ปฏิรูปการเมือง โดย วีรพงษ์ รามางกูร ....... มติชนออนไลน์

กระทู้สนทนา
ขณะที่วิกฤตทางการเมืองอันเกิดจากการขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เป็นอยู่นี้
น่าจะเป็นการขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างผู้คนในเมืองที่มีฐานะกับคนในชนบท
ที่มีฐานะดีขึ้นมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ความรวดเร็วในการสื่อสารหลายรูปแบบ
จากการปฏิวัติเทคโนโลยี รับรู้และตระหนักในสิทธิและหน้าที่ของตน ได้ข้อมูล
ข่าวสารเช่นเดียวกัน เวลาเดียวกันกับคนในเมือง รับรู้ว่าการแตกแยกในเรื่อง
การเมืองดำรงอยู่เป็นเวลานานแล้ว

การมีประสบการณ์กับระบอบการปกครองที่ตนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ดึงทรัพยากร
เข้ามาสู่ท้องถิ่นของตนได้ นักการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเข้าถึงตน
และนำความต้องการของตนแปลกลับมาเป็นงบประมาณ เป็นโครงการ โครงสร้าง
การพัฒนาที่จับต้องได้

นักการเมืองและพรรคการเมืองต่างจึงต้องมีความใกล้ชิด ต้องลงมาสัมผัสกับ
ประชาชน คอยปกป้องดูแลจากการปฏิบัติของข้าราชการในท้องถิ่น


นอกจากนั้น ยังเป็นการดำรงอยู่ซึ่งระบอบอุปถัมภ์ ที่อาจจะฝากลูกเข้าโรงเรียน ฝาก
ลูกเข้าทำงาน คอยวิ่งเต้นช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่คนในต่างจังหวัดต้องการ
คนในภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือแม้แต่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมทั้งภาคใต้
และภาคอื่นๆ

ผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งในท้องถิ่นนอกเมือง
จึงมีลักษณะดังกล่าว ความรู้สึกที่ว่าควรจะเลือกพรรคมากกว่าเลือกบุคคลในระยะหลัง
ก็เพราะการเลือกพรรคสามารถทำให้พรรคที่ตนเลือกสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ได้ ดีกว่าบุคคลที่ไม่อาจจะหวังว่าจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล


ในระยะหลังประชาชนในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง สามารถเรียกร้องให้
พรรคการเมืองที่ตนจะเลือก เปลี่ยนตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย หากสมาชิก
สภาผู้แทนในเขตของตนไม่สามารถทำหน้าที่สนองความต้องการของตน ตามที่
ตนคาดหวังได้

ต่างกับพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสภาท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด
องค์การบริหารส่วนตำบล หรือแม้แต่เทศบาล ชาวบ้านจะไม่นิยมผู้สมัครจากพรรคการเมือง
ใหญ่ระดับชาติ กลับจะเลือกบุคคลหรือพรรคการเมืองท้องถิ่นที่มีผลงาน เพราะไม่ใช่การ
เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าไปจัดตั้งรัฐบาล

ต่างกับคนในกรุงเทพฯที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้ง
ทั่วไปผ่านพ้นไป ตลอดเทอมของสภาผู้แทนอาจจะไม่เคยพบผู้แทนบางคนเลย หรืออาจจะ
ลืมไปแล้วว่าใครเป็นผู้แทนของตนในสภา


ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนในเมืองสามารถมีเส้นสายโยงใยใช้อภิสิทธิของตนได้อยู่แล้ว ข้าราชการ
ก็ไม่กล้าจะปฏิบัติไม่ดีไม่งามกับตน อีกทั้งสื่อมวลชนหลักๆ ก็อยู่ในกรุงเทพฯ หรือมีตัวแทน
ผู้สื่อข่าวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนจึงมีอภิสิทธิโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้อง
อาศัยนักการเมืองหรือผู้แทนของตน หรือแม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นคนกรุงเทพฯก็ไม่ได้หวังอะไร

นอกจากนั้นบริการของรัฐไม่ว่าจะเป็น การศึกษา การสาธารณสุข การรักษาพยาบาล ความ
ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสาธารณูปโภค บริการของรัฐก็มีอยู่พร้อมอยู่แล้ว ไม่
ต้องพึ่งนักการเมืองหรือผู้แทนราษฎร

คนในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ จึงไม่สู้ตระหนักถึงประโยชน์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
จะปกครองโดยรัฐบาลที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง หรือเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่เกี่ยวข้อง
กับตน ขอให้ได้ "คนดี มีจริยธรรม" มีการศึกษา มีบุคลิกดี พูดจาเก่ง พอใจแล้ว เพราะเป็นคนใน
ชั้นสังคมเดียวกับตน


ส่วนคนในต่างจังหวัดนอกเมืองจะรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่มี
ตัวแทนของตนเข้าไปจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน หรือวิ่งเต้นทำโครงการพัฒนาต่างๆ เข้า
มาในท้องถิ่นของตน กับระบอบการปกครองโดยรัฐบาลที่คณะรัฐประหาร หรือคณะปฏิวัติ
แต่งตั้ง รวมถึงสภานิติบัญญัติที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง เพราะสมาชิกสภาแต่งตั้งจะไม่มี
ปฏิสัมพันธ์กับราษฎรเลย รัฐบาลแต่งตั้งแม้จะได้คนดี มีจริยธรรม คนชั้นสูง การศึกษาดี
มีฐานะ ไม่มีประวัติด่างพร้อย แต่ก็ไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้สัมผัสกับตน
ไม่อาจจะสนองตอบต่อความต้องการของตน เป็นเพียงการต่อยอดของระบบราชการที่มีอยู่
เท่านั้นเอง

ในสมัยก่อนจะมีการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อนระบบคมนาคมจะมีเครือข่าย
เชื่อมโยงชนบทกับเมืองเข้าด้วยกัน ก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
อย่างทุกวันนี้ คนชนบทยังมีรายได้ในระดับต่ำ ไม่มีข้อมูลข่าวสาร ไม่เคยมีประสบการณ์
เปรียบเทียบระหว่างการเมือง 2 ระบบว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ราวๆ 10 ปีที่
ผ่านมานี้ เขาสามารถเปรียบเทียบได้ชัดเจนว่า 2 ระบอบการปกครองนั้นมีความแตกต่าง
กัน จึงมีคำพูดว่า "ประชาธิปไตยที่กินได้"

ส่วนคนในเมืองจะไม่มีความรู้สึก เพราะระบอบการปกครองใดตนก็มีอภิสิทธิ์ มีเส้นสาย
มีสื่อมวลชนที่อยู่ใกล้ชิดอยู่แล้ว บริการของผู้แทนราษฎรไม่มีความหมาย เพราะตนก็
ไม่จำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว การเป็นผู้แทนราษฎรในต่างจังหวัด จึงมีภาระหน้าที่อันหนัก
หน่วง รวมทั้งต้องใช้เงินทองในการทำหน้าที่บริการประชาชนคนลงคะแนนเสียงมาก
กว่าผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมากมาย

การที่คนในต่างจังหวัดเกิดการเปลี่ยนแปลง มีความรู้ความสามารถในการกลั่นกรอง
วิเคราะห์ แยกแยะได้ ไม่ได้ ยากจนข้นแค้น ไร้การศึกษา โง่ อย่างที่คนในเมืองคิด
จึงทำให้พฤติกรรมในการลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองต่างกัน

การเลือกตั้งทั่วไปกี่ครั้งในระยะหลังมานี้ ผลการเลือกตั้งโดยส่วนรวมจึงเหมือนเดิม
จะแบ่งเขต พวงเล็ก พวงใหญ่ หรือรวมเขต จะเลือกตั้งก่อนปฏิวัติรัฐประหาร หรือ
หลังการปฏิวัติรัฐประหาร ผลจึงออกมาใกล้เคียงกัน เพราะพรรคใหญ่ 2 พรรคระดับ
ชาติมีทัศนคติ บุคลากรและวิธีคิด วิธีทำงานต่างกัน

ตราบใดที่ความต่างนี้ยังดำรงอยู่ ผลก็จะออกมาเหมือนเดิม ไม่ใช่การซื้อเสียงหรือ
การใช้เงินของใครมากกว่ากัน

ส่วนวุฒิสภาหรือสภาสูงที่หวังว่าประชาชนจะใช้สิทธิต่างกับการเลือกตั้งสภาผู้แทน
ก็เป็นความหวังที่หวังมากเกินไป เพราะจังหวัดต่างๆ พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค
ก็ย่อมมีกลไกในการจัดตั้งและการหาคะแนนนิยมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากใช้จังหวัดเป็น
เขตเลือกตั้ง รวมทั้งความคาดหวังของผู้เลือกตั้งต่อสมาชิกวุฒิสภาแตกต่างกัน คน
ที่มีชื่อเสียงดี เป็นที่เชื่อถือของคนในจังหวัดนั้นๆ จึงมีโอกาสได้รับการเลือกตั้ง ไม่
เหมือนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรค ไม่ใช่เลือกบุคคล

การมีวุฒิสภาที่ประกอบด้วยบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งจึงไม่น่าจะเสียหายอะไร เมื่อ
มีการเลือกตั้งซ้ำๆ ไปหลายรอบประชาชนก็จะเรียนรู้ไปเอง ส่วนสมาชิกวุฒิสภาที่มา
จากการแต่งตั้ง แม้จะได้คนดีมีความรู้ แต่ก็อธิบายได้ยากว่าทำไมจึงต้องแต่งตั้งมา
โดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชนเลย


การปฏิรูปการเมืองในกรอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ก็ต้องเป็นการปกครองระบอบรัฐสภา เมื่อถึงคราวเลือกตั้งคนในเมืองกับคนนอกเมืองก็ต้อง
เท่าเทียมกัน จะไปให้คนในเมือง 1 เสียงเท่ากับคนนอกเมือง 2 หรือ 3 เสียงไม่ได้ คงไม่มี
ใครกล้าคิดทำ จะให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนกับสภาทั้ง 2 สภา
ก็ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน จึงไม่อาจจะทำอะไรได้มากนักในหลักใหญ่ๆ ยกเว้นราย
ละเอียดย่อยๆ เท่านั้นเอง

การปฏิรูปการเมืองที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเสนอ จึงเป็นเพียงวาทะกรรมเท่านั้นเอง

(ที่มา:มติชนรายวัน 28 พ.ย.2556)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1385636584&grpid=01&catid=&subcatid=

เพื่อนๆ  ว่าเกมนี้  จะจบแบบไหน ?
เมื่อม็อบ  ต้องการ..สภาประชาชน  ...และการปฏิรูป  เท่านั้น
ใครจะจัดให้  .... กองทัพ ?  จะช่วยไหม  เพราะมันต้อง  ล้มรัฐธรรมนูญ ...
หรือแก้ รัฐธรรมนูญ   ยุบสภา  นายกฯลาออก  ไม่ใช่เป้าหมาย  .....จะต่อไปแบบไหน   หัวเราะ

สาวแว่น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่