เศรษฐกิจติดหล่ม 'ปัจจัยเสี่ยง' สังคมไทย

credit : thanonline.com
------

      แม้รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเปลี่ยนท่าทีถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยภายหลังจากดึงดันออกร่างดังกล่าว  ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหา โดยเฉพาะไตรมาส 4 ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการก้าวเข้าสู่เป้าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ที่ 4% ทั้งภาครัฐและเอกชนฉายภาพเศรษฐกิจปี 2556 และปี 2557 ไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนแอและอยู่บนความเสี่ยงทั้ง การเมืองภายใน  ภาพรวมของเศรษฐกิจโลก  แนวโน้มความผันผวนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าออกและอัตราแลกเปลี่ยน

      สำหรับสิ้นปี 2556นี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยืนยันว่า การใช้จ่ายเงินของภาครัฐที่เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ทั้งงบประจำและงบลงทุน คาดว่าไตรมาสแรกต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมโดยจะมีเม็ดเงินช่วงท้ายปีเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 7.5 แสนล้านบาท( เป็นงบเหลื่อมปีที่ยังเบิกจ่ายไม่ทัน 1.46 แสนล้านบาทและงบประมาณปี 2557 อีก 5-6 แสนล้านบาทต่อไตรมาสจากจำนวน 2.525 ล้านล้านบาท)

+++การเมืองเพิ่มความเสี่ยง

      "ฐานเศรษฐกิจ"รวบรวมเสียงสะท้อนของนักวิชาการ  นักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานรัฐ-เอกชน ส่วนใหญ่ฉายภาพเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง  เช่น "ศุภวุฒิ สายเชื้อ" กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด ระบุว่า ต้องมีคู่มือเผชิญความเสี่ยงในปีหน้า โดยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปัจจัยการเมือง และ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวทำให้การคำนวณราคาสินทรัพย์ปรับลดลงจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ซึ่งปีนี้จะเป็นของจริงที่นักลงทุนต่างชาติต้องการรู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มีท่าทีอย่างไร

      "ส่วนตัวมองธปท.มีโอกาสน้อยมากที่จะปรับลดดอกเบี้ยขณะที่โลกกำลังปรับขึ้นทั้งระบบ เป็นลมต้านเศรษฐกิจไทยอยู่  นอกจากกรณีสหรัฐฯจะถอนมาตรการคิวอีโดยยังมีปัญหาซับไพรส์ไซต์ ความเชื่อมั่น รวมถึงการขาดดุลและการใช้จ่ายเกินตัว  ดังนั้นจากนี้ไปไม่รู้ว่าความผันผวนจะกระทบค่าเงินหรืออัตราดอกเบี้ยไทยมากน้อยแค่ไหนจึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง  ส่วนการเติบโตของจีดีพีปีนี้ปรับลดเหลือ 3.5%และจะต้องปรับลงอีก ดังนั้นปีหน้ามองจีดีพีเติบโตได้ 5% และการส่งออกจะโต8%"

      ด้าน"ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ผู้ว่าการธปท.ยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่มีการออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของประชาชนจำนวนมากนั้นถ้ามองในแง่บวกถือเป็นการสะท้อนเชิงคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเห็นสิ่งไม่ถูกต้องก็สามารถแสดงออกมา  ซึ่งการแสดงออกที่น่าสนในครั้งนี้ตรงที่คนเคยสนับสนุนรัฐบาลออกมาแสดงออกในเชิงไม่เห็นด้วย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลลดลง แม้จะมีการถอนร่างกฎหมายแต่สถานการณ์คงยังไม่จบ เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำลายความไว้วางใจของประชาชน เช่น นโยบายรับจำนำข้าว ที่เสียงส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องทำลายประเทศ ดังนั้นต้องแก้ไขหรือจัดการสิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน  ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงขึ้นย่อมมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องของความเชื่อมั่นผู้บริโภค นักลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยว  ในแง่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3-4% ยังถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบหลายประเทศทั่วโลก  ทั้งนี้ ธปท.จึงต้องเตรียมเครื่องมือความพร้อมไว้รองรับเพื่อมิให้เกิดปัญหา

      ส่วน"จันทวรรณ สุจริตกุล" ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท.ยืนยันว่า ธปท.ต้องเพิ่มความระมัดระวังจะเข้าดูแลการซื้อขายในตลาดเงินอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงเร็วจนกระทบผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเงินบาทที่อ่อนค่าเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีเกินคาดทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ทุกสกุลเงินประเทศคู่ค้ารวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าตาม  จึงอยากเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ

+++เศรษฐกิจฟื้นแต่ไม่ฟู

      ขณะที่ "รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส" ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาคฝ่ายนโยบายการเงินธปท.ระบุ ปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องเผชิญและตั้งรับให้ดีคือ  การปรับนโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มตึงตัวจากการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี)ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งการเคลื่อนไหวเข้าออกของเงินทุนมหาศาลจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศนั้นๆจะพึ่งพาสภาพคล่องเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯแค่ไหน แต่เชื่อว่าไทยมีการบริหารจัดการที่ดีและมีเงินสำรองเพียงพอ แต่หากการดำเนินนโยบายทางการเงินเพียงอย่างเดียวจะเป็นการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะตราบเท่าที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอนโยบายการเงินยังคงผ่อนคลายและต้องพร้อมสนับสนุนการเติบโตตามปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนโยบายการคลังมีส่วนสำคัญที่จะช่วยการเติบโตด้วย

      "เศรษฐกิจปีหน้าฟื้นแต่ไม่ฟู เพราะยังไม่มีพระเอกมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  แม้ภาคส่งออกจะฟื้นจากอานิสงส์เศรษฐกิจโลก แต่อย่าลืมว่าสหรัฐฯยังมีอัตราว่างงานสูง 7% ฉุดการบริโภคไม่กลับมาเต็มที่ ภาคการคลังจึงเป็นตัวสนับสนุนโดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐถ้าผ่านพ้นปัญหาและเร่งใช้จ่ายจะเป็นตัวจัมพ์สตาร์ตหนุนเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น"

      อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกไทยปีนี้ว่า ถ้าส่งออกเติบโตที่ 1% จะทำให้มีมูลค่ารวม 231.578ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากเป้าทั้งปีที่เคยตั้งไว้ 7-7.5%ถัดไปปีหน้ามั่นใจว่าการส่งออกจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 5.9%เนื่องจากเศรษฐกิจของตลาดส่งออกไทยหลายประเทศขยายตัวดี

      นอกจากนี้ "อุสรา วิไลพิชญ์" นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด(มหาชน)(บมจ.) และ  "สุทธาภา อมรวิวัฒน์" หัวหน้าและผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บมจ.ไทยพาณิชย์ก็เห็นตรงกันว่า ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนจากคิวอีทำให้มีความเสี่ยงต่อต้นทุนการกู้ยืมจะปรับตัวสูงขึ้นซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัว บริหารแหล่งเงินทุนกู้ยืมอีกทั้งยังส่งผลต่อการโยกย้ายเงินฝากไปลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องในระบบตึงตัว

+++Positionไทยถดถอยไม่มีปัจจัย "เบรก"

      ด้าน"สกนธ์ วรัญญูวัฒนา" อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า ตอนนี้ รัฐบาลไม่มีข่าวดี ซึ่งเป็นผลพวงจากที่ไม่ได้ทำอะไรจริงจังในเรื่องเศรษฐกิจ ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยรัฐบาลไม่บริหารจัดการหรือไม่แก้ไขดัชนีทางเศรษฐกิจเป็นรายSector ดังนั้นประมาณการเม็ดเงิน 7.5 แสนล้านบาท ที่จะมีผลทำให้จีดีพีขยับย่อมเป็นไปได้ อย่างเก่งปีนี้ทั้งปีโตแค่ 3.5% ก็บุญแล้ว เพราะตัวเลขเม็ดเงิน ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกระตุ้นท้ายปีนี้ด้วยการใช้งบประมาณปี 2557 นั้น ในทางปฏิบัติเพิ่งเริ่มต้นปีรัฐบาลยังไม่มีอะไรจะลงทุน ยิ่งตอนนี้มีปัจจัยม็อบเข้ามายิ่งต้องรอติดตามผลที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะ 1-2 สัปดาห์จากนี้เป็นต้นไป ยิ่งถ้าวุฒิสมาชิกส่งคืนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมกลับสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ประเทศไทยก็จะถูกแช่แข็งอย่างน้อยอีก 6 เดือน ซึ่งรัฐบาลจะวุ่นวายอยู่กับการแก้ไขกฎหมายกลับมาอีก

      "ผมมองเป็นเรื่องเศร้าที่ซ้ำเติมประชาชนและประเทศชาติ ขณะที่ประเทศอื่นกำลังรุดไปข้างหน้าแต่เมืองไทยจะเสียโอกาสไปอีกครึ่งปี และ Positionไทยที่ถดถอยในหลายด้านยังไม่มีอะไรมาเป็นปัจจัยเบรก โดยเฉพาะภาคการเมืองไม่เป็นผู้นำในการส่งสัญญาณหรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวและน่าห่วง"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,896  วันที่  14 - 16  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2556

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่