คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
"ภายใต้อุ้งมือมาร" มาร ไหนครับ ผมขอแชร์ข้อมูลนะครับ ประเทศไทยได้ออกสัมปทานปิโตรเลียม ในบริเวณดังกล่าวไป ตั้งแต่ปี 2511 แล้วครับ มีหลายบริษัทให้ความสนใจเข้ามาลงทุนสำรวจ แต่ต่อมา ประเทศกัมพูชาได้อ้างสิทธิทางทะเลบ้าง บริเวณดังกลาวจึงกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้น กลุ่มบริษัทที่ได้สิทธิในการสำรวจฯ หาปิโตรเลียม จึงไม่สามารถเข้าไปทำการสำรวจได้ ต่อมา กัมพูชาได้ออกสัมปทานบ้าง(ให้สิทธิสำรวจภายใต้ ระบบแบ่งปันผลผลิต) ทำให้มีบริษัททางฝ่ายนั้น ได้สัมปทานไปด้วยเช่นกัน แต่ถึงขณะนี้ บริษัทของทั้งสองฝ่ายที่ได้รับสัมปทานไป ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ไปทำการสำรวจได้ เนื่องจากติดปัญหาเป็นพื้นที่ทับซ้อน ต้องทำความตกลงกันก่อนระหว่าง 2 ประเทศ ถึงจะเริ่มสำรวจได้ครับ (การลงทุนสำรวจ ก็ไม่แน่ว่าจะพบปิโตรเลียม มีความเสี่ยงอยู่มาก).....ถ้าทั้งสองประเทศตกลงกันได้ พัฒนาร่วมกัน โดยจัดตั้งองค์กรพัฒนาร่วม เข้าไปบริหารจัดการ ก็จะเจรจาเลือกใช้ระบบที่จะแบ่งผลประโยชน์ ระหว่าง บริษัทต่างๆ ที่ทั้งสองประเทศได้ ออกสัมปทานไปแล้ว กับ องค์การร่วมฯ (การเจรจาต่างๆ ในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ น่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีข้าราชการทำหน้าที่อยู่แล้ว) ผลประโยชน์ที่ได้ ก็จะแบ่งกัน ระหว่าง บริษัทผู้รับสัมปทานซึ่งเป็นผู้ลงทุน กับ องค์กรร่วมไทย-กัมพูชา และ ในส่วนของการใช้ทรัพยากร ว่าใครจะได้ใช้นั้น อาจต้องแบ่งกันใช้เป็นเข้าไทยครึ่งหนึ่ง เข้ากัมพูชาครึ่งหนึ่ง...ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ คือ ได้ส่วนแบ่งรายได้จาก องค์กรร่วมไทย-กัมพูชา และ ได้ใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อนำมาพัฒนาประเทศครับ...สำหรับผู้ที่สงสัยว่า มันเกี่ยวกันอย่างไร ระหว่างพื้นที่บนบกและในทะเล ตอบว่าไม่เกี่ยวกันครับ ตามลิงค์นี้ http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/236280
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายว่า การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เขตแดนทางบกกับเขตแดนทางทะเล เรามีลักษณะพิเศษคือ ข้อตกลงทางบกฉบับหนึ่งและมีข้อตกลงทางทะเลอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าเขตแดนทางบกจะถูกปรับปรุงก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล พลางอธิบายเรื่องเขตแดนทางทะเลของไทยว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา เขตแดนทางทะเลถือหลักสองประการคือ หนึ่งทฤษฎีเปิด หรือกฎเสรีภาพทางทะเล ผู้คิดเป็นนักกฎหมายสหรัฐฯเนื้อหาบอกว่า ทะเลน่าจะเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ แม้จะมีคนเห็นด้วย แต่ประเทศที่เป็นเกาะอย่างอังกฤษเดือดร้อน เพราะเห็นว่าตัวเองมีความปลอดภัยต่ำ จึงให้นักกฎหมายของตนเขียนทฤษฎีทะเลปิดขึ้นใหม่ เนื้อหาบอกว่า รัฐควรสามารถที่จะเป็นเจ้าของสิทธิทะเลในส่วนที่ตัวเองดูแล จึงเกิดเป็น 2 ทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ แล้วเกิดประเพณีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่า รัฐชายฝั่งมีสิทธิประกาศเขตทางทะเลของตนเองไป 3 ไมล์ทะเล นอกเหนือไปจากนั้นเป็นทะเลหลวง คือพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันของเรือแพต่างๆ การใช้ทะเลสมัยก่อน ใช้เพื่อการสงคราม เรื่องสินค้า การประมงบ้างก็ยังเล็กน้อย หลักการนี้ใช้มาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือปี ค.ศ.1958 เกิดสหประชาชาติแล้ว จึงได้เกิดการประชุม สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเลขึ้น ที่กรุงเจนีวา การประชุมครั้งนี้ ไทยได้รับเกียรติสูงมาก เพราะกรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ ผู้แทนของไทย ได้รับเชิญให้เป็นประธานในที่ประชุม “ตอนนั้นเราโดดเด่นในวงการระหว่างประเทศมาก ด้วยบุคลิก นิสัย ความสามารถ และชั้นเชิงนักการทูต เป็นที่ยอมรับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ สองประเทศนี้ก็ไม่มีใครคัดค้าน” การประชุมคราวนั้นนานถึง 8 เดือน หลังการประชุมได้อนุสัญญากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ 4 ฉบับ คือ
1.อนุสัญญาว่าด้วยทะเล อาณาเขต และเขตต่อเนื่อง
2.อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง
3.อนุสัญญาว่าด้วยการประมง และการอนุรักษ์สิ่งที่มีชีวิตในทะเลหลวง
4.อนุสัญญาว่าด้วย ไหล่ทวีป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้การจะแข่งเขตแดนทางทะเลนั้นมีข้อตกลงตั้งหลายประการ ทั้งระดับการหารือ ทั้งระดับสนธิสัญญา และระดับอนุสัญญา ต่างๆ ดังนี้
- การประชุมหารืออาเซียนว่าด้วยประเด็นทางทะเล
(ASEAN Maritime Forum - AMF)
- สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia - TAC)
- ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้
(Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea - DOC)
- อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
กองอาเซียน กรมอาเซียน
http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/asean-media-center-20121218-094916-956965.pdf
- ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในอาเซียน น.อ.วชิรพร วงศ์นครสว่าง ผอ.กวมศ.ฝวก.ยศ.ทร. http://www.navy.mi.th/navedu/acd/story-vichakarn/sea-asian.pdf
- ข้อมูลจากบริษัทประเมินความเป็นไปได้ที่จะสำรวจแหล่งพลังงานปิโตรเลียม (น่าจะชัดเจนที่สุดละ) http://www.gregcroft.com/thailand.ivnu
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายว่า การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น เขตแดนทางบกกับเขตแดนทางทะเล เรามีลักษณะพิเศษคือ ข้อตกลงทางบกฉบับหนึ่งและมีข้อตกลงทางทะเลอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าเขตแดนทางบกจะถูกปรับปรุงก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนทางทะเล พลางอธิบายเรื่องเขตแดนทางทะเลของไทยว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา เขตแดนทางทะเลถือหลักสองประการคือ หนึ่งทฤษฎีเปิด หรือกฎเสรีภาพทางทะเล ผู้คิดเป็นนักกฎหมายสหรัฐฯเนื้อหาบอกว่า ทะเลน่าจะเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ แม้จะมีคนเห็นด้วย แต่ประเทศที่เป็นเกาะอย่างอังกฤษเดือดร้อน เพราะเห็นว่าตัวเองมีความปลอดภัยต่ำ จึงให้นักกฎหมายของตนเขียนทฤษฎีทะเลปิดขึ้นใหม่ เนื้อหาบอกว่า รัฐควรสามารถที่จะเป็นเจ้าของสิทธิทะเลในส่วนที่ตัวเองดูแล จึงเกิดเป็น 2 ทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ แล้วเกิดประเพณีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่า รัฐชายฝั่งมีสิทธิประกาศเขตทางทะเลของตนเองไป 3 ไมล์ทะเล นอกเหนือไปจากนั้นเป็นทะเลหลวง คือพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันของเรือแพต่างๆ การใช้ทะเลสมัยก่อน ใช้เพื่อการสงคราม เรื่องสินค้า การประมงบ้างก็ยังเล็กน้อย หลักการนี้ใช้มาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือปี ค.ศ.1958 เกิดสหประชาชาติแล้ว จึงได้เกิดการประชุม สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเลขึ้น ที่กรุงเจนีวา การประชุมครั้งนี้ ไทยได้รับเกียรติสูงมาก เพราะกรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ ผู้แทนของไทย ได้รับเชิญให้เป็นประธานในที่ประชุม “ตอนนั้นเราโดดเด่นในวงการระหว่างประเทศมาก ด้วยบุคลิก นิสัย ความสามารถ และชั้นเชิงนักการทูต เป็นที่ยอมรับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ สองประเทศนี้ก็ไม่มีใครคัดค้าน” การประชุมคราวนั้นนานถึง 8 เดือน หลังการประชุมได้อนุสัญญากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ 4 ฉบับ คือ
1.อนุสัญญาว่าด้วยทะเล อาณาเขต และเขตต่อเนื่อง
2.อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง
3.อนุสัญญาว่าด้วยการประมง และการอนุรักษ์สิ่งที่มีชีวิตในทะเลหลวง
4.อนุสัญญาว่าด้วย ไหล่ทวีป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้การจะแข่งเขตแดนทางทะเลนั้นมีข้อตกลงตั้งหลายประการ ทั้งระดับการหารือ ทั้งระดับสนธิสัญญา และระดับอนุสัญญา ต่างๆ ดังนี้
- การประชุมหารืออาเซียนว่าด้วยประเด็นทางทะเล
(ASEAN Maritime Forum - AMF)
- สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia - TAC)
- ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้
(Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea - DOC)
- อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
กองอาเซียน กรมอาเซียน
http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/asean-media-center-20121218-094916-956965.pdf
- ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในอาเซียน น.อ.วชิรพร วงศ์นครสว่าง ผอ.กวมศ.ฝวก.ยศ.ทร. http://www.navy.mi.th/navedu/acd/story-vichakarn/sea-asian.pdf
- ข้อมูลจากบริษัทประเมินความเป็นไปได้ที่จะสำรวจแหล่งพลังงานปิโตรเลียม (น่าจะชัดเจนที่สุดละ) http://www.gregcroft.com/thailand.ivnu
immarch ถูกใจ, เอชัย ถูกใจ, หัวสะท้อนแสง ถูกใจ, JoeMai ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 844993 ถูกใจ, [k]atalan ถูกใจ, ไซโคลน ถูกใจ, น้าพร ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1042239 ถูกใจ, นูเบ ถูกใจรวมถึงอีก 8 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7
สาระสำคัญของการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา190นี้คือ
การปลดล๊อคให้ไปเจรจากับต่างประเทศได้ก่อนหลังจากนั้นจึงมาขอความเห็นชอบจากสภา
หากสภาไม่เห็นชอบก็ถือว่าที่ตกลงไว้เป็นอันต้องไปเจรจาใหม่หรือคว่ำไป ซึ่งต่างจากปัจจุบัน
ที่ต้องขอกรอบข้อตกลงจากสภาก่อนจึงจะไปเจรจาได้ซึ่งมีผลทำให้อีกฝ่ายรู้ถึงจุดประสงค์ของเรา
และอาจมีผลทำให้เราเสียเปรียบหรือต่อรองอะไรลำบาก
สรุปคือ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายประชาชนก็จะได้รู้อยู่ดีว่าใครไปเจรจาอะไรไว้ยังไง
แต่แก้แล้วจะดีกว่าตรงที่คู่เจรจาของเราจะไม่รู้กรอบของเราล่วงหน้าก่อน
ซึ่งตรงนี้เราได้มากกว่าเสีย แต่ถ้าไปงุบงิบอะไรไว้นกหวีดมีก็เป่าซะก็เท่านั้น
การปลดล๊อคให้ไปเจรจากับต่างประเทศได้ก่อนหลังจากนั้นจึงมาขอความเห็นชอบจากสภา
หากสภาไม่เห็นชอบก็ถือว่าที่ตกลงไว้เป็นอันต้องไปเจรจาใหม่หรือคว่ำไป ซึ่งต่างจากปัจจุบัน
ที่ต้องขอกรอบข้อตกลงจากสภาก่อนจึงจะไปเจรจาได้ซึ่งมีผลทำให้อีกฝ่ายรู้ถึงจุดประสงค์ของเรา
และอาจมีผลทำให้เราเสียเปรียบหรือต่อรองอะไรลำบาก
สรุปคือ ไม่ว่ายังไงสุดท้ายประชาชนก็จะได้รู้อยู่ดีว่าใครไปเจรจาอะไรไว้ยังไง
แต่แก้แล้วจะดีกว่าตรงที่คู่เจรจาของเราจะไม่รู้กรอบของเราล่วงหน้าก่อน
ซึ่งตรงนี้เราได้มากกว่าเสีย แต่ถ้าไปงุบงิบอะไรไว้นกหวีดมีก็เป่าซะก็เท่านั้น
เดียวดายในสายหมอก ถูกใจ, JoeMai ถูกใจ, [k]atalan ถูกใจ, โมน้อยกุ๊บกิ๊บ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1042239 ถูกใจ, ค้างคาวเฒ่า ถูกใจ, น้าลีโอ ถูกใจ, gg1234k ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 969295 ถูกใจ, Disorder ถูกใจรวมถึงอีก 7 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 2
ไปกินแกง.เลียง กับ.ฮุนเซ๊น..เงียบ....นี่แหละ พรรค.คนดี....ของชาว.กทม...
เปลือกหอยสีเขียว ถูกใจ, ร้อยเมตรหมื่นไมล์ในใจเรา ถูกใจ, JoeMai ขำกลิ้ง, kekzo ถูกใจ, Kross_ISC ขำกลิ้ง, จิ้งจกน่าหยอก ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.190 มีผลอะไรกับการสัมปทานในอ่าวไทยหรือไม่?
คำถามคือ จากข้อความดังกล่าวข้างต้น ถ้าแก้แล้วมีผลเสียอย่างไรต่อสัมปทานในอ่าวไทยอย่างไร
เลือก Tag น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม เพราะเห็นว่าเกี่ยวกับน้ำมันครับ