อากาศภายในห้องทำงานของเฮียย้งเย็นเฉียบ หากชายหนุ่มคนที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงหน้าเฮียย้ง ไม่ได้รู้สึกเย็นยะเยือกตามอากาศ เหงื่อที่ผุดพราวบนใบหน้าฟ้องชัดว่าร้อนเสียด้วยซ้ำ ลูกน้องของเฮียย้งสองคนยืนคุมชายแปลกหน้า ผู้ที่เสนอตัวเองว่าจะ ‘ช่วย’ ทำ ภารกิจให้ลุล่วงด้วยดี ทว่าพอเขาได้เข้าพบเฮียย้งจริงๆ กลับมีสีหน้ากล้าๆ กลัวๆ จนคนที่เป็นเจ้าพ่ออย่างเฮียย้งยังไม่แน่ใจว่าจะยอมให้ช่วยหรือไม่ คนลักษณะเช่นนี้ไม่น่าไว้วางใจ จะแว้งกัดเมื่อไรก็ได้ยามจนตรอก “นึกยังไงถึงอยากช่วย¬”
“คือว่า...ผมเกลียดมันมากๆ ครับ อยาก...ให้มันล่มจมกันทั้งโคตร” เสียงตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะหลบสายตาที่จ้องมองมายังตน เฮียย้งกอดอก พินิจคนที่อยู่ห่างกันเพียงโต๊ะทำงานกั้น อันที่จริงเขาก็ทราบเรื่องบาดหมางระหว่างชายตรงหน้ากับฝ่ายตรงข้ามมาพอควร เนื่องจากมีสายมารายงานอย่างละเอียด เหตุนี้เองที่เฮียย้งส่งคนเข้าไปเป่าหูไอ้หนุ่มคนนี้ ที่ดูๆ ไปแล้วท่าทางจะขี้โอ่ แต่ใจไม่ถึงพอ คนแบบนี้แหละหลอกเป็นเครื่องมือได้ง่ายนัก หากเจ้าพ่อระดับนี้ต้องลองใจง่ายๆ ด้วยคำถาม คำตอบที่ได้รับเหมือนกับที่ได้ยินมา ก็ลองปดดูสิ อย่าหวังว่าจะได้ตายดี!
“ดี...คุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่บอกว่ามันทำอะไรอยู่ที่ไหน แค่นั้น” คนโดนสั่งยังไม่เข้าใจดี ‘ทำอะไร อยู่ที่ไหน’ จะรู้ไปเพื่ออะไร¬ แต่ในขณะที่เฮียย้งยังไม่ไว้ใจให้ทำอะไรใหญ่โต เพราะความที่มองแล้วใจเสาะนั่นเอง
“นี่คือส่วนที่คุณจะได้รับ” ลูกน้องเฮียย้งเข้ามารับธนบัตรใบละพันราว 10 ใบ เพื่อส่งต่อให้คนที่ถลำตัวเข้ามาคลุกคลีกับเรื่องนี้อีกทอดหนึ่ง ชายหนุ่มเห็นธนบัตรตรงหน้ายังไม่กล้ารับ เพราะสิ่งที่เขาต้องทำมันไม่ได้อะไรมากมายจนถึงขั้นได้รับเงินเป็นหมื่นแบบนี้ ความไม่เดียงสาต่อวงการนี้ ทำให้เขาตกหลุมพรางเฮียย้งเข้าอย่างจัง ความจริงหน้าที่การงานที่เขาทำอยู่เงินเดือนก็มากเอาการ หากความ ‘โลภ’ ที่มีอยู่ในสายเลือด ทำให้แววตาแพรวพราวอยู่บ้างเมื่อเห็นธนบัตรใบสีเทา
“ขอบคุณครับ” คนที่รับธนบัตรจากมือของบุรุษในชุดดำยกมือไหว้ ‘เงิน’ ที่เฮียย้งใช้ ‘ซื้อใจ’ ใน ขณะที่รอยยิ้มสว่างบนใบหน้าของเจ้าพ่อ หากเป็นการยิ้มเยาะ หาใช่ต้องการผูกสัมพันธ์กับลูกน้องสมัครเล่นไม่
สำหรับเฮียย้ง ใครรับเงินจากเขาไปง่ายๆ อย่าหวังว่าเขาจะ ‘ง่าย’ เหมือนการให้เงิน เฮียย้งมองชายคนนี้ไม่ผิดแม้แต่นิด คนแบบนี้หนะหรือจะไปต่อกรอะไรกับ ‘ไอ้เด็กเมื่อวานซืน’ คนนั้นได้ แม้แต่คำพูดที่ว่า ‘เกลียด’ ยังไม่น่าใช่ น่าจะเป็นความกลัวมากกว่า สมควรกลัวอยู่ รายนั้นน่ากลัวจริงๆ คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังสัมผัสได้ ‘ก็เหมือนพ่อมันนั่นแหละ เลือดมันข้นกว่าน้ำ!’ หลากหลายครั้งที่ความหวังควรจะเป็นจริง แต่กลับมีตัวขัดขวางชนิดที่คาดไม่ถึง ถ้ากำจัดมันได้ อะไรคงง่าย ทางฝั่งนั้นก็อายุมากเกินพอแล้ว ก็คงพอๆ กับตัวเฮียย้งเอง แต่เฮียย้งสิไม่มีลูกชายไว้คอยช่วย มีแต่ลูกสาวที่หัวอ่อน อวดดีในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ‘ฝ่ายเราได้เลือดแม่มาเต็มๆ ราวกับว่าสายเลือดของเขาเป็นเพียงแค่เซลล์ประกอบ ไม่ใช่เซลล์หลัก’
ไอ้หนุ่มแปลกหน้าออกไปแล้ว แต่คนที่ก้าวเข้าห้องมาหมาดๆ คืออัญญา เข้ามาพร้อมกับถ้วยชา ที่เจ้าตัวบรรจงชงอย่างตั้งใจ
“หนูได้ ชาญี่ปุ่นมาจากเพื่อน หนูเลยชงมาให้พ่อชิมเป็นคนแรกค่ะ” ลูกน้องที่ขนาบข้างทั้งสองออกห้องไปทันที เมื่อทราบว่าพ่อลูกกำลังอยู่ด้วยกัน
“เอ๊...แบบนี้พ่อก็ต้องเป็นหนูทดลองหละสิ” เฮียย้งพลิกอิริยาบถทันทีเมื่อพบกับสายเลือดของตน
“ว้า...ทำไม พ่อคิดแบบนี้ หนูแค่อยากให้พ่อได้ชิมเป็นคนแรก” บุตรสาวทำเสียงรั้นขึ้นจมูก ตามประสาผู้หญิงทั่วไปที่เก็บเอาคำพูดหยอกล้อเล็กๆ มาเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะที่เจ้าพ่อแบบเขาหัวเราะในลำคอ รู้สึกเอ็นดูเนื้อหน่ออันเป็นที่รักยิ่ง
“อื้ม...อร่อยจัง เดี๋ยวออกไปทานอาหารนอกบ้านกันสักมื้อหนึ่งนะ พ่อไม่ได้ทานข้าวกับหนูมานานแล้ว”
“ดีใจจังเลยค่ะ...พ่อไม่เคยมีเวลาว่างให้หนูเลย” เมื่อเจ้าพ่อระดับเฮียย้งโดนลูกอ้อนตัดพ้อของบุตรสาวเข้าหน่อย ใจที่เคยเลือดเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ก็เหมือนจะละลายราวกับโดนแสงแดดสาดกระทบ
“อัญญา...มาหาพ่อหน่อยสิลูก”
อัญญา เดินเข้าไปนั่งคุกเข้าอยู่เคียงข้างผู้เป็นบิดา เฮียย้งลูบหัวบุตรสาวแผ่วเบา เส้นผมนุ่มสลวยราวกับไหมชั้นดี ทำให้เขาต้องสัญญากับตัวเองมาตลอดว่า นี่คือสมบัติอันล้ำค่าของศักดิ์ศรีความเป็นพ่อ
“พ่อรักหนูนะ...” ประโยคสั้นๆ เพียงแค่นั้น อัญญาโอบเอวพ่อ ซบหน้าลงบนตักที่หล่อนคิดว่าอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
สมบัติอันล้ำค่าของความเป็นผู้ชายคือ ‘ลูก’ นั่นคือสายเลือดที่ไม่มีวันจางหาย
ยามอาทิตย์ใกล้อัศดง ท้องฟ้าหม่นครึ้ม หลังจากที่แสงแดดแผดจ้าเกือบทั้งวัน พ่อค้าแม่ขายที่ตั้งโต๊ะริมทางเดิน และตลาดนัดยามเย็นต่างเก็บของกันโกลาหล
“เดี๋ยวฝนลงแล้วโว้ย

ขาดทุนแน่วันนี้!” เสียงพ่อค้าเอะอะพัลวัน หากเพียงไม่ถึงสิบนาที เมฆดำทะมึนกลับลอยผ่านไปตามแรงลม เปิดทางให้แสงทองของดวงตะวันสาดส่องลงสู่พสุธาอีกครั้ง อะไรที่ควรจะเป็น บัดนี้มันตาลปัตรได้ทุกเมื่อ โลกเราปัจจุบันมันวิปริตได้ถึงเพียงนี้!
ในขณะคนที่มองจากตึกสูงราว 10 ชั้นถอนหายใจเหนื่อยหนัก ใบหน้าหมองหม่นไม่ต่างจากก้อนเมฆเมื่อครู่ มือหนึ่งดึงเชือกสลิงบังคับให้ผ้าม่านทั้งสองฝั่งเลื่อนเข้าบรรจบ ปิดกั้นแสงอำไพสดใสจากภายนอก ราวกับว่าต้องการทนทุกข์อยู่กับความมืดตลอดกาล
หญิงสาวล้มตัวนอนแผ่หราบนเตียงกว้าง โดยที่ไม่ต้องการหลับ ฟูกนอนยวบบุ๋มลงไปตามน้ำหนักตัว เหลือเพียงสายตาที่ล่องลอยไร้จุดหมาย อลินเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาวันนี้ แพทย์กำชับนักหนาว่าให้พักผ่อนให้มากๆ หากคนที่หล่อนต้องการการดูแลมากที่สุดกลับหายไปตั้งแต่เช้าตรู่ เลยทำให้วันที่ควรจะเป็นวันพักฟื้น กลับเป็นวันที่หล่อนต้องกระวนกระวายใจซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีวันที่จะชินชาเลย
อลินเคยคิดหลายครั้งว่าหล่อนเป็นคนคิดมากไปเอง หรือว่าเขาเองที่ทำตัวเหลวไหลจริงๆ แฟนคนอื่นจะเป็นแบบนี้ไหมนะ¬ คำถามนั้นไร้คำตอบ เหลือเพียงเสียงสะท้อนอันเจ็บปวดของความรู้สึก ถึงแม้ในแววตาของถิรวัฒน์จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก หากบางการกระทำมันทำให้อลินสับสนว่า รักนั้นเป็นรักแบบไหนกันแน่ ทำไมหล่อนถึงเจ็บปวดอยู่บ่อยครั้งจากการกระทำของเขา
เสียง เคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออก ชายหนุ่มรูปร่างผอม สูงราว 175 ซ.ม. เดินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามา หากทำให้คนบนเตียงหัวใจพองโต เพียงเพราะได้เห็นหน้าเท่านั้น
“ทำไมต้องปิดมือถือ¬” หากเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลืมคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเอาเกือบน้ำตาร่วงตลอดทั้งวัน
“คุยงานอยู่”
“วันนี้วันอาทิตย์นะ ไปคุยงานอะไร กับใคร¬” ถิรวัฒน์เผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่เพราะความจู้จี้ของอลิน หากเพราะ ‘งาน’ ที่เขาบอกอลินไปนั่นต่างหาก ซึ่งทางฝ่ายนั้นคงไม่ทราบว่ามันไม่ใช่งานที่บริษัทแต่อย่างใด
“ได้เงินมาตั้งหมื่น!” ชายหนุ่มพยายามทำน้ำเสียงให้ปกติที่สุด ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา
“อะไรตั้งหมื่น¬” คราวนี้หญิงสาวขมวดคิ้วบ้าง
“เงิน...เค้านัดมาเอาเพชรที่ร้าน วันนี้เลยเปิดร้านให้เค้าวันหนึ่ง” ชายหนุ่มปดให้เรื่องมันจบๆ และก็ได้ผล อลินไม่กล่าวถามอะไรต่อ ลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็น รินน้ำส้มใส่แก้วมาให้ถิรวัฒน์
“กินน้ำส้มก่อนสิ กลับมาเหนื่อยๆ” อลินยิ้มเห็นฟันเรียงสวย สองแก้มบุ๋มลงไป สายตาไม่เดียงสานั้นทำให้ถิรวัฒน์อดอมยิ้มอ่อนๆ ไม่ได้ ก่อนที่จะดึงตัวหญิงสาวเข้าไปนั่งตัก อลินวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะข้างๆ
ถิรวัฒน์ลูบหัวอลินที่กำลังซบหน้าอยู่ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม พลางคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้หนะหรือ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือของเขาอีกที อลินเป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่าย หลอกถามอะไรได้หมด แต่ในเมื่อเขาเข้าไปซะขนาดนี้ บัดนี้ถอนตัวไม่ได้ ‘ต้อง’ เดินหน้าเพียงอย่างเดียว แลกกับการแก้เผ็ดน่านนที คนที่เขาไม่มีวันเอาคืนได้ซึ่งๆ หน้า
“ลิน...ระหว่างวัฒน์กับพี่น่าน ลินอยากให้ใครตาย¬” คำถามลอยๆ ของถิรวัฒน์ทำให้หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มทันที
“ทำไมวัฒน์ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่น่าน¬”
“ก็ตอบมาก่อนสิ” อลินถอนหายใจเมื่อเขาเร่งเร้าเอาคำตอบ
“ใจจริง ลินไม่อยากให้ใครตายหรอก แต่ถ้าหากจะให้เลือก ลินจะเลือกให้วัฒน์ตายได้ยังไง” อลินตอบจากใจจริง และเหมือนว่าความคิดนั้นจะลอยละล่องไปสะกิดอีกฝ่ายให้รู้ตัว เพราะเสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้น หน้าจอชื่อหราว่า ‘พี่น่าน’ หญิงสาวกดรับ
“สวัสดีค่ะพี่...ลินไปไม่ได้ค่ะ อยู่กับวัฒน์...ค่ะ...พี่ไปกับพี่นาเถอะค่ะ ทานให้อร่อยนะค่ะ” อลินกดปุ่มวางสาย
“ใครโทรมา¬”
“พี่น่าน...โทรชวนไปกินข้าว”
“ร้านไหน¬” ถิรวัฒน์ยิงคำถามไปทันที
“ร้านเงาไม้ค่ะ อยากไปมั๊ย” อลินรู้สึกดีที่ชายหนุ่มเริ่มสนใจน่านนที หล่อนทราบดีว่าที่ผ่านมาทั้งคู่รู้สึกยังไงต่อกัน แต่หญิงสาวเองคนกลางก็ไม่อาจทำอะไรได้ คนหนึ่งก็แฟน คนหนึ่งก็พี่ชายผู้มีพระคุณ วันนี้ดูแปลกๆ ที่ถิรวัฒน์ไม่ยักส่อเสียดเรื่องน่านนที อีกอย่าง... “ลิน...ระหว่างวัฒน์กับพี่น่าน ลินอยากให้ใครตาย¬” ถิรวัฒน์เรียกน่านนทีว่า ‘พี่น่าน’
‘หรือว่าทั้งคู่จะเริ่มรู้สึกดีต่อกันแล้ว¬’
ราเอล
ราตรีอับแสง (ตอนที่ 3)
“คือว่า...ผมเกลียดมันมากๆ ครับ อยาก...ให้มันล่มจมกันทั้งโคตร” เสียงตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะหลบสายตาที่จ้องมองมายังตน เฮียย้งกอดอก พินิจคนที่อยู่ห่างกันเพียงโต๊ะทำงานกั้น อันที่จริงเขาก็ทราบเรื่องบาดหมางระหว่างชายตรงหน้ากับฝ่ายตรงข้ามมาพอควร เนื่องจากมีสายมารายงานอย่างละเอียด เหตุนี้เองที่เฮียย้งส่งคนเข้าไปเป่าหูไอ้หนุ่มคนนี้ ที่ดูๆ ไปแล้วท่าทางจะขี้โอ่ แต่ใจไม่ถึงพอ คนแบบนี้แหละหลอกเป็นเครื่องมือได้ง่ายนัก หากเจ้าพ่อระดับนี้ต้องลองใจง่ายๆ ด้วยคำถาม คำตอบที่ได้รับเหมือนกับที่ได้ยินมา ก็ลองปดดูสิ อย่าหวังว่าจะได้ตายดี!
“ดี...คุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่บอกว่ามันทำอะไรอยู่ที่ไหน แค่นั้น” คนโดนสั่งยังไม่เข้าใจดี ‘ทำอะไร อยู่ที่ไหน’ จะรู้ไปเพื่ออะไร¬ แต่ในขณะที่เฮียย้งยังไม่ไว้ใจให้ทำอะไรใหญ่โต เพราะความที่มองแล้วใจเสาะนั่นเอง
“นี่คือส่วนที่คุณจะได้รับ” ลูกน้องเฮียย้งเข้ามารับธนบัตรใบละพันราว 10 ใบ เพื่อส่งต่อให้คนที่ถลำตัวเข้ามาคลุกคลีกับเรื่องนี้อีกทอดหนึ่ง ชายหนุ่มเห็นธนบัตรตรงหน้ายังไม่กล้ารับ เพราะสิ่งที่เขาต้องทำมันไม่ได้อะไรมากมายจนถึงขั้นได้รับเงินเป็นหมื่นแบบนี้ ความไม่เดียงสาต่อวงการนี้ ทำให้เขาตกหลุมพรางเฮียย้งเข้าอย่างจัง ความจริงหน้าที่การงานที่เขาทำอยู่เงินเดือนก็มากเอาการ หากความ ‘โลภ’ ที่มีอยู่ในสายเลือด ทำให้แววตาแพรวพราวอยู่บ้างเมื่อเห็นธนบัตรใบสีเทา
“ขอบคุณครับ” คนที่รับธนบัตรจากมือของบุรุษในชุดดำยกมือไหว้ ‘เงิน’ ที่เฮียย้งใช้ ‘ซื้อใจ’ ใน ขณะที่รอยยิ้มสว่างบนใบหน้าของเจ้าพ่อ หากเป็นการยิ้มเยาะ หาใช่ต้องการผูกสัมพันธ์กับลูกน้องสมัครเล่นไม่
สำหรับเฮียย้ง ใครรับเงินจากเขาไปง่ายๆ อย่าหวังว่าเขาจะ ‘ง่าย’ เหมือนการให้เงิน เฮียย้งมองชายคนนี้ไม่ผิดแม้แต่นิด คนแบบนี้หนะหรือจะไปต่อกรอะไรกับ ‘ไอ้เด็กเมื่อวานซืน’ คนนั้นได้ แม้แต่คำพูดที่ว่า ‘เกลียด’ ยังไม่น่าใช่ น่าจะเป็นความกลัวมากกว่า สมควรกลัวอยู่ รายนั้นน่ากลัวจริงๆ คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังสัมผัสได้ ‘ก็เหมือนพ่อมันนั่นแหละ เลือดมันข้นกว่าน้ำ!’ หลากหลายครั้งที่ความหวังควรจะเป็นจริง แต่กลับมีตัวขัดขวางชนิดที่คาดไม่ถึง ถ้ากำจัดมันได้ อะไรคงง่าย ทางฝั่งนั้นก็อายุมากเกินพอแล้ว ก็คงพอๆ กับตัวเฮียย้งเอง แต่เฮียย้งสิไม่มีลูกชายไว้คอยช่วย มีแต่ลูกสาวที่หัวอ่อน อวดดีในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ‘ฝ่ายเราได้เลือดแม่มาเต็มๆ ราวกับว่าสายเลือดของเขาเป็นเพียงแค่เซลล์ประกอบ ไม่ใช่เซลล์หลัก’
ไอ้หนุ่มแปลกหน้าออกไปแล้ว แต่คนที่ก้าวเข้าห้องมาหมาดๆ คืออัญญา เข้ามาพร้อมกับถ้วยชา ที่เจ้าตัวบรรจงชงอย่างตั้งใจ
“หนูได้ ชาญี่ปุ่นมาจากเพื่อน หนูเลยชงมาให้พ่อชิมเป็นคนแรกค่ะ” ลูกน้องที่ขนาบข้างทั้งสองออกห้องไปทันที เมื่อทราบว่าพ่อลูกกำลังอยู่ด้วยกัน
“เอ๊...แบบนี้พ่อก็ต้องเป็นหนูทดลองหละสิ” เฮียย้งพลิกอิริยาบถทันทีเมื่อพบกับสายเลือดของตน
“ว้า...ทำไม พ่อคิดแบบนี้ หนูแค่อยากให้พ่อได้ชิมเป็นคนแรก” บุตรสาวทำเสียงรั้นขึ้นจมูก ตามประสาผู้หญิงทั่วไปที่เก็บเอาคำพูดหยอกล้อเล็กๆ มาเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะที่เจ้าพ่อแบบเขาหัวเราะในลำคอ รู้สึกเอ็นดูเนื้อหน่ออันเป็นที่รักยิ่ง
“อื้ม...อร่อยจัง เดี๋ยวออกไปทานอาหารนอกบ้านกันสักมื้อหนึ่งนะ พ่อไม่ได้ทานข้าวกับหนูมานานแล้ว”
“ดีใจจังเลยค่ะ...พ่อไม่เคยมีเวลาว่างให้หนูเลย” เมื่อเจ้าพ่อระดับเฮียย้งโดนลูกอ้อนตัดพ้อของบุตรสาวเข้าหน่อย ใจที่เคยเลือดเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ก็เหมือนจะละลายราวกับโดนแสงแดดสาดกระทบ
“อัญญา...มาหาพ่อหน่อยสิลูก”
อัญญา เดินเข้าไปนั่งคุกเข้าอยู่เคียงข้างผู้เป็นบิดา เฮียย้งลูบหัวบุตรสาวแผ่วเบา เส้นผมนุ่มสลวยราวกับไหมชั้นดี ทำให้เขาต้องสัญญากับตัวเองมาตลอดว่า นี่คือสมบัติอันล้ำค่าของศักดิ์ศรีความเป็นพ่อ
“พ่อรักหนูนะ...” ประโยคสั้นๆ เพียงแค่นั้น อัญญาโอบเอวพ่อ ซบหน้าลงบนตักที่หล่อนคิดว่าอบอุ่นและปลอดภัยที่สุด
สมบัติอันล้ำค่าของความเป็นผู้ชายคือ ‘ลูก’ นั่นคือสายเลือดที่ไม่มีวันจางหาย
ยามอาทิตย์ใกล้อัศดง ท้องฟ้าหม่นครึ้ม หลังจากที่แสงแดดแผดจ้าเกือบทั้งวัน พ่อค้าแม่ขายที่ตั้งโต๊ะริมทางเดิน และตลาดนัดยามเย็นต่างเก็บของกันโกลาหล
“เดี๋ยวฝนลงแล้วโว้ย
ในขณะคนที่มองจากตึกสูงราว 10 ชั้นถอนหายใจเหนื่อยหนัก ใบหน้าหมองหม่นไม่ต่างจากก้อนเมฆเมื่อครู่ มือหนึ่งดึงเชือกสลิงบังคับให้ผ้าม่านทั้งสองฝั่งเลื่อนเข้าบรรจบ ปิดกั้นแสงอำไพสดใสจากภายนอก ราวกับว่าต้องการทนทุกข์อยู่กับความมืดตลอดกาล
หญิงสาวล้มตัวนอนแผ่หราบนเตียงกว้าง โดยที่ไม่ต้องการหลับ ฟูกนอนยวบบุ๋มลงไปตามน้ำหนักตัว เหลือเพียงสายตาที่ล่องลอยไร้จุดหมาย อลินเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาวันนี้ แพทย์กำชับนักหนาว่าให้พักผ่อนให้มากๆ หากคนที่หล่อนต้องการการดูแลมากที่สุดกลับหายไปตั้งแต่เช้าตรู่ เลยทำให้วันที่ควรจะเป็นวันพักฟื้น กลับเป็นวันที่หล่อนต้องกระวนกระวายใจซ้ำๆ เดิมๆ ไม่มีวันที่จะชินชาเลย
อลินเคยคิดหลายครั้งว่าหล่อนเป็นคนคิดมากไปเอง หรือว่าเขาเองที่ทำตัวเหลวไหลจริงๆ แฟนคนอื่นจะเป็นแบบนี้ไหมนะ¬ คำถามนั้นไร้คำตอบ เหลือเพียงเสียงสะท้อนอันเจ็บปวดของความรู้สึก ถึงแม้ในแววตาของถิรวัฒน์จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก หากบางการกระทำมันทำให้อลินสับสนว่า รักนั้นเป็นรักแบบไหนกันแน่ ทำไมหล่อนถึงเจ็บปวดอยู่บ่อยครั้งจากการกระทำของเขา
เสียง เคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออก ชายหนุ่มรูปร่างผอม สูงราว 175 ซ.ม. เดินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามา หากทำให้คนบนเตียงหัวใจพองโต เพียงเพราะได้เห็นหน้าเท่านั้น
“ทำไมต้องปิดมือถือ¬” หากเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลืมคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเอาเกือบน้ำตาร่วงตลอดทั้งวัน
“คุยงานอยู่”
“วันนี้วันอาทิตย์นะ ไปคุยงานอะไร กับใคร¬” ถิรวัฒน์เผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ใช่เพราะความจู้จี้ของอลิน หากเพราะ ‘งาน’ ที่เขาบอกอลินไปนั่นต่างหาก ซึ่งทางฝ่ายนั้นคงไม่ทราบว่ามันไม่ใช่งานที่บริษัทแต่อย่างใด
“ได้เงินมาตั้งหมื่น!” ชายหนุ่มพยายามทำน้ำเสียงให้ปกติที่สุด ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา
“อะไรตั้งหมื่น¬” คราวนี้หญิงสาวขมวดคิ้วบ้าง
“เงิน...เค้านัดมาเอาเพชรที่ร้าน วันนี้เลยเปิดร้านให้เค้าวันหนึ่ง” ชายหนุ่มปดให้เรื่องมันจบๆ และก็ได้ผล อลินไม่กล่าวถามอะไรต่อ ลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็น รินน้ำส้มใส่แก้วมาให้ถิรวัฒน์
“กินน้ำส้มก่อนสิ กลับมาเหนื่อยๆ” อลินยิ้มเห็นฟันเรียงสวย สองแก้มบุ๋มลงไป สายตาไม่เดียงสานั้นทำให้ถิรวัฒน์อดอมยิ้มอ่อนๆ ไม่ได้ ก่อนที่จะดึงตัวหญิงสาวเข้าไปนั่งตัก อลินวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะข้างๆ
ถิรวัฒน์ลูบหัวอลินที่กำลังซบหน้าอยู่ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม พลางคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้หนะหรือ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือของเขาอีกที อลินเป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่าย หลอกถามอะไรได้หมด แต่ในเมื่อเขาเข้าไปซะขนาดนี้ บัดนี้ถอนตัวไม่ได้ ‘ต้อง’ เดินหน้าเพียงอย่างเดียว แลกกับการแก้เผ็ดน่านนที คนที่เขาไม่มีวันเอาคืนได้ซึ่งๆ หน้า
“ลิน...ระหว่างวัฒน์กับพี่น่าน ลินอยากให้ใครตาย¬” คำถามลอยๆ ของถิรวัฒน์ทำให้หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มทันที
“ทำไมวัฒน์ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่น่าน¬”
“ก็ตอบมาก่อนสิ” อลินถอนหายใจเมื่อเขาเร่งเร้าเอาคำตอบ
“ใจจริง ลินไม่อยากให้ใครตายหรอก แต่ถ้าหากจะให้เลือก ลินจะเลือกให้วัฒน์ตายได้ยังไง” อลินตอบจากใจจริง และเหมือนว่าความคิดนั้นจะลอยละล่องไปสะกิดอีกฝ่ายให้รู้ตัว เพราะเสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้น หน้าจอชื่อหราว่า ‘พี่น่าน’ หญิงสาวกดรับ
“สวัสดีค่ะพี่...ลินไปไม่ได้ค่ะ อยู่กับวัฒน์...ค่ะ...พี่ไปกับพี่นาเถอะค่ะ ทานให้อร่อยนะค่ะ” อลินกดปุ่มวางสาย
“ใครโทรมา¬”
“พี่น่าน...โทรชวนไปกินข้าว”
“ร้านไหน¬” ถิรวัฒน์ยิงคำถามไปทันที
“ร้านเงาไม้ค่ะ อยากไปมั๊ย” อลินรู้สึกดีที่ชายหนุ่มเริ่มสนใจน่านนที หล่อนทราบดีว่าที่ผ่านมาทั้งคู่รู้สึกยังไงต่อกัน แต่หญิงสาวเองคนกลางก็ไม่อาจทำอะไรได้ คนหนึ่งก็แฟน คนหนึ่งก็พี่ชายผู้มีพระคุณ วันนี้ดูแปลกๆ ที่ถิรวัฒน์ไม่ยักส่อเสียดเรื่องน่านนที อีกอย่าง... “ลิน...ระหว่างวัฒน์กับพี่น่าน ลินอยากให้ใครตาย¬” ถิรวัฒน์เรียกน่านนทีว่า ‘พี่น่าน’
‘หรือว่าทั้งคู่จะเริ่มรู้สึกดีต่อกันแล้ว¬’