กำลังทำวิจัยครับ
โดยความคิดส่วนตัวเห็นว่าคนทั่วไปมักจะยกว่าพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาคือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ปะปนกับปุถุชนคนทั่วไป นั่นก็เป็นเรื่องจริงแต่ในทางกลับกันศาสนาและพระสงฆ์ ก็ถูกผู้ไม่หวังดี กล่าวหาว่า…ล้าหลังไม่ทันโลก ….ดังนั้นในปัจจุบัน การปรับตัวของพระในด้านการศึกษา… ด้านผู้นำทางความคิด เริ่มมีปรากฏให้เห็นมากขึ้น …และเริ่มเป็นที่ยอมรับของ…”สังคมทั่วไป เช่น ข้าราชการ องค์กรเอกชนตลอดจนศาสนาอื่นๆ”…..ที่พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาททั้งถูกเชิญก็ดี …บังเอิญก็ดี.. เจตนาก็ดี… ไม่ได้เจตนาก็ดี ..และสังคมก็นำประโยชน์ข้อเสนอและข้อไกล่เกลี่ยและชี้ทางออก ที่ได้จากพระสงฆ์นำไปใช้ เพราะด้วยเหตุปัจจัยการดำรงชีพของพระขึ้นอยู่กับชาวบ้านและสังคมชาวพุทธ …จึงเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า พระสงฆ์ไม่ได้หนีไปจากสังคมแต่ประการใด…. ดังนั้น บทบาทหน้าที่ที่สำคัญ คือ การตอบแทนแก่ชาวบ้าน…. ซึ่งการตอบแทนแก่ชาวบ้านนั้น พระสงฆ์จะทำตอบแทนอย่างไร แค่ไหน จึงจะเหมาะสม พอดีและพองาม พระสงฆ์ได้วางตนดำรงสถานะอย่างไรต่อเรื่องดังกล่าว…. เพราะความหมายหนึ่งที่พระสงฆ์ให้ความสำคัญดังคำที่…หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า การเมือง หมายถึง การจัดการทำให้คนที่อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก เป็นไปอย่างสันติสุข สงบสุข(พุทธทาสภิกขุ, ม.ป.ป.: 6 )..เมื่อเป็นดังที่ พระมหาเถระได้กล่าวไว้….จึงเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้ ….พระสงฆ์ย่อมมีหน้าที่โดยตรงเช่นกันที่จะสอนธรรม แสดงธรรม หรือเผยแผ่ธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์สุข สันติสุขแก่ชาวญาติโยม และ สังคม…. แต่ปัจจุบันความหมายของการเมืองสมัยก่อนและสมัยนี้ มีความหมายเปลี่ยนไป ในสมัยก่อนการเมืองเป็นเรื่องช่วยกัน “การเมือง” จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำให้บ้านเมืองสงบสุข แต่ปัจจุบัน….. ความหมายของคำว่า “การเมือง” ได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเป็นความหมายในแง่ลบ….. เป็นเรื่องของอำนาจ กิเลส การแย่งชิง มีเรื่องการเป็นฝักฝ่าย และเป็นเรื่องของผลประโยชน์ …..จึงทำให้มองภาพพระสงฆ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ได้รับการมองไปในทางลบด้วย หรือการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในแง่กิจกรรมทางบ้านเมืองก็จะเป็นเหตุทำให้ถูกโจมตีอยู่เสมอ… .เหตุนี้ภาพการเมืองในปัจจุบัน …..จึงมีแต่…พวกของ..พวกของกู ..ไม่มีพวกเรา….ดังที่พระอาจารย์ ได้บรรยายไว้ครั้งหนึ่ง ว่าการเมืองมักนำเอาส่วนที่ประโยชน์จากขอเสนอแนะจากผู้ไกล่เกลี่ย…ไปพูดไปใช้ และเพื่อไปหักล้างข้อกล่าวหาที่เสียประโยชน์ และ อีกฝ่าย ก็พยามนำประโยชน์และมาหักล้างเช่นเดียวกัน ….พระสงฆ์เราก็ยังเป็น พระเสขะ ….ยังมิได้เป็นพระอริยะสงฆ์ ที่จะเป็นผู้แจ้งโลกทั้งหมด …โมหะและโทสะ จึงเป็นกิเลสละเอียดที่พระสงเองมิได้รู้ตัวโดยยึดความคิดของตนมาวินิจฉัยด้วยเหตุแห่งความหวังดีของพระสงฆ์
รบกวนพวกท่านทั้งหลายช่วยกันตอบด้วยว่า "เพราะอะไร?" แล้ว "จะทำอย่างไร?" ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า (ตามขอบเขตปัญหา)
โดยความคิดส่วนตัวเห็นว่าคนทั่วไปมักจะยกว่าพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาคือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ปะปนกับปุถุชนคนทั่วไป นั่นก็เป็นเรื่องจริงแต่ในทางกลับกันศาสนาและพระสงฆ์ ก็ถูกผู้ไม่หวังดี กล่าวหาว่า…ล้าหลังไม่ทันโลก ….ดังนั้นในปัจจุบัน การปรับตัวของพระในด้านการศึกษา… ด้านผู้นำทางความคิด เริ่มมีปรากฏให้เห็นมากขึ้น …และเริ่มเป็นที่ยอมรับของ…”สังคมทั่วไป เช่น ข้าราชการ องค์กรเอกชนตลอดจนศาสนาอื่นๆ”…..ที่พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาททั้งถูกเชิญก็ดี …บังเอิญก็ดี.. เจตนาก็ดี… ไม่ได้เจตนาก็ดี ..และสังคมก็นำประโยชน์ข้อเสนอและข้อไกล่เกลี่ยและชี้ทางออก ที่ได้จากพระสงฆ์นำไปใช้ เพราะด้วยเหตุปัจจัยการดำรงชีพของพระขึ้นอยู่กับชาวบ้านและสังคมชาวพุทธ …จึงเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า พระสงฆ์ไม่ได้หนีไปจากสังคมแต่ประการใด…. ดังนั้น บทบาทหน้าที่ที่สำคัญ คือ การตอบแทนแก่ชาวบ้าน…. ซึ่งการตอบแทนแก่ชาวบ้านนั้น พระสงฆ์จะทำตอบแทนอย่างไร แค่ไหน จึงจะเหมาะสม พอดีและพองาม พระสงฆ์ได้วางตนดำรงสถานะอย่างไรต่อเรื่องดังกล่าว…. เพราะความหมายหนึ่งที่พระสงฆ์ให้ความสำคัญดังคำที่…หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า การเมือง หมายถึง การจัดการทำให้คนที่อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก เป็นไปอย่างสันติสุข สงบสุข(พุทธทาสภิกขุ, ม.ป.ป.: 6 )..เมื่อเป็นดังที่ พระมหาเถระได้กล่าวไว้….จึงเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้ ….พระสงฆ์ย่อมมีหน้าที่โดยตรงเช่นกันที่จะสอนธรรม แสดงธรรม หรือเผยแผ่ธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์สุข สันติสุขแก่ชาวญาติโยม และ สังคม…. แต่ปัจจุบันความหมายของการเมืองสมัยก่อนและสมัยนี้ มีความหมายเปลี่ยนไป ในสมัยก่อนการเมืองเป็นเรื่องช่วยกัน “การเมือง” จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำให้บ้านเมืองสงบสุข แต่ปัจจุบัน….. ความหมายของคำว่า “การเมือง” ได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเป็นความหมายในแง่ลบ….. เป็นเรื่องของอำนาจ กิเลส การแย่งชิง มีเรื่องการเป็นฝักฝ่าย และเป็นเรื่องของผลประโยชน์ …..จึงทำให้มองภาพพระสงฆ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ได้รับการมองไปในทางลบด้วย หรือการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในแง่กิจกรรมทางบ้านเมืองก็จะเป็นเหตุทำให้ถูกโจมตีอยู่เสมอ… .เหตุนี้ภาพการเมืองในปัจจุบัน …..จึงมีแต่…พวกของ..พวกของกู ..ไม่มีพวกเรา….ดังที่พระอาจารย์ ได้บรรยายไว้ครั้งหนึ่ง ว่าการเมืองมักนำเอาส่วนที่ประโยชน์จากขอเสนอแนะจากผู้ไกล่เกลี่ย…ไปพูดไปใช้ และเพื่อไปหักล้างข้อกล่าวหาที่เสียประโยชน์ และ อีกฝ่าย ก็พยามนำประโยชน์และมาหักล้างเช่นเดียวกัน ….พระสงฆ์เราก็ยังเป็น พระเสขะ ….ยังมิได้เป็นพระอริยะสงฆ์ ที่จะเป็นผู้แจ้งโลกทั้งหมด …โมหะและโทสะ จึงเป็นกิเลสละเอียดที่พระสงเองมิได้รู้ตัวโดยยึดความคิดของตนมาวินิจฉัยด้วยเหตุแห่งความหวังดีของพระสงฆ์