สืบเนื่องจากการแชร์ต่อๆ กันใน Facebook เกี่ยวกับเหตุผลในการยกระดับขับไล่รัฐบาล ผมก็ขอแชร์ต่อโดยถือว่าสถานะ "Shared with: Public" ของหัวข้อต่างๆ ใน Facebook Feed เป็นการยอมรับการอนุญาตให้แชร์ต่อ
ลิงค์:
https://www.facebook.com/threedow.sukhum/posts/10153421294890167
ผมเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญ ยาวหน่อย แต่เพราะเห็นว่ามันสำคัญ ต่อเนื่องจากที่แชร์ๆ กัน (อ่านแชร์ลิงค์ก่อนนะคับ)
ถ้ายังไม่เสียบก็ยังไม่ต้องอาบัตปาราชิก เพราะยังไม่ครบองค์แห่งปาราชิก เป็นแต่เพียงต้องอาบัตสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรม จึงจะพ้นจากอาบัตได้ พระวินัยว่าไว้อย่างนั้น... อยู่ที่ชาวบ้านว่าจะให้โอกาสกลับตัวหรือไม่ แต่สังคมไทยก็ตัดสินไปแล้วว่าผิด
ผมไม่ใช่พระนะคับ แต่เคยเป็นตามมาตรฐานชายไทย
บางคนบอกว่า "บางอย่างอยู่ที่เจตนา ถึงยังไม่ได้เสียบ แต่เจตนาที่จะเสียบ ก็ผิดตั้งแต่เจตนาแล้ว" ฟังรื่นหูแต่ไม่ถูกต้อง เพราะมันแค่ถือว่าด่างพร้อย แต่ไม่ถึงกับขาดจากพระ "ถ้ายึดตามพระวินัย" กรณีนี้เป็นสังฆาทิเสสและเป็นโลกวัชชะ ต้องอยู่กรรม (วิธีออกจากอาบัติ) และอยู่ที่ชาวบ้านตัดสิน
สิ่งนี้เองที่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะเล่าต่อ...
"เจตนา" เป็นเครื่องตัดสินในทางธรรมะ ส่วนในทางพระวินัยใช้องค์ประกอบแห่ง "พฤติกรรม(s)" เป็นเครื่องตัดสิน เพราะฉะนั้น แม้พระอรหันต์ก็อาจทำผิดพระวินัยได้ (และก็เคยมี) แต่มันไม่มีผลทำให้คุณธรรมของพระอรหันมัวหมองลง ประเด็นของผมก็คือ มันมีมิติของความผิด เราจึงจำเป็นต้องจับคู่สิ่งที่จะใช้ในการวินิจฉัยความผิดนั้นๆ ให้ถูกคู่ เพราะมันจะง่ายกว่าในการหาข้อยุติ
--กรณีนิทานที่แชร์ๆ กัน พระพุทธเจ้าก็จะตำหนิอย่างรุนแรง และลงโทษไปตามเกณฑ์แห่งพระวินัยที่วางไว้ ภิกษุนั้นก็ยังคงได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า... ได้โอกาสเป็นพระต่อ แต่จะได้เป็นพระอรหันต์หรือเปล่านั้นอีกเรื่อง
ที่ผมว่าประเด็นนี้สำคัญ เพราะผมอยากจะเลยออกไปจากนี้อีกนิดหน่อยเพื่อสะท้อนบางอย่างคือ
ชาวบ้าน... หรือในที่นี้ก็คือสังคมไทยมักมีความคิดสำเร็จรูป เช่น พระต้องเป็นตัวแทนของความดี (ซึ่งก็ควรจะเป็น) รวมๆ เลยกลายเป็นว่าพระต้องเป็นคนดี (โดยอัตโนมัติเมื่อได้ชื่อว่าพระ) เราเลยละเลยความเป็นจริงที่ว่า พระคือคนที่ออกบวชเพื่ออยากเป็นคนดี ส่วนจะเป็นได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง (เกณฑ์ของความเป็นพระ กับเกณฑ์ของความเป็นพระที่ดีจึงคนละเกณฑ์กัน) การละเลยสิ่งนี้ทำให้สังคมไทย โยนผู้ชาย และหลังๆ คือผู้ชายที่สังคมขัดเกลาไม่ไหว ไปใส่ผ้าเหลืองเพื่อจะให้เป็นคนดี หนักกว่านั้นคือการหวังจะได้เกาะชายผ้าเหลืองของคนดีนั้นขึ้นสรรค์... (แต่นี่ก็อีกเรื่องนึง) ทำให้ชายไทยในผ้าเหลืองเป็นชนอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเขาเหล่านั้นกระทำการใดๆ ที่เลยกรอบจากคำว่า "พระที่ดี" ก็จะถูกประนามและอัปเปหิทุกๆ กรณี โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกรอบของ "กติกา/วินัย" ที่ว่าไว้ซะเท่าไร
บ่อยครั้งที่สังคมไทยทำเพียงแค่ปัดสวะให้พ้นตัว และซุกขยะไว้ใต้พรมในบ้านตนเอง....
(มีประเด็นเล็กๆ ตรงนี้หน่อยหนึ่งคือ นั่นเป็นการปกป้องศาสนา เป็นการทำโทษคนผิด หรือเป็นเพราะโมโหและผิดหวังที่ผ้าเหลืองนั้นไม่อาจใช้เกาะขึ้นสรรค์ได้กันแน่ก็ไม่ทราบ --อันนี้ประชดนิดๆ)
ที่ว่ามานี่ผมอยากชี้ให้ลองมองว่า ความคิดสำเร็จรูปหรือรวบยอดเกินไป ทำให้เราละเลยกลไกลหลายอย่าง และพยายามข้ามวิวัฒนาการบางสิ่งไป ธรรมะกับวินัยคู่กัน แต่ความผิดทางธรรมะ กับความผิดทางวินัย ใช้เครื่องมือวินิจฉัยต่างกัน
... ผมเห็นว่าการวินิจฉัยความผิดของผู้อื่นและทำโทษ ไม่ควรใช้มิติทางธรรมะ แต่ควรใช้มิติทางวินัย เพราะมันมีข้อยุติชัดเจน อีกทั้งคนที่ทำความผิดก็มีโอกาสรับโทษและปรับตัวตามกติกาที่วางไว้ ไม่ใช่ตามอารมและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน (ซึ่งในทางปฏิบัติใช้ "พยานหลักฐาน" ระบุข้อเท็จจริง --Fact เนื่องจากมันผ่านขั้นตอนของความจริง --Truth ไปแล้ว)
ผมว่าแบบนี้เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้ เอาใจใส่ ตรวจสอบ ให้โอกาส และวิวัฒนาการไปข้างหน้าร่วมกัน เหตุเพราะเราไม่รวบยอดว่า "ผ้าเหลืองจะพาเราขึ้นสรรค์" เหตุเพราะเราไม่มีสูตรสำเร็จว่า "พระต้องเป็นคนดี พระไม่ดีต้องอัปเปหิออกจากวัด วัดจะได้เหลือแต่พระที่ดี เราจะได้อยู่อย่างสงบสุข"
ความรู้สึกสบายใจและเบาใจที่ได้รู้สึกว่ามีพระที่ดีดูแลวัดและศาสนา (แทนเรา) ที่ผ่านมามันคือความละเลยที่จะเอาใจใส่และช่วยกันตรวจสอบของสังคมไทย ทำให้วัดเป็นอย่างที่วัดเป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำให้พระเป็นอย่างพระที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้สังคมไทยเป็นอย่างสังคมไทยทุกวันนี้ แล้วจะกล่าวหาหรือชี้ชัดไปที่ใครได้ เพราะนี่มันก็คือผลงานชิ้นโบแดงของทุกคน
ลองให้โอกาสสังคมไทยได้ฝึกเป็นคน "ดีมากหน่อย เลวน้อยหน่อย" กันก่อนไหมคับ ผมว่าชาติมันไม่สิ้นไปไหนหรอกคับ เพราะมันคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ก็เห็นแต่คนจีนหรือคนต่างชาติที่มีกำลังทางเศรษฐกิจเท่านั้นล่ะที่ถือครองที่ดินผืนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนไทยที่ไทยจริงๆ ก็เพียงแต่ถือครองแผ่นดินเก่าของบรรพบุรุษและหดลงเรื่อยๆ มองในแง่นี้เราสิ้นแผ่นดินไปแล้วคับ และเราจะยังคงติดหล่มเดิมๆ ของความคิดสำเร็จรูปเดิมๆ ได้อยู่อีกหรือ
ปล. ผมก็ค้าน พรบ. สุดซอย แต่ไม่ถึงกับไล่รัฐบาลนี้
ระบอบ "สำเร็จรูปาธิปไตย"
ลิงค์: https://www.facebook.com/threedow.sukhum/posts/10153421294890167
ผมเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญ ยาวหน่อย แต่เพราะเห็นว่ามันสำคัญ ต่อเนื่องจากที่แชร์ๆ กัน (อ่านแชร์ลิงค์ก่อนนะคับ)
ถ้ายังไม่เสียบก็ยังไม่ต้องอาบัตปาราชิก เพราะยังไม่ครบองค์แห่งปาราชิก เป็นแต่เพียงต้องอาบัตสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรม จึงจะพ้นจากอาบัตได้ พระวินัยว่าไว้อย่างนั้น... อยู่ที่ชาวบ้านว่าจะให้โอกาสกลับตัวหรือไม่ แต่สังคมไทยก็ตัดสินไปแล้วว่าผิด
ผมไม่ใช่พระนะคับ แต่เคยเป็นตามมาตรฐานชายไทย
บางคนบอกว่า "บางอย่างอยู่ที่เจตนา ถึงยังไม่ได้เสียบ แต่เจตนาที่จะเสียบ ก็ผิดตั้งแต่เจตนาแล้ว" ฟังรื่นหูแต่ไม่ถูกต้อง เพราะมันแค่ถือว่าด่างพร้อย แต่ไม่ถึงกับขาดจากพระ "ถ้ายึดตามพระวินัย" กรณีนี้เป็นสังฆาทิเสสและเป็นโลกวัชชะ ต้องอยู่กรรม (วิธีออกจากอาบัติ) และอยู่ที่ชาวบ้านตัดสิน
สิ่งนี้เองที่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะเล่าต่อ...
"เจตนา" เป็นเครื่องตัดสินในทางธรรมะ ส่วนในทางพระวินัยใช้องค์ประกอบแห่ง "พฤติกรรม(s)" เป็นเครื่องตัดสิน เพราะฉะนั้น แม้พระอรหันต์ก็อาจทำผิดพระวินัยได้ (และก็เคยมี) แต่มันไม่มีผลทำให้คุณธรรมของพระอรหันมัวหมองลง ประเด็นของผมก็คือ มันมีมิติของความผิด เราจึงจำเป็นต้องจับคู่สิ่งที่จะใช้ในการวินิจฉัยความผิดนั้นๆ ให้ถูกคู่ เพราะมันจะง่ายกว่าในการหาข้อยุติ
--กรณีนิทานที่แชร์ๆ กัน พระพุทธเจ้าก็จะตำหนิอย่างรุนแรง และลงโทษไปตามเกณฑ์แห่งพระวินัยที่วางไว้ ภิกษุนั้นก็ยังคงได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า... ได้โอกาสเป็นพระต่อ แต่จะได้เป็นพระอรหันต์หรือเปล่านั้นอีกเรื่อง
ที่ผมว่าประเด็นนี้สำคัญ เพราะผมอยากจะเลยออกไปจากนี้อีกนิดหน่อยเพื่อสะท้อนบางอย่างคือ
ชาวบ้าน... หรือในที่นี้ก็คือสังคมไทยมักมีความคิดสำเร็จรูป เช่น พระต้องเป็นตัวแทนของความดี (ซึ่งก็ควรจะเป็น) รวมๆ เลยกลายเป็นว่าพระต้องเป็นคนดี (โดยอัตโนมัติเมื่อได้ชื่อว่าพระ) เราเลยละเลยความเป็นจริงที่ว่า พระคือคนที่ออกบวชเพื่ออยากเป็นคนดี ส่วนจะเป็นได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง (เกณฑ์ของความเป็นพระ กับเกณฑ์ของความเป็นพระที่ดีจึงคนละเกณฑ์กัน) การละเลยสิ่งนี้ทำให้สังคมไทย โยนผู้ชาย และหลังๆ คือผู้ชายที่สังคมขัดเกลาไม่ไหว ไปใส่ผ้าเหลืองเพื่อจะให้เป็นคนดี หนักกว่านั้นคือการหวังจะได้เกาะชายผ้าเหลืองของคนดีนั้นขึ้นสรรค์... (แต่นี่ก็อีกเรื่องนึง) ทำให้ชายไทยในผ้าเหลืองเป็นชนอีกกลุ่มหนึ่ง และเมื่อเขาเหล่านั้นกระทำการใดๆ ที่เลยกรอบจากคำว่า "พระที่ดี" ก็จะถูกประนามและอัปเปหิทุกๆ กรณี โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกรอบของ "กติกา/วินัย" ที่ว่าไว้ซะเท่าไร
บ่อยครั้งที่สังคมไทยทำเพียงแค่ปัดสวะให้พ้นตัว และซุกขยะไว้ใต้พรมในบ้านตนเอง....
(มีประเด็นเล็กๆ ตรงนี้หน่อยหนึ่งคือ นั่นเป็นการปกป้องศาสนา เป็นการทำโทษคนผิด หรือเป็นเพราะโมโหและผิดหวังที่ผ้าเหลืองนั้นไม่อาจใช้เกาะขึ้นสรรค์ได้กันแน่ก็ไม่ทราบ --อันนี้ประชดนิดๆ)
ที่ว่ามานี่ผมอยากชี้ให้ลองมองว่า ความคิดสำเร็จรูปหรือรวบยอดเกินไป ทำให้เราละเลยกลไกลหลายอย่าง และพยายามข้ามวิวัฒนาการบางสิ่งไป ธรรมะกับวินัยคู่กัน แต่ความผิดทางธรรมะ กับความผิดทางวินัย ใช้เครื่องมือวินิจฉัยต่างกัน
... ผมเห็นว่าการวินิจฉัยความผิดของผู้อื่นและทำโทษ ไม่ควรใช้มิติทางธรรมะ แต่ควรใช้มิติทางวินัย เพราะมันมีข้อยุติชัดเจน อีกทั้งคนที่ทำความผิดก็มีโอกาสรับโทษและปรับตัวตามกติกาที่วางไว้ ไม่ใช่ตามอารมและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน (ซึ่งในทางปฏิบัติใช้ "พยานหลักฐาน" ระบุข้อเท็จจริง --Fact เนื่องจากมันผ่านขั้นตอนของความจริง --Truth ไปแล้ว)
ผมว่าแบบนี้เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้ เอาใจใส่ ตรวจสอบ ให้โอกาส และวิวัฒนาการไปข้างหน้าร่วมกัน เหตุเพราะเราไม่รวบยอดว่า "ผ้าเหลืองจะพาเราขึ้นสรรค์" เหตุเพราะเราไม่มีสูตรสำเร็จว่า "พระต้องเป็นคนดี พระไม่ดีต้องอัปเปหิออกจากวัด วัดจะได้เหลือแต่พระที่ดี เราจะได้อยู่อย่างสงบสุข" ความรู้สึกสบายใจและเบาใจที่ได้รู้สึกว่ามีพระที่ดีดูแลวัดและศาสนา (แทนเรา) ที่ผ่านมามันคือความละเลยที่จะเอาใจใส่และช่วยกันตรวจสอบของสังคมไทย ทำให้วัดเป็นอย่างที่วัดเป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำให้พระเป็นอย่างพระที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้สังคมไทยเป็นอย่างสังคมไทยทุกวันนี้ แล้วจะกล่าวหาหรือชี้ชัดไปที่ใครได้ เพราะนี่มันก็คือผลงานชิ้นโบแดงของทุกคน
ลองให้โอกาสสังคมไทยได้ฝึกเป็นคน "ดีมากหน่อย เลวน้อยหน่อย" กันก่อนไหมคับ ผมว่าชาติมันไม่สิ้นไปไหนหรอกคับ เพราะมันคนละเรื่องกัน ทุกวันนี้ก็เห็นแต่คนจีนหรือคนต่างชาติที่มีกำลังทางเศรษฐกิจเท่านั้นล่ะที่ถือครองที่ดินผืนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนไทยที่ไทยจริงๆ ก็เพียงแต่ถือครองแผ่นดินเก่าของบรรพบุรุษและหดลงเรื่อยๆ มองในแง่นี้เราสิ้นแผ่นดินไปแล้วคับ และเราจะยังคงติดหล่มเดิมๆ ของความคิดสำเร็จรูปเดิมๆ ได้อยู่อีกหรือ
ปล. ผมก็ค้าน พรบ. สุดซอย แต่ไม่ถึงกับไล่รัฐบาลนี้