1. รีบสมัครเข้าเป็นสมาชิก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เพราะเมื่อเราหักเงินสะสมเข้ากองทุนฯ 3-15 % ของเงินเดือน กรทสรรพากรให้เรานำยอดเงินในส่วนนี้ไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้มากถึง 300,000 บาทต่อปี นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้วเรายังได้รับเงินจากนายจ้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะนายจ้างมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯให้เราอีก 3–15 % ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดยที่เราไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี เรียกว่าได้กำไรสองต่อเลยทีเดียว
2. แบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF: Retirement Mutual Fund) พอสิ้นปีกรมสรรพากรก็ให้เรานำเงินที่ลงทุนใน RMF มาใช้คำนวณหักลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน RMF ในปีนั้นๆ โดยมีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นหากจะลงทุนใน RMF เพื่อประโยชน์ทางภาษีก็ต้องไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ด้วย
3. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนหุ้นระยะยาว” กรมสรรพากรอนุญาตเราซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF:Long Term Equity Fund) ที่มี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เป็นผู้บริหาร เมื่อสิ้นปีก็สามารถนำมาใช้คำนวณหักลดภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน LTF แต่มีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี เหมือนกับการลงทุนใน RMF
4. ต้องเป็น “ลูกกตัญญู” หากใครมี บิดา-มารดา ที่ไม่มีเงินได้และมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กรมสรรพากรให้เราใช้สิทธิในการเลี้ยงดู บิดา-มารดา มาคำนวณลดหย่อนภาษีได้ท่านละ 30,000 บาท สรุปแล้วเมื่อนำสิทธิการเลี้ยง บิดาและมารดา มารวมกันเราสมารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อปี แต่ทั้งนี้ บิดา-มารดา จะต้องออกหนังสือรับรองด้วยว่าเราเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู และในหนึ่งครอบครัวหากมีลูกหลายคนกรมสรรพากรให้สิทธิลูกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่นำสิทธิการลดหย่อนภาษีนี้ไปใช้ได้ หากมีลูกหลายคนจะใช้สิทธิซ้ำซ้อนกันไม่ได้
5. รีบสละโสดทันทีที่มีโอกาส บรรดาสาวๆ หรือหนุ่มๆ ทั้งหลาย เมื่อเลือกเฟ้นคู่ชีวิตที่ถูกใจได้แล้ว ต้องรีบแต่งงานจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีคู่สมรสได้ 30,000 บาท และถ้ามีบุตรหรือบุตรบุญธรรมก็จะสามารถนำมาคำนวณหักลดหย่อนภาษีได้อีก 15,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 3 คน และบุตรต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี เท่านั้น
6. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาเก็บออมไว้ใน “กรมธรรม์ประกันชีวิต” แบบมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิเรานำเบี้ยประกันชีวิตมาคำนวณลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายเงินซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาทปี
7. ออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ โดยการทำ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ที่ไม่มีเงินคืนระหว่างทาง ทั้งนี้กรมสรรพากรให้เราซื้อได้ไม่เกินจำนวน 200,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อนำมารวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และ เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
8. เป็นคนไทยต้อง “ใจบุญ” บริจาคเงินทำบุญบ้าง โดยหลังจากบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว เราสามารถนำใบเสร็จมาคำนวณหักลดหย่อนภาษี ได้เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 10 % ของรายได้
วิธีลดหย่อนภาษี ที่ มนุษย์เงินเดือน ต้องรู้
2. แบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF: Retirement Mutual Fund) พอสิ้นปีกรมสรรพากรก็ให้เรานำเงินที่ลงทุนใน RMF มาใช้คำนวณหักลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน RMF ในปีนั้นๆ โดยมีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นหากจะลงทุนใน RMF เพื่อประโยชน์ทางภาษีก็ต้องไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ด้วย
3. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาลงทุนใน “กองทุนหุ้นระยะยาว” กรมสรรพากรอนุญาตเราซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF:Long Term Equity Fund) ที่มี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เป็นผู้บริหาร เมื่อสิ้นปีก็สามารถนำมาใช้คำนวณหักลดภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายไปในการลงทุนใน LTF แต่มีข้อแม้ว่าจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี เหมือนกับการลงทุนใน RMF
4. ต้องเป็น “ลูกกตัญญู” หากใครมี บิดา-มารดา ที่ไม่มีเงินได้และมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กรมสรรพากรให้เราใช้สิทธิในการเลี้ยงดู บิดา-มารดา มาคำนวณลดหย่อนภาษีได้ท่านละ 30,000 บาท สรุปแล้วเมื่อนำสิทธิการเลี้ยง บิดาและมารดา มารวมกันเราสมารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อปี แต่ทั้งนี้ บิดา-มารดา จะต้องออกหนังสือรับรองด้วยว่าเราเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู และในหนึ่งครอบครัวหากมีลูกหลายคนกรมสรรพากรให้สิทธิลูกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่นำสิทธิการลดหย่อนภาษีนี้ไปใช้ได้ หากมีลูกหลายคนจะใช้สิทธิซ้ำซ้อนกันไม่ได้
5. รีบสละโสดทันทีที่มีโอกาส บรรดาสาวๆ หรือหนุ่มๆ ทั้งหลาย เมื่อเลือกเฟ้นคู่ชีวิตที่ถูกใจได้แล้ว ต้องรีบแต่งงานจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีคู่สมรสได้ 30,000 บาท และถ้ามีบุตรหรือบุตรบุญธรรมก็จะสามารถนำมาคำนวณหักลดหย่อนภาษีได้อีก 15,000 บาทต่อคน แต่ไม่เกิน 3 คน และบุตรต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี เท่านั้น
6. นำรายได้ส่วนหนึ่งมาเก็บออมไว้ใน “กรมธรรม์ประกันชีวิต” แบบมีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น เท่านี้กรมสรรพากรก็ให้สิทธิเรานำเบี้ยประกันชีวิตมาคำนวณลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายเงินซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาทปี
7. ออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ โดยการทำ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ที่ไม่มีเงินคืนระหว่างทาง ทั้งนี้กรมสรรพากรให้เราซื้อได้ไม่เกินจำนวน 200,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15 % ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อนำมารวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และ เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
8. เป็นคนไทยต้อง “ใจบุญ” บริจาคเงินทำบุญบ้าง โดยหลังจากบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว เราสามารถนำใบเสร็จมาคำนวณหักลดหย่อนภาษี ได้เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 10 % ของรายได้