ซินเจียง กับความไม่ตั้งใจ - ปฐมบท

ซินเจียงถ้าเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงนึกไม่ออกจริงๆว่ามันเป็นยังไง
รู้แต่ว่าอยู่ในเมืองจีน อยู่ส่วนไหนของประเทศจีน ถ้าถามยังอาจงงได้
กับการเดินทางไปซินเจียง บอกได้เลยว่าแทบไม่อยู่ในหัวผมเลยครับ

กับการเดินทางไปซินเจียงครั้งนี้ ถ้าไม่ผิดแผนผมคงไม่ได้ไปแน่นอน
เรื่องบางเรื่องมันอาจจะอยู่กับโชคชะตา หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่เรามองไม่เห็น
อย่างครั้งนี้ก็เหมือนกัน แผนเบื้องต้นผมตั้งใจไปทิเบต เพราะเห็นรูปจากพี่เบียร์
และเป็นความฝันของผมเองตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากไปทิเบต อาจจะเพราะดูหนังจีนมากไปหรือเปล่าไม่รู้นะ
อยากไปเห็นลามะ อยากไปเห็นว่าที่สูงๆมันเป็นยังไง
แต่จนแล้วจนรอด ผมไม่สามารถเข้าทิเบตได้ เนื่องมาจากปัญหาการเมืองภายใน
ทำให้ทิเบตมีข้อกำหนดมากมายออกมา จนสุดท้ายต้องปิดประเทศไป ในช่วงที่ผมกำลังจะเดินทางพอดี

ถึงตอนนั้น ทำยังไงดี ตั๋วเครื่องบินไปจีนพร้อมแล้ว ทุกอย่างเดินหน้าแล้ว
ถอยหลังไม่ได้ ปรึกษาพี่เบียร์ พี่เบียร์มีจองทัวร์ที่ซินเจียงไว้แต่ไปไม่ได้แล้ว
ไม่รอช้า หน้ามึน เสียบทริปนี้แทน โดยที่ไม่รู้เลยซินเจียงมีอะไรบ้าง ทุกอย่างในชีวิตผมทิ้งไว้กับเอเจนซีทั้งหมดครับ

การเดินทางวันแรกเริ่มต้นจากการบินไทย เดินทางไปเฉิงตู ทุกอย่างปกติเรียบร้อย
ปัญหามาเกิดตรงต่อเครื่องไป อูรูมูฉี เครื่องต้องออกตอน 5 โมงเย็น
ณ เวลา 3 โมงกว่าแล้ว ไฟล์ที่ต้องเดินทางตอนบ่ายโมง ยังไม่ได้ขึ้นเครื่องเลย
แววไม่ดีเริ่มมาแล้ว ถามเจ้าหน้าที่มันก็บอกให้รอก่อน คุยกันก็ไม่รู้เรื่อง พูดภาษาจีนอย่างเดียวเลย
ไฟล์พวกบ่ายโมง เริ่มมีการแจกอาหารให้กินก่อนแล้วครับ
ลองเช็คดูก็เหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่ Flight จะดีเลย์ แต่เอาเข้าจริงๆท้ายสุดกว่าจะได้ขึ้นบินก็เกือบ 4 ทุ่มละครับ
วันแรกหมดไปโดยไม่ได้ถ่ายรูปเลย ต้องขอบคุณภรรยาที่ไปด้วยกันในทุกที่ครับ
แม้ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ไปด้วยกันตลอด


ตอนผมไปเป็นช่วงที่คนอิสลามถือศีลอดกันพอดีด้วย
และคนส่วนใหญ่ที่ซินเจียง เป็นคนอิสลามครับ
ลงเครื่องเสร็จ เอเจนซีมารับ และบอกว่ารู้แล้วว่าเครื่องดีเลย์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับเราไม่ปกติหะ รอเครื่องอย่างเดียว 6-7 ชั่วโมง
ตอนแรกคิดว่าจะได้แสงเย็นตอนขาเครื่องบินลง กว่าจะถึงอูรูมูฉี มืดพอดีครับ
ก็ตรงเข้าโรงแรมกันเลย แปลกที่รถไม่เปิดแอร์ แต่เปิดกระจกแทน
ดมฝุ่นและท่อไอเสียกันไปหะ ถึงโรงแรม เข้าไปโรงแรมดูไฮโซใช้ได้
แต่ไมน้ำไหลเหมือนเยี่ยวแมวเลยครับ
กว่าจะอาบน้ำเสร็จ เหนือยกันไป นอนดีกว่าเจอกันอีกทีพรุ่งนี้เช้า 7 โมง
เพราะต้องนั่งรถประมาณ 7-8 ชั่วโมงไป ทะลสาปไซหลี่มู่
1 วันกับการเดินทางจาก กรุงเทพ สู่ อูรูมูฉี

เริ่มเช้าวันใหม่ มาพระอาทิตย์ขึ้นแต่ตี 3 กว่าๆ
เช้าแล้ว ไม่มีไรทำเพราะนัดไว้ 7 โมง ถ่ายรูปจากที่โรงแรมเล่นดีกว่า
รูปด้านล่างก็ถ่ายจากหน้าโรงแรมครับ



อาหารเช้าก็ปกติทั่วไป แต่จะออกแนวแขกๆสักหน่อยครับ
ถ้าใครกินยาก อาจจะไม่ชอบ ส่วนผมไม่มีปัญหาเรื่องนี้ครับ



จากนั้นก็ออกเดินทางกันต่อกับโฉมหน้าไกด์ของผมครับ
แกชื่อ โมฮัมหมัด อาลี ชื่อเหมือนนักมวยละครับ
หุ่นแกก็ใกล้เคียงกัน ปกติเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ช่วงหยุดก็จะมาเป็นไกด์ครับ

ทริปนี้เป็นทริปแรกของเขาครับ และก็เป็นทริปแรกของผมในการไปจีนครับ
ได้คุยกับเขาทำให้รู้อะไรหลายๆอย่างของซินเจียงเลยครับ



จริงๆซินเจียงเป็นมณฑลที่ใหญ่มากนะครับ กินพื้นที่ 1 ใน 6 ของประเทศจีนเลยทีเดียว
แถมทรัพยากรธรรมชาติเยอะมาก ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ
และเป็นสถานที่ที่ภูมิประเทศหลากหลายมาก ทั้ง น้ำตก ทะเลทราย ภูเขา ทุ่งหญ้า
แม้จะมีทรัพยากรมากมาย แต่คนซินเจียงกลับไม่มีสิทธิ์ใช้ เนื่องจากราคาที่สูงมาก
และท่อถูกต่อตรงไปยังตัวเมืองหลายๆเมืองในจีนครับ
อีกอย่างที่จะเห็นเยอะคือกังหัน เนื่องจากในซินเจียง ลมแรง และพื้นที่โล่งมาก
ดังนั้นจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังลมขนาดใหญ่ เช่นกัน คนซินเจียงไม่มีสิทธิ์ได้ใช้



คนซินเจียงเลยต้องหาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากธรรมชาติอย่างอื่นและง่ายที่สุดคือ ดวงอาทิตย์
แทบทุกบ้านจะมีแผงโซล่าเซลล์ ทุกบ้าน เนื่องจากกลางวันในช่วงหน้าร้อนยาวนานมากครับ
พระอาทิตย์ขึ้น ตี 3 ตกเกือบ 4 ทุ่ม ไฟฟ้าที่เหลือก็จะเก็บไว้ใช้ในตอนหน้าหนาวด้วยครับ
นั่งรถไปทะเลสาปไซหลี่หมู่ ภาพที่ได้ก็จะได้จากการถ่ายบนรถ
ซึ่งภูมิประเทศของซินเจียงก็จะเป็นภูเขา สลับ ทุ่งหญ้าไปครับ


แสงลงบ้างไม่ลงบ้างก็ว่ากันไปหะ ตื่นมาก็ดูวิวบ้าง
สักพักก็หลับบ้างครับ  เส้นทางที่ผมเดินทางไปถ้าไปสุดเลยก็จะไปที่ชายแดนคาซัคสถานครับ
ภูมิประเทศแบบนี้เห็นได้ตลอดทางครับ



สิ่งที่แปลกใจอีกอย่างคือ อูฐ เพราะผมเข้าใจว่าจะเจอได้ตามทะเลทรายเท่านั้น
แต่ซินเจียงมีอูฐเยอะแยะอยู่ทั่วไปครับ พอๆกับแกะ หรือ ม้าเลยครับ


เพราะผมเข้าใจว่าซินเจียงมีแต่ม้า มาตลอดครับ
อาจเพราะหนังจีน หรือ หนังสือเรื่องสามก๊ก ที่พูดถึงดินแดนซินเจียงทีไร
ก็จะพูดถึงนักรบบนหลังม้า ทั้งม้าเฉียว ม้าเท้ง ซึ่งชาวซินเจียงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
คนซินเจียงแท้ๆต้องขี่ม้าเป็นกันเลยก็ว่าได้ เรียกว่าเกิดมากันบนหลังม้าเลยครับ
และมันก็เป็นพาหนะสำคัญสำหรับคนที่นี่เลยครับ
ชาวซินเจียงก็จะขี่ม้า และ ต้อนแกะและแพะ ไปด้วย
เป็นเรื่องที่เห็นเป็นปกติเลย สำหรับที่นี่ครับ



ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิงที่ดูแลแกะครับ
เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะเข้าเมืองไปหางานทำครับ
และส่วนใหญ่งานหนักทั้งหลายก็จะเป็นของผู้หญิง
สุดท้ายแล้วผู้ชายส่วนใหญ่บนโลกก็ยังเอาเปรียบผู้หญิงอยู่ดีครับ


อีกสิ่งที่จะเห็นได้ทั่วไป คือกระโจมครับ กระโจมก็จะมีหลายแบบ
ทั้งแบบของ คาซัค แบบของมองโกล และอื่นๆอีก ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราไป คนพวกไหนอยู่เยอะกว่าก็จะเป็นกระโจมแบบนั้นครับ
ซึ่งที่ต่างกันก็จะเป็นวัสดุ กับ รูปทรงครับ



ถึงเวลาฟ้ามืดก็ขี่ม้ากลับกระโจมกันครับ



อีกเรื่องที่เกี่ยวกับคนซินเจียงที่ผมได้รับรู้มา เขาเองก็ไม่ค่อยชอบคนจีนแผ่นดินใหญ่เท่าไหร่
ผมว่าเป็นทุกที่สำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในจีน เนื่องจากสิทธิและการปฎิบัติเป็นเหมือนพลเมืองชั้น 2 ครับ
แม้แต่ passport ยังไม่สามารถจะมีได้ ยกเว้นมีเงินจริงๆครับ
แต่สำหรับคนจีนแผ่นดินใหญ่ ชนพื้นเมืองเหล่านี้กลับถูกมองว่าน่ากลัว ไม่ควรไปคุยด้วย
ผมได้รับฟังเรื่องเหล่านี้จากญาติผมที่เป็นคนจีน ที่พูดถึงชนพื้นเมืองเหล่านี้
ต่างคนต่างมองในมุมของตัวเองครับ จะดีกว่าไหมถ้าไม่มีการแบ่งแยก
จะดีกว่าไหมถ้าเราจะไปไหนได้โดยไม่มี visa หรือกำแพงอื่นๆขวางกั้น
เพราะจริงๆแล้วเราก็เป็นคนเหมือนกันครับ ผมมั่นใจว่าโลกนี้จะดีขึ้นอีกเยอะครับ
สิ่งที่ได้จากการออกเดินทาง ทุกครั้งคือมิตรภาพ แม้จะต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม
แต่น้ำใจที่ให้กัน ไม่ต้องการ 2 สิ่งที่กล่าวมาเลยครับ
ลองออกเดินทางดูครับ อย่าให้สื่อหรือใครมาบอกว่าที่นี่ ที่นั่น อันตราย จนกว่าคุณจะได้ไปครับ
คนดี และ คนไม่ดี มีอยู่คู่กัน เช่นเดียวกับ ขาว และ ดำ หรือ เหรียญที่มี 2 หน้า
อยู่ที่คุณละครับ จะเลือกมองสิ่งไหน และ จะเก็บสิ่งไหนไว้
สำหรับผมเลือกจำช่วงดีๆไว้เสมอครับ ขอบคุณการเดินทางที่ทำให้ผมรู้จักโลก รู้จักตัวเองมากขึ้นครับ
ที่สำคัญมันหล่อหลอมให้ผมมองโลกในมุมใหม่ๆเสมอครับ

สุดท้ายลากับตอนแรกที่ภาพนี้ครับ



เจอกันตอนหน้ากับทะเลสาปไซหลี่มู่ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่