ทอย (14)

กระทู้สนทนา
โฮมจำได้ว่าเมื่อมองมาจากทางด้านนอก ห้องทดลองแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน และตอนนี้เอดิสันก็กำลังพาเขาเดินลดเลี้ยวไปมาผ่านบรรดาสิ่งประดิษฐ์หน้าตาแปลกๆ ทั้งหลายเพื่อเข้าสู่โกดังอีกหลังที่อยู่ด้านใน เขารู้สึกคล้ายกับว่าตนเองได้พลัดหลงเข้ามาภายในเขาวงกตที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดซึ่งหลุดมาจากโลกอนาคตอันมืดมนของมนุษยชาติ รูปร่างของพวกมันบางชิ้น แสงเงาที่พาดผ่านบางส่วนซ้อนทับกันจนเกิดเป็นภาพแปลกๆ กระตุ้นให้สมองของเขาเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
    
โศกาคิด ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขาว่า 'ความหวาดกลัวนั้นมีเหตุผล สมองของสิ่งมีชีวิตมีส่วนที่สามารถจดจำเรื่องราวเก่าแก่ที่นับย้อนกลับไปในอดีตเมื่อแสนนาน มันเป็นมรดกที่ถูกส่งทอดสืบต่อกันมาเพื่อความอยู่รอด มันทำให้สิ่งมีชีวิตตอบสนองต่อบางสิ่งในแบบที่แม้แต่เจ้าของสมองก้อนนั้นเองก็อาจไม่รู้ตัว อย่างเช่นเงาของนกอินทรีที่บินผ่านมาทำให้เหล่าลูกนกแรกเกิดภายในรังรู้สึกถึงอันตรายได้ในทันที สมองของมนุษย์เองก็สามารถแยกแยะรูปร่างของสิ่งที่อาจจะเป็น งู แมงมุม หรือสัตว์อันตรายอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดได้อย่างรวดเร็ว สร้างเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ดูเหมือนจะไร้เหตุผล แต่ในช่วงเสี้ยววินาทีที่เราถอยหนีนี้เองที่อาจตัดสินถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตายได้'
    
'ฉันน่าจะมีด้ายติดตัวมาด้วยสักม้วน' บรรยากาศพิลึกที่อยู่รอบตัวทำให้เขาหวนนึกถึงตำนานที่เคยฟังตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับผู้กล้าที่บุกเดี่ยวเข้าไปภายในวงกตใต้ดินเพื่อจัดการกับสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์แต่มีหัวเป็นวัว วิธีการที่เขาใช้เพื่อไม่ให้ตนเองต้องหลงติดอยู่ภายในเขาวงกตไปตลอดกาลก็คือการผูกปลายด้านหนึ่งของมัวนเส้นด้ายไว้ที่ทางเข้า เพื่อจะได้ใช้มันนำทางย้อนกลับออกมา
    
'ถ้าชีวิตมีเส้นด้ายนำทางอย่างนั้นบ้างก็คงดี' เพราะชีวิตของเราก็แทบจะไม่ต่างจากเขาวงกตอันซับซ้อนที่ทุกคนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเดินหน้าต่อไป มันเต็มไปด้วยทางแยก สิ่งที่คาดไม่ถึง ความหวาดกลัวจากความไม่รู้ ความตื่นเต้น ความหวัง ความฝัน และอื่นๆ อีกมาก และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีเส้นด้ายที่ว่านั้น 'หรืออาจจะมี' แต่มันคงเป็นเส้นด้ายขนาดจิ๋ว มีสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม หรือไม่มันก็อาจจะเป็นเส้นด้ายล่องหนจนทำให้แทบไม่มีใครมองเห็นก็เป็นได้
    
ตัวอาคารด้านในไม่มีกำแพงแบ่งแยกอย่างชัดเจน แต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่โกดังอีกหลัง บรรยากาศรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทันที สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาของเขาได้อย่างรวดเร็วก็คือภาพเขียนขนาดใหญ่บนกำแพงด้านในสุด มันเป็นรูปท้องทุ่งที่ดูเหมือนศิลปินจะป้ายสีลงไปโดยไม่ได้สนใจกับความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า มันมองดูเลือนลางราวกับถูกปกคลุมไปด้วยหมอก แต่ภาพนี้กลับสามารถจับเอาบรรยากาศของความลึกลับบางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือวงล้อมหินขนาดยักษ์ที่กลมกลืนไปกับทิวเขาทางด้านหลัง
    
วงล้อมหินยังคงเป็นสิ่งลี้ลับที่ไม่มีผู้ใดสามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า พวกมันถูกตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่ โดยเฉพาะวงล้อมหินขนาดยักษ์ที่หินแต่ละก้อนซึ่งนำมาตั้งซ้อนกันนั้นมีน้ำหนักหลายตัน มันเป็นการนำแรงงานจำนวนมากซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตรอดของชุมชม มาหมดไปกับการตัด ลาก ยก หินก้อนใหญ่พวกนี้ให้กลายเป็นวงที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ใดๆ ขึ้นมา
    
บางคนเชื่อว่าวงล้อมหินเหล่านี้เชื่อมโยงกับปรากฎการณ์ต่างๆ บนฟากฟ้า พวกมันเป็นเหมือนกับปฏิทินที่มีน้ำหนักมากที่สุดของมนุษยชาติ บางคนเชื่อว่ามันคือวิหาร เป็นสถานที่เพื่อใช้บูชาบางสิ่ง บางคนเชื่อว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของคนโบราณเพื่อใช้รวบรวมพลังงานจากผืนโลก หรือไม่ก็จากอวกาศเบื้องบน นอกจากนี้ก็ยังมีคำอธิบายต่างๆ อีกมากมาย
    
เขามองไปรอบๆ บนพื้นมีแบบจำลองของวงล้อมหินที่มีรูปแบบ และขนาดต่างๆ ตั้งอยู่ บางอันถูกจำลองมาจากสถานที่จริงในสภาพชำรุดอย่างที่เป็นอยู่ บางอันถูกสร้างขึ้นใหม่ในแบบที่คาดว่าพวกมันเคยเป็นเมื่อสร้างเสร็จในครั้งแรก นอกจากนี้บนกำแพงที่เหลือก็ยังมีแผนที่ แผนภาพสถานที่ตั้ง ตำแหน่งการจัดวางก้อนหิน ทิศทาง และแน่นอนที่จะต้องมีแผนที่ดวงดาว ซึ่งแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวที่สำคัญในช่วงเวลาต่างๆ จากอดีต ซึ่งสัมพันธ์กับการจัดตั้งวงล้อมหิน
    
พื้นที่จัดแสดงนี้มีขนาดเล็กกว่าส่วนที่อยู่ด้านหน้า เพราะถูกแบ่งให้เป็นส่วนพักผ่อน ครัวเล็กๆ และที่นอนสำหรับการทดลองที่อาจจำเป็นต้องค้างคืน
    
“นั่นมีไว้สำหรับอีกอ เขาอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวัน แต่บางครั้งฉันก็จำเป็นต้องนอนค้างที่นี่เหมือนกัน” เอดิสันบอก
    
“ถถูกแล้วครับ” ทั้งคู่ต่างตกใจเมื่อเสียงนี้ดังขึ้นทางด้านหลังอย่างไม่คาดคิด “รรับน้ำชาเพิ่มกันอีกไหมครับ” ในมือของอีกอมีถาดและแก้วชาสองใบที่มีควันขาวลอยกรุ่น
    
“ฉันบอกหลายครั้งแล้วว่า...” เอดิฉันมองดวงตาที่ใสกระจ่างคู่นั้นก่อนถอนใจ ไม่มีทางที่เขาจะทำให้อีกอเข้าใจในเรื่องการย่องไปมาเงียบๆ แบบนี้ได้เลย “...ไม่ล่ะ ขอบใจ” อีกอหันมามองโฮมอย่างคาดหวัง “ผมก็ไม่เอาแล้วเหมือนกัน ขอบคุณ”
    
“...เธอช่วยไปตรวจดูดินระเบิดได้ที่เก็บไว้ข้างนอกอีกครั้งได้ไหม ดูว่าพวกมันยังอยู่ดีในที่เก็บ” โฮมคิดว่าสิ่งที่เอดิสันต้องการจริงๆ อาจเป็นการให้ผู้ช่วยคนนี้ออกไปอยู่ห่างๆ สักพัก “อ้อ อย่าลืมนะว่า ห้าม มีเทียนไขเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด มีแค่หลอดไฟฟ้า และมันต้องอยู่หลังเส้นสีแดงตลอดเวลา”
    
“คครับ คุณเอดิสัน” อีกอนำถาดไปวางไว้ในส่วนที่เป็นครัว ก่อนเดินหายออกไปในทางวงกต
    
เอดิสันมองดูหลังโค้งๆ นั้นจนมันหายลับตาไป ก่อนหันกลับมาพร้อมกับผายมือไปรอบๆ “วงล้อมหินพวกนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันให้ความสนใจ นอกจากนี้ก็ยังมีพวกสิ่งประดิษฐ์จากยุคโบราณบ้าง” แม้จะดูเหมือนว่าความสนใจทั้งสองด้านของชายชราผู้นี้แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เมื่อนึกดูให้ดีโฮมกลับพบว่าพวกมันมีบางสิ่งที่เหมือนกันอยู่ พวกมันต่างเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาทั้งสิ้น
    
“ฉันเห็นว่าเมื่อครู่นี้เธอได้ถามถึงใครบางคนในคอมพิวเตอร์” เขาจ้องตาโฮม “เธอเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วทั้ง ซานต้า ครอส และคนเก่าแก่พวกนั้นคือใคร...หรือเป็นอะไรกันแน่”
    
โฮมพยักหน้าช้าๆ แน่นอนที่เขาต้องเคยรู้สึก และต้องมีอีกหลายคนที่สงสัย แต่มันเป็นสิ่งที่ผู้คนได้เรียนรู้มาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก เป็นสิ่งที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเรื่องที่จะไม่มีใครพูดถึงไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะอาหารภายในครอบครัว ในที่ทำงาน หรือสถานการณ์ใดๆ บางทีอาจจะมีบ้างถ้าหากว่ามีเครื่องดื่มรสขม กับอาการใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำ และแทบจะเดินเป็นเส้นตรงไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย “คนพวกนี้เป็นใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ ใช่มนุษย์อย่างพวกเราหรือเปล่า” ซึ่งสุดท้ายแล้วก็มักจะถูกลืมเลือนไปพร้อมกับอาการปวดศีรษะปางตายในตอนสายของวันรุ่งขึ้น
    
“ฉันเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน และยังไม่พบคำตอบที่ต้องการ” เอดิสันเงียบไป และโฮมเห็นการตัดสินใจบนใบหน้าที่ยับย่นของเขา “...เธออยากจะลองฟังคำพูดเลอะเลือนของคนแก่คนนี้สักหน่อยไหม”
    
“ยินดีครับ” เขาคิดว่าความอึดอัดของเอดิสันนั้นอาจเกิดจากความต้องการที่จะพูดเรื่องนี้กับใครบางคนมานานแล้วก็เป็นได้
    
เอดิสันเดินไปหยุดยืนที่หน้าตู้ซึ่งมีหนังสือเก่าๆ เรียงรายอยู่เต็มก่อนหันกลับมา
    
“ฉันสงสัยเสมอมาว่าคนเก่าแก่ที่บรรพบุรุษของพวกเราเรียกต่อๆ กันมานั้นเป็นอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็น ผีดูดเลือด มนุษย์หมาป่า โทรล หรือแม้แต่ ซานต้า ครอส แต่ทั้งหมดนี้ต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือ” เขาลังเล “...ความเป็นไปไม่ได้ของพวกเขา”
    
เขายกตัวอย่างถึงความเป็นไปไม่ได้ของผีดูดเลือด “พวกเขามีพลังจิตในการโน้มน้าวจิตใจผู้คน และมีพลังชีวิตที่เข็มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เซลของพวกเขาสามารถซ่อมแซมความเสียหายต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งบางทีอาจเป็นความสามารถที่ได้มาจากสิ่งที่พวกเขาดื่มเข้าไป” ก่อนจะรีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างรวดเร็ว “มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ฉันไม่ได้บอกว่าการกินเลือดมนุษย์สดๆ จะทำให้เกิดความสามารถพวกนี้ขึ้นได้ มันจะต้องมีมากกว่านั้น ระบบย่อยอาหารของพวกเขาต้องมีความพิเศษ เพื่อให้สามารถดูดซึมและนำองค์ประกอบบางอย่างภายในเลือดไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และนั่นอาจเป็นสาเหตุของผลข้างเคียงที่สำคัญอย่างเช่นอาการแพ้แสงอาทิตย์อย่างรุนแรงจนผิวหนังเกิดการลุกไหม้ที่พวกเราคุ้นเคยกันดีก็เป็นได้
    
ในส่วนของมนุษย์หมาป่านั้นอาการของพวกเขามีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับดวงจันทร์อย่างแนบแน่น ซึ่งทำให้เขานึกไปถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาในทันที ซึ่งก็คือปรากฎการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ที่เกิดจากการโคจรของดวงจันทร์เช่นกัน และเมื่อพูดถึงเรื่องของแรงโน้มถ่วงเขาก็เหม่อมองไกลออกไป บางทีอาจไกลออกไปจนถึงอวกาศเบื้องบน หรืออาจจะบอกว่าเป็นเบื้องล่างก็คงไม่ผิด เพราะอวกาศนั้นห้อมล้อมโลกใบนี้เอาไว้ทั้งหมด “เราคำนวณผลกระทบต่างๆ จากแรงโน้มถ่วงได้ ทั้งๆ ที่เราไม่รู้ว่ามันทำอย่างที่มันทำได้อย่างไร มันส่งแรง ส่งผลกระทบถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร” เขายังวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้จนโฮมคิดว่าบางทีเขาอาจจะลืมเรื่องของมนุษย์หมาป่าที่กำลังพูดถึงไปแล้วก็เป็นได้
    
“แรงดึงดูดพวกนั้นอาจส่งผลกับส่วนที่เป็นหมาป่าซึ่งซ่อนอยู่ลึกภายในร่างกายของพวกเขา” เอดิสันลังเล “...หรือบางทีแสงจันทร์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นได้” เขาคิดว่าในเส้นทางแห่งการวิวัฒนาการอันซับซ้อนนั้นอาจมีบางส่วนของสิ่งที่เราเคยเป็นในยุคบรรพกาลตกค้างอยู่ และด้วยการกระตุ้นเหล่านี้เองที่ทำให้พวกมันเปิดเผยตัวตนออกมา
    
โฮมห้ามตัวเองไม่ให้ถามออกไปว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมเราจึงไม่มี มนุษย์เสือ สิงโต หมี สุนัข แมว หรือแม้แต่มนุษย์ค้างคาวจากวิวัฒนาการอันซับซ้อนนี้บ้าง
    
“และสำหรับโทรล” นี่เป็นสิ่งที่โฮมกำลังรอฟังอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัว เอดิสันนิ่งคิด “...โทรลก็คือโทรล” มันทำให้โฮมรู้สึกผิดหวัง “...บางทีมันอาจจะเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตที่ส่งเสียงก่อกวนผู้คนที่ข้ามสะพานก็เป็นได้” เขาพูดต่อซึ่งอาจจะเป็นเพราะได้เห็นใบหน้าที่ผิดหวังของโฮมก็เป็นได้
    
“ซึ่งตามความเห็นของฉันแล้วคนพวกนี้อาจไม่ใช่คนเก่าแก่ที่แท้จริง” แน่นอนที่โฮมต้องแปลกใจกับคำพูดนี้ “พวกเขาแตกต่าง นั่นแน่นอน ฉันไม่อาจเถียง แต่พวกเขาก็ยังใกล้เคียงกับเรา พวกเขามีตัวตนอย่างไม่ต้องสงสัย และถึงแม้หลายคนจะบอกว่าผีดูดเลือดนั้นสามารถมีชีวิตได้อย่างยาวนาน หรือเป็นอมตะอย่างที่เขาพูดกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตของพวกเขามักจะทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้น”
    
โฮมนึกภาพออกในทันที เมื่อมีผีดูดเลือดปรากฎขึ้นในที่ใด ในไม่ช้าก็จะมีฝูงชน คบไฟ และหมุดไม้ เหมือนกับที่เขาได้ฟังจากเรื่องเล่า หรืออ่านพบในหนังสือประวัติศาสตร์ และสงครามผีดูดเลือดที่มีผู้ว่าลินคอน กับเอดิสันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้นก็นับเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่
    
“พวกเขาเป็นเพียงเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างออกไปในความคิดเห็นของฉัน”
    
“ถ้าอย่างนั้นผมก็อยากฟังอยู่เหมือนกันว่าคนเก่าแก่ที่แท้จริงในความคิดเห็นของคุณคืออะไรกันแน่” โฮมไม่แน่ใจว่าเขาลืม หรือจงใจที่จะไม่พูดถึงข้อสงสัยเรื่องอายุของโทรลกันแน่
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่