอุทยานเเล้ว คนอื่นลงไปมุงถ่ายรูปเจ้าของเสียงร้องประหลาดที่ว่านั่น มันคือ..นกเงือก..ยักษ์..กำลังเกาะกิ่งไม้บนต้นไม้สูง ด้วยความที่กล้องเราแพ้ความมืดและยังไงขากลับเค้าก็ต้องแวะอีกอยู่ดีเลยนั่งรอบนรถ ซักพักก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านอิต่องกินข้าวเช้าเสร็จแบกเป้ น้ำครึ่งลิตรสามขวด ข้าวถุงไว้กินกลางวัน ออกเดินทางขึ้นเขา


ทริปนี้ทำให้รู้ว่า ทำไมเค้าถึงเรียกเป้ ที่ใส่ปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพบนป่าเขาว่า 'สัม...ภาระ'
ไม่มีใครจ้างลูกหาบ ไอ่เราก็โอเค๊ ชิวๆ เป้เบาๆ ได้อยู่ แต่พอเดินไปได้ซักสองโลเท่านั้นเเหละ เห้ย เหมือนเป้มันจะหนักขึ้นเรื่อยๆเลยวะ พี่ที่เดินมาด้วยกันคนนึงก็เป็นไกด์ทัวร์มาก่อน บุกป่าฝ่าดงมานักต่อนัก พี่อีกคนก็ชอบปีนเขาเป็นกิจกรรมยามว่าง ส่วนเราเดินได้วันละโลก็เก่งละ ไม่เคยออกกำลังกายอีกตะหาก หอบแฮ่กๆ กัดฟันเดินตามพี่ๆเค้าไป เจอทางชันหน่อยเริ่มไม่ไหวละ ด้วยความเกรงใจไม่อยากให้พี่เค้ามารอเรานั่งพัก บอกพี่ไปก่อนเลย เดี๋ยวเราค่อยๆเดินตามไป

พอได้อยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติ เมื่อถูกโอบล้อมด้วยป่าเขา ลมเย็นพัดมาทักทายเป็นระยะ ใบหญ้าคาสูงเท่าหัวลู่ไปมาตามแรงลม เสียงจิ้งหรีดดังระงมกลบความเหงา กลิ่นดินอับชื้นหอมสดชื่น มันรู้สึกสุขสงบอย่างประหลาด ให้ไปนั่งทำสมาธิตรงนั้นนี่บรรลุเเน่ๆ


ทริปนี้ทำให้เข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยว่าทำไมนักปรัชญาเเละนักบริหารรุ่นใหญ่หลายๆคน ชอบเปรียบชีวิตเหมือนกับการปีนเขา การจะไปให้ถึงยอดเขา นอกจากจะต้องมีร่างกายที่เเข็งแกร่งเเล้ว ยังต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง เมื่ออุปสรรคอยู่ตรงหน้า มันย่อมมีเหตุผลมากมายที่ฟังดูเข้าท่ามาฉุดรั้งเราเอาไว้ เเต่ถ้าเราเอาชนะใจตัวเองได้ เอาชนะความกลัวได้ เราถึงจะได้เห็นสวรรค์เอเดนบนยอดเขาเป็นรางวัล เเต่ความมันส์คือระหว่างทางที่เราเดินมา


ทริปนี้ทำให้เข้าใจคำโปรยปกหนังสือ 'ความสุข ณ จุดที่ยืน' ของ 'หนุ่มเมืองจันทร์'
ณ จุดที่ยืนอยู่นี้ บนเขาช้างเผือก 'น้ำเปล่า' เพียงอึกเดียว คือความสุขที่สุด
ขาลงเขา น้ำหมดระหว่างทาง ทรมานสุดๆ นึกขึ้นได้มีหมากฝรั่ง กะเอามาเคี้ยวให้น้ำลายมันออกมาเยอะๆ ปรากฏร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำ ต่อมน้ำลายไม่ทำงาน หิวน้ำหนักกว่าเดิม ยิ้มดดด
หิวน้ำจนแทบจะกินเหงื่อตัวเองอยู่เเล้ว พี่นักเดินป่าเดินนำลิ่วไปไกลแล้ว แกงค์ข้างหลังยังเดินเล่นถ่ายรูปกันอยู่ไม่รู้จะมาถึงตรงนี้เมื่อไร เดินไปลิ้นห้อยไป ได้เเต่คิดถ้ามีน้ำขายขวดละร้อยก็จะซื้อ ใครก็ได้เอามาขายทuเถอะ ได้โปรดด.. โชคดีมีพี่ทหารเดินตามเรามาข้างหลัง เห็นสภาพเราแบบอ่อนล้าสุดๆ มือถือน้ำขวดเปล่าเดินเหงื่อเเตกอยู่ พี่แกใจดีมาก ยื่นกระติกน้ำทหารมาให้ จังหวะนั้น ต่อให้น้ำนั่นมีเชื้ออหิวาต์อยู่ก็จะกิน รับกระติกมาด้วยมือสั่นเทา ส่งเสียงเเหบเเห้งออกไป ขอบคุณคะ กระดกน้ำดื่มไปสองอึก ดื่มเสร็จอยากจะร้อง อาห์..อาาาา เหมือนในโฆษณาโค้ก!! เรี่ยวเเรงฟื้นขึ้นทันตา พี่ทหารก็ใจดีม๊ากก คอยเดินเป็นเพื่อนเราตลอด เรานั่งเค้าก็นั่ง เราเดินเค้าก็เดิน ปลื้มมากกก

ทริปนี้เป็นครั้งแรก ของการเดินเขา "ของจริง" มีทั้งทางชัน มีทั้งทางกว้าง..สองคืบ ขวาตาย ซ้ายไม่รอด มีทั้งไต่ผาสูงง..ประมาณสามเมตร ที่มีเเค่เชือกให้จับ กับหินติ่งน้อยๆให้เหยียบ ไม่มีสลิง ไม่ใช้สเเตนอิน ตอนนี้ได้เเต่ขอบคุณทางอุทยานที่ไม่ยอมเปิดให้ขึ้นหน้าฝน มิเช่นนั้นเเล้ว..ไม่อยากจะคิด ดินแห้งๆยังลื่นเเละเสียวขนาดนี้ เปียกๆจะขนาดไหน บรึ๋ยยย


ทริปนี้เป็นครั้งเเรก ที่ได้ใช้ส้วมหลุม กลิ่นไม่ได้รัญจวนอย่างที่คิด ยังพอทนได้ แต่พอส่องไฟฉายไปตรงรู... อื้อหืออ สดเนื้อๆ สดเน้นๆ (ยืมสโลแกนร้านปิ้งย่างมิยาบิมาใช้)

ทริปนี้ทำให้รู้ว่า การเป็นผู้ให้นั้นมีความสุขมากกว่าการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว
ระหว่างทางขึ้นเขา เดินสวนกับคณะทัวร์อื่นที่กำลังเดินกลับลงมา
"สู้ๆครับ"
"อีกนิดเดียวคะ"
พร้อมรอยยิ้มที่จริงใจ เราแลกรอยยิ้มกัน มันทำให้มีกำลังใจเดินขึ้นไปต่อ
พอขาลง เดินสวนกับคณะทัวร์ใหม่มั่ง ลูกหาบมั่ง "สู้ๆนะคะ"
เหมือนเดิมเราแลกรอยยิ้มกัน แต่ครั้งนี้มันรู้สึกอิ่มเอมใจมากกว่า เป็นความสุขที่อธิบายไม่ถูก อยากรู้ว่ารู้สึกยังไง ก็..ลองออกไปให้ดูสิ

สรุปแล้วเป็นทริปที่ไปแล้วรู้สึกภูมิใจ เอาไปโม้ได้เจ็ดชั่วโคตรเลยทีเดียว
กลับมาพร้อมผิวที่ไหม้เกรียม หัวใจที่เเกร่งขึ้น และ พุงที่หายไป!! เย่!!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่