จีนตะโกนบอกมะกัน : ห้ามเจ๊ง!
เห็นข่าวแล้วก็อดขำไม่ได้ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง “จู กวงเหยา” 朱光耀
(ชื่อเดียวกับอดีตนายกฯ ลี กวน ยู 李光耀 ของสิงคโปร์ เพียงต่างแซ่กัน) ออกมาเตือนสหรัฐว่าอย่าได้ “เบี้ยวหนี้” เป็นอันขาด มิฉะนั้นจีนและทั้งโลก จะต้องเดือดร้อนกันไปทั่ว
ที่ปักกิ่ง ต้องเดือดร้อนเป็นพิเศษ เพราะว่าบังเอิญเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของวอชิงตันเสียด้วย
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ผีเสื้อกระพือปีกกระเทือนเลื่อนลั่นทั่วโลก”
หากแต่เป็นกรณี “ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องบ้านพี่” จริงๆ
หรือไม่ก็อาจจะตรงกับเคยเชื่อว่าถ้าสหรัฐจามดังๆ ประเทศเล็กๆ อื่นๆ ก็จะพลอยติดหวัดไปด้วย
กรณีจีน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Treasury bonds) สหรัฐ เอาไว้เยอะ จนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกนั้น ทำให้เกิดสภาวะของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ระหว่างสองยักษ์ใหญ่อย่างปฏิเสธไม่ได้
แค่มะกันฮัดเช้ย จีนก็ต้องรีบติดต่อหมอให้ช่วยไปดูแลแล้ว เพราะกลัวลูกหนี้จะป่วยหนัก จนมากระทบคนนอนอยู่ข้างๆ
จู กวงเหยา บอกว่า จีนมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อกรณี “หน้าผาการคลัง” ของสหรัฐรอบใหม่ โดยเฉพาะเส้นตายวันที่ 17 ตุลาคม นี้ หากทำเนียบขาวของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไม่สามารถหาทางประนีประนอมผ่านงบประมาณที่ขยายเพดานการสร้างหนี้ของรัฐบาลกลางวอชิงตันได้ สหรัฐก็จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับเจ้าหนี้
กลายเป็นประเทศเบี้ยวหนี้ และไม่ต่างอะไรกับกรณี NPL ที่คนไทยรู้จักกันดีในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง นั้นแล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีน จึงออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่มีเรื่อง shutdown ที่วอชิงตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในอเมริกาช่วยกันหาทางลง จากการเผชิญหน้าที่กำลังจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ทั้งๆ ที่ปักกิ่ง ไม่เคยแสดงท่าทีเป็นห่วงกังวลกับปัญหาของสหรัฐมากเท่านี้...และในอดีต หากสหรัฐเผชิญกับเรื่องร้ายๆ ภายในประเทศ ปักกิ่ง จะออกมาสำทับด้วยซ้ำว่านี่คือปัญหาของระบบทุนนิยม ที่ไม่อาจจะแก้ปัญหาของประเทศชาติได้
คราวนี้ จีนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะหากว่าสหรัฐมีอันต้องกลายเป็นประเทศเบี้ยวหนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จาคอบ ลิว บอกว่า หากสภาคองเกรสอเมริกัน ไม่ลงมติก่อนวันที่ 17 ตุลาคม นี้ เพื่อยกเพดานการสร้างหนี้ รัฐบาลกลางก็จะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นที่ครบกำหนดถึงครึ่งหนึ่ง
บรรยากาศการเมืองที่รัฐสภาอเมริกันยังตึงเครียดถึงวันนี้ วันก่อนประธานสภาผู้แทนราษฎร จอห์น โบห์เนอร์ ประกาศว่า ถ้าหากทำเนียบขาวไม่มีมาตรการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ พรรครีพับลิกัน ก็จะไม่ยกมือให้ผ่านเพดานหนี้ใหม่
รัฐมนตรีช่วย จู กวงเหยา บอกว่า ในโลกวันนี้ สหรัฐกับจีน “แยกกันไม่ได้” และฝ่ายบริหารของสหรัฐ จะต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและน่าเชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นสำหรับพันธบัตรกระทรวงการคลัง (ที่รัฐบาลจีนถืออยู่เยอะ)
และเตือนว่าสหรัฐควรจะเข้าใจบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงกรณีวิกฤติหน้าผาการคลังคล้ายๆ กับเมื่อปี ค.ศ. 2011 ซึ่งก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก แม้ว่าจะตกลงกันได้ระหว่างรัฐสภากับทำเนียบขาวในนาทีสุดท้ายก็ตาม
โอบามา ยังยืนกรานเสียงแข็งว่า จะไม่ยอมเจรจากับ ส.ส. พรรครีพับลิกัน ในสภาล่าง ภายใต้การข่มขู่คุกคามว่าถ้าไม่ยอมลดราวาศอก ก็จะเกิด “ความหายนะทางเศรษฐกิจ”
โอบามา บอกว่า เขาเชื่อว่ามี ส.ส.พรรครีพับลิกัน จำนวนเพียงพอที่จะยกมือให้กับ ส.ส.พรรคเดโมแครต ของเขา เพื่อให้ผ่านร่างงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติ แต่แกนนำของพรรคฝ่ายค้านเพียงเล่นเกมให้เกิดการ “ปิดกิจการชั่วคราว” เพื่อแสดงว่าฝ่ายค้านสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลได้เท่านั้น
ประธานาธิบดีมะกัน จึงประกาศท้าแกนนำฝ่ายค้าน ว่า “ผมขอท้าให้มีการลงมติกันจะจะเลย!”
ไปๆ มาๆ คนจีนอาจจะนอนไม่หลับมากกว่าคนอเมริกัน...ในกรณีนี้ก็ได้!
http://bit.ly/1hyN3TM
จีนตะโกนบอกมะกัน : ห้ามเจ๊ง!
เห็นข่าวแล้วก็อดขำไม่ได้ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง “จู กวงเหยา” 朱光耀
(ชื่อเดียวกับอดีตนายกฯ ลี กวน ยู 李光耀 ของสิงคโปร์ เพียงต่างแซ่กัน) ออกมาเตือนสหรัฐว่าอย่าได้ “เบี้ยวหนี้” เป็นอันขาด มิฉะนั้นจีนและทั้งโลก จะต้องเดือดร้อนกันไปทั่ว
ที่ปักกิ่ง ต้องเดือดร้อนเป็นพิเศษ เพราะว่าบังเอิญเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของวอชิงตันเสียด้วย
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ผีเสื้อกระพือปีกกระเทือนเลื่อนลั่นทั่วโลก”
หากแต่เป็นกรณี “ฝนตกบ้านน้อง ฟ้าร้องบ้านพี่” จริงๆ
หรือไม่ก็อาจจะตรงกับเคยเชื่อว่าถ้าสหรัฐจามดังๆ ประเทศเล็กๆ อื่นๆ ก็จะพลอยติดหวัดไปด้วย
กรณีจีน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Treasury bonds) สหรัฐ เอาไว้เยอะ จนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกนั้น ทำให้เกิดสภาวะของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ระหว่างสองยักษ์ใหญ่อย่างปฏิเสธไม่ได้
แค่มะกันฮัดเช้ย จีนก็ต้องรีบติดต่อหมอให้ช่วยไปดูแลแล้ว เพราะกลัวลูกหนี้จะป่วยหนัก จนมากระทบคนนอนอยู่ข้างๆ
จู กวงเหยา บอกว่า จีนมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อกรณี “หน้าผาการคลัง” ของสหรัฐรอบใหม่ โดยเฉพาะเส้นตายวันที่ 17 ตุลาคม นี้ หากทำเนียบขาวของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไม่สามารถหาทางประนีประนอมผ่านงบประมาณที่ขยายเพดานการสร้างหนี้ของรัฐบาลกลางวอชิงตันได้ สหรัฐก็จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นให้กับเจ้าหนี้
กลายเป็นประเทศเบี้ยวหนี้ และไม่ต่างอะไรกับกรณี NPL ที่คนไทยรู้จักกันดีในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง นั้นแล
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีน จึงออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่มีเรื่อง shutdown ที่วอชิงตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในอเมริกาช่วยกันหาทางลง จากการเผชิญหน้าที่กำลังจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ทั้งๆ ที่ปักกิ่ง ไม่เคยแสดงท่าทีเป็นห่วงกังวลกับปัญหาของสหรัฐมากเท่านี้...และในอดีต หากสหรัฐเผชิญกับเรื่องร้ายๆ ภายในประเทศ ปักกิ่ง จะออกมาสำทับด้วยซ้ำว่านี่คือปัญหาของระบบทุนนิยม ที่ไม่อาจจะแก้ปัญหาของประเทศชาติได้
คราวนี้ จีนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะหากว่าสหรัฐมีอันต้องกลายเป็นประเทศเบี้ยวหนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ก็ต้องเดือดร้อนแน่นอน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จาคอบ ลิว บอกว่า หากสภาคองเกรสอเมริกัน ไม่ลงมติก่อนวันที่ 17 ตุลาคม นี้ เพื่อยกเพดานการสร้างหนี้ รัฐบาลกลางก็จะไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นที่ครบกำหนดถึงครึ่งหนึ่ง
บรรยากาศการเมืองที่รัฐสภาอเมริกันยังตึงเครียดถึงวันนี้ วันก่อนประธานสภาผู้แทนราษฎร จอห์น โบห์เนอร์ ประกาศว่า ถ้าหากทำเนียบขาวไม่มีมาตรการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ พรรครีพับลิกัน ก็จะไม่ยกมือให้ผ่านเพดานหนี้ใหม่
รัฐมนตรีช่วย จู กวงเหยา บอกว่า ในโลกวันนี้ สหรัฐกับจีน “แยกกันไม่ได้” และฝ่ายบริหารของสหรัฐ จะต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและน่าเชื่อถือได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นสำหรับพันธบัตรกระทรวงการคลัง (ที่รัฐบาลจีนถืออยู่เยอะ)
และเตือนว่าสหรัฐควรจะเข้าใจบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงกรณีวิกฤติหน้าผาการคลังคล้ายๆ กับเมื่อปี ค.ศ. 2011 ซึ่งก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก แม้ว่าจะตกลงกันได้ระหว่างรัฐสภากับทำเนียบขาวในนาทีสุดท้ายก็ตาม
โอบามา ยังยืนกรานเสียงแข็งว่า จะไม่ยอมเจรจากับ ส.ส. พรรครีพับลิกัน ในสภาล่าง ภายใต้การข่มขู่คุกคามว่าถ้าไม่ยอมลดราวาศอก ก็จะเกิด “ความหายนะทางเศรษฐกิจ”
โอบามา บอกว่า เขาเชื่อว่ามี ส.ส.พรรครีพับลิกัน จำนวนเพียงพอที่จะยกมือให้กับ ส.ส.พรรคเดโมแครต ของเขา เพื่อให้ผ่านร่างงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติ แต่แกนนำของพรรคฝ่ายค้านเพียงเล่นเกมให้เกิดการ “ปิดกิจการชั่วคราว” เพื่อแสดงว่าฝ่ายค้านสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลได้เท่านั้น
ประธานาธิบดีมะกัน จึงประกาศท้าแกนนำฝ่ายค้าน ว่า “ผมขอท้าให้มีการลงมติกันจะจะเลย!”
ไปๆ มาๆ คนจีนอาจจะนอนไม่หลับมากกว่าคนอเมริกัน...ในกรณีนี้ก็ได้!
http://bit.ly/1hyN3TM