วันนั้นหลังจากที่ฉันไปพบหมอตามคำแนะนำของรุ่นน้องคนหนึ่ง (อาการของฉัน คือ ปวดไหล่ข้างซ้าย มาเป็นเวลานานมากแล้ว เหมือนยังกับว่ามีใครมานั่งอยู่ เคยคิดจะลองถ่ายรูปแบบในหนังเรื่อง "ชัตเตอร์" แต่ใจก็ยังไม่กล้าาพอ อ่าวๆ เริ่มจะเวิ่นไปล่ะ )
ซึ่งจะว่าไปมันก้ออยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันเท่าไรนัก ฉันไม่คิดว่ายังมีร้านหมอโบราณแบบนี้เหลืออยู่อีก พอเข้าไปในร้านก้อได้กลิ่นสมุนไพรติดจมูกเลย มีคนนั่งอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเลยกลางคนไปซักเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงมาก
เจ้าหน้าที่ที่นี่
สวย ทักว่า
"เป็นไรมาค่ะ" ด้วยเสียง
หวานๆ แล้วก้อเรียกหมอ "มีคนไข้ค่ะ" ไม่มีเสียงตอบรับ
"รอสักครู่นะค่ะ" เราก้อนั่งมองบริเวณรอบๆของร้าน ก็มีขายสบู่รักษาสิว ขาวใส อะไรประมาณนี้
ซักพักมีเสียงหมอตะโกนออกมาว่า
"เชิญได้" (หรือใช้คำอะไรซักอย่างจำไม่ได้)
มีชายคนหนึ่งเปิดประตูมา พูดคุยเสียงดังว่าจะมาเอายาให้แม่ แล้วก้อเดินหายเข้าไปในห้องหมอซักพัก แล้วก้อกลับไป
เสียงหมอตะโกนออกมาอีกครั้งกับประโยคเดิม เราเริ่มสงสัยว่าเรียกเราหรือเปล่า
จนเจ้าหน้าที่คนสวยบอกว่าเชิญพบหมอค่ะ
อ่อเข้าใจล่ะว่าเมื่อกี้ถูกแซงเรียบร้อย เฮอๆ
บางทีการเข้าไปบางสถานที่ที่เราไม่รู้วัฒนธรรมของเขา เราอาจจะต้อง
สังเกตุการณ์และเรียนรู้ด้วยว่า เขาอยู่กันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไหลไปกับเขาได้อย่างราบรื่น
หลังจากเข้าไปพบหมอ เราก้อบอกอาการ หมอเริ่มตรวจจุดที่เราเป็น วิเคาระห์เรียบร้อย ก้ออธิบายเรื่องการกินยา
ขณะอธิบายไปมือก็คว้าเอาช้อนเงินด้ามยาวๆ ตักยาจากกระปุก นับใส่ลงซองยา แล้วก้ออธิบายให้ฟังอีกครั้งหลังจากบรรจุยาเข้าซองยาครบตามที่ใจต้องการ
หลังจากนั้นหมอก็อหยิบนามบัตรขึ้นมา ในใจเราก้อนึกว่า เรามาหาแล้วจะแจกนามบัตรอีกทำไม คิดยังไม่ทันหายสงสัย เหงหมอก้มหน้าก้มตาเขียน เราก้ออ่านตามที่หมอเขียน เอ๊ะนี่มันอาการที่เกิดขึ้นกับเรานี่นา หมอยังเขียนต่อไป ภาษาเริ่มเข้าใจยากเป็นภาษาของหมอ ที่คนปกติอย่างเราจะเริ่มอ่านไม่ออกแล้ว แต่เดาว่าน่าจะเป็นชื่อของยาที่หมอสั่งให้เราในวันนี้
ลืมบอกไป ว่าลักษณะคลีนิคที่เรามาหานี้ เป็นเหมือนร้านหมอโบราณ ห้องแถวสองห้องแต่ที่ทำการของหมอคือห้องเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรมาก แต่ดูไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว ข้าวของที่อยู่ในห้องก็มี
1. โต๊ะของหมอ 1 ตัว (หน้าตาคล้ายๆโต๊ะคุณครูสมัยเรียนประถม) เปนโต๊ะไม้ที่มีลิ้นชักกลางยาวๆ และมีลิ้นชัก 2 ชั้นอยู่ด้านข้าง
2. ตู้พลาสติก 4 ชั้น (ที่ปกติเราจะได้ใส่เสื้อผ้า ของเล่น หรือเก็บของกระจุ๊กกระจิ๊ก แบบตามที่ห้างโลตัส แมคโครขาย )
3. อ่างล้างมือติดริมกำแพงข้างตู้พลาสติก 4 ชั้น
4. เก้าอี้นั่งตรวจอาการแบบมีพนักพิง และเก้าอี้เตี๊ยเหมือนไว้วางเท้า อย่างละ 1 ตัว
สำหรับ อ่างล้างมือ ตอนแรกที่เข้าไปก้องงๆสงสัยว่ามีทำไม แต่พอหลังจากหมอตรวจอาการแล้วเดินไปล้างมือก้อเข้าใจว่านี่คือส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการตรวจรักษา
โต๊ะของหมอไม่ได้มีไว้แค่สำหรับนั่งคุยกับคนไข้หรือจดบันทึกอาการเท่านั้นนะ มาดูกันว่างโต๊ะหมอมีดีอย่างไร
1.เคาร์เตอร์จ่ายยา (ตู้ยาคือ ลิ้นชัก 2 ชั้นอยู่ด้านข้างของโต๊ะและตู้พลาสติก 4 ชั้น )
2.เคาร์เตอร์เก็บตังค์ (ลิ้นชักกลางยาวๆของโต๊ะ) เราด้วย
หลังจากหมออธิบายเรื่องยาให้เราแล้ว หมอก้อใช้หนังยางรัดข้าวแกงมัดยารวมกันไว้ เราก้อนึกว่าให้เราใส่กระเป๋าเลยก้อได้นะ แต่ไม่ทันจบความคิด ถุงยาแบบทางการแพทย์ที่ไว้ใส่ยากลับบ้านก้อถูกดึงออกมาใส่ยาที่มัดด้วยยางและยื่นให้เรา ซึ่งเราก้อรับด้วยหน้าตายังงงๆอยู่ ปากกำลังจะเอ่ยถามว่าชำระเงินด้านหน้าได้เลยใช่ไหม หมอก้อบอกว่า 400 บาท เราก้ออ่อ จ่ายตรงนี้เลย จบทุกอย่างในขั้นตอนเดียวจริงๆ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่หน้าห้อง พยาบาลจัดยา เจ้าหน้าที่เก็บเงิน ลดไปหลายขั้นตอน และถือว่าเป็นการประหยัดงบไปในคราวเดียวกัน
แจ๋วไปเลย
เคยหาหมอมาก้อบ่อย แต่เจอ
ที่นี่แหละที่ให้ความสะดวกสบายในการรักษารวบรัดที่สุด ในส่วนของเรื่องจะได้ผลหรือไม่ อาทิตย์หน้าว่ากันใหม่ เพราะหมอบอกว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ขอดูอาการกันอีกที แต่น่าจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน อืม อย่างน้อยไม่ลองก้อไม่รุ้ แต่กลิ่นยานี้เราคงต้องทำใจกันนิดนึงเลย เพราะเป็นยาชง กลิ่นคล้ายยาหอม ที่มักจะทำให้เราขนลุกทุกที และก็มียาเม็ดแบบหมอทั่วไปด้วยนะ
ปล. บอกชื่อ สถานพยาบาลซักนิดเผื่อใครเป็นอาการใกล้เคียงกัน หรือมีปัญหาเรื่องปวดเรื้อรัง อยากมาลองใช้บริการดู
"สถานพยาบาลอภิไธยการแพทย์" (แผนไทยประยุกต์) ถ.เทอดไท ซอย 45 ไม่ได้มีค่าโฆษณานะจ๊ะ เฮอๆ
เกิ่นนำซะยาวเลย เข้าเรื่องการนั่งรถผิดกันดีกว่า.............................................................................
หลังจากออกร้านหมอฉันก้อเดินดุ่มๆว่าจะเดินกลับบ้านแบบไม่คิดไร ด้วยเห็นว่าเป็นทางแถวบ้าน แต่พอเห็น 2 แถวฉันก้อโดดขึ้นทันที คิดในใจ "เอก้อคงดีกว่าเดินไหนๆไม่ต้องรอรถล่ะ" นั่งไปได้ประเดี๋ยว เขาก้อคุยกันเรื่องรถว่าจะเข้าไปถึงวัดไหม เราก้อไม่ได้คิดอะไรฟังไปเพลินๆ เห็นรถกำลังวิ่งเข้าทางวัดปากน้ำ
เอ๊ะ ! เราขึ้นรถผิดฝั่งนี่
เพื่อความแน่ใจเอ่ยถามแม่ชีว่า "รถคันนี้ไปไหนค่ะ"
แล้วแม่ชีก้อถามว่าจะไปไหน เราก้อบอกว่า "ตลาดพลู"
แม่ชีบอกว่า "เลยมาตั้งนานแล้ว ต้องขึ้นกลับไปขึ้นฝั่งตรงข้าม นู๋นี่ยังไงขึ้นรถไม่รู้ว่ารถจะไปไหน อย่างงี้ไปขึ้นรถต่างจังหวัดไม่ได้นะนี่ หลงไปไหนไม่รู้กลับไม่ถูกแน่เลย บลาๆๆ"
เราก้อบอกว่า "อ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ไหนๆก้อนั่งมาแล้วงั้นเข้าไปไหว้พระเลยแล้วกัน" เสียงเราอารมณ์ประมาณงงๆที่แม่ชีพูดอยู่ฟังไม่ทัน
เมื่อถึงที่หมายพอเราจะลงจากรถ
เหมือนแม่ชีจะไม่ได้ฟังตอนที่เราพูดว่าเราจะเข้าไปไหว้พระ เพราะคิดแต่ว่าเราจะไปตลาดพลู
จึงห้ามไม่ไห้เราลงจากรถด้วยคำพูดว่า "นั่งต่อไปเลย" แม่ชีตะโกนเสียงดัง จนทุกคนหยุดมอง
คุณลุงที่นั่งข้างๆเราก้อบอกว่า "ก้อน้องเค้าบอกว่าจะเลยมาไหว้พระ ก้อต้องลงซิ"
แม่ชีบอกยังยืนยันว่าไม่ต้องลงให้ไปตลาดพลูเลย
เหมือนจะเป็นประเด็นให้คุณลุงกับแม่ชีเริ่มถียงกันอีกครั้ง หลังจากที่จบเรื่องรถว่าจะเข้าหรือไม่เข้าวัด
จนเราบอกว่า "ค่ะจะลงไปไหว้พระก่อน" เสียงดังๆ ทั้งคู่จึงหยุดเถียงกัน
ในใจตอนแรกเราก้อเริ่มลังเลว่าเราจะลงหรือไม่ลง จะไปเลยดีไหม ดูแม่ชีไม่สบายใจ แต่ก้อเหมือนลุงก้อบอกว่าเราควรจะลงไปไหว้พระนะ
เราจึงลงจากรถเพื่อจบเรื่องนี้ ต่างคนก้อต่างเดินไปที่วัด ด้วยเส้นทางเดียวกัน
ใจเราก้อคิดอยากจะช่วยแม่ชีถือของนะ แต่ดูสถานะการณ์แล้ว เราเดินตามไปห่างๆอย่างห่วงๆน่าจะดีกว่า
แล้วเราก้อเลี้ยวเข้าวัดไปไม่ได้สังเกตุคนอื่นๆว่าไปถึงไหนกันแล้วเหมือนกัน
บางทีความหวังดีของคน 2 คน ที่เข้าใจไม่ตรงกัน อาจเป็นเหตุทำให้เกิดการทะเลาะกันได้นะ เออ!
เมื่อออกจากวัดแล้ว เราก้อยืนรอตรงทางโค้งที่เราลงรถซักพักนึง เพราะลุงบอกว่าให้กลับมาขึ้นรถตรงนี้ตอนกลับ รอไปรอมาเริ่มชักนานๆ รู้สึกจะไม่ค่อยปลอดภัยเลยเนื่องจากมีรถเลี้ยวไปเลี้ยวมา เราเลยตัดสินใจเดินตามทางรถ เพราะหวังในใจว่าจะมีรถตามมาเราจะโบกขึ้นเลย สรุปไม่มี มองเห็นท้ายรถสองแถวลับๆอยู่เบื้องหน้าว่าเราไม่ทันแล้ว รถกำลังออกแล้ว สรุปเราเดินออ้อมออกมาเพื่อไม่ทันรถหรอนี่ เอาไหนๆก้อไหนๆ จะเขิลไรไม่รู้
(ไม่มีใครรู้ซักหน่อยว่าเราตกรถ) แต่ก็ไม่กล้ายืนรอรถซะงั้น เดินดุ่มๆเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ใจยังหวังว่าจะมีรถมาให้เราโบกอีกครั้ง ระหว่างทางที่เดินก้อไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร แดดก้อไม่มีเท่าไรหนัก
สรุปเลยตัดสินใจว่างั้นเดินกลับก้อแล้วกัน
หลังจากนั้นเหมือนแดดเริ่มแรงขึ้น พอให้ได้เหงื่อซึม อืมมมมมม แต่ก้อตั้งใจไปแล้วว่าจะเดิน เอาก้อเอา ถือว่าออกกำลังกายแล้วกัน
เลยได้ภาพระหว่างทางมาแบบนี้
เดินตามทางเท้าย่านฝั่งธน
ซึ่งจะว่าไปมันก้ออยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันเท่าไรนัก ฉันไม่คิดว่ายังมีร้านหมอโบราณแบบนี้เหลืออยู่อีก พอเข้าไปในร้านก้อได้กลิ่นสมุนไพรติดจมูกเลย มีคนนั่งอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเลยกลางคนไปซักเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงมาก
เจ้าหน้าที่ที่นี่สวย ทักว่า "เป็นไรมาค่ะ" ด้วยเสียงหวานๆ แล้วก้อเรียกหมอ "มีคนไข้ค่ะ" ไม่มีเสียงตอบรับ
"รอสักครู่นะค่ะ" เราก้อนั่งมองบริเวณรอบๆของร้าน ก็มีขายสบู่รักษาสิว ขาวใส อะไรประมาณนี้
ซักพักมีเสียงหมอตะโกนออกมาว่า "เชิญได้" (หรือใช้คำอะไรซักอย่างจำไม่ได้)
มีชายคนหนึ่งเปิดประตูมา พูดคุยเสียงดังว่าจะมาเอายาให้แม่ แล้วก้อเดินหายเข้าไปในห้องหมอซักพัก แล้วก้อกลับไป
เสียงหมอตะโกนออกมาอีกครั้งกับประโยคเดิม เราเริ่มสงสัยว่าเรียกเราหรือเปล่า
จนเจ้าหน้าที่คนสวยบอกว่าเชิญพบหมอค่ะ อ่อเข้าใจล่ะว่าเมื่อกี้ถูกแซงเรียบร้อย เฮอๆ
บางทีการเข้าไปบางสถานที่ที่เราไม่รู้วัฒนธรรมของเขา เราอาจจะต้องสังเกตุการณ์และเรียนรู้ด้วยว่า เขาอยู่กันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไหลไปกับเขาได้อย่างราบรื่น
หลังจากเข้าไปพบหมอ เราก้อบอกอาการ หมอเริ่มตรวจจุดที่เราเป็น วิเคาระห์เรียบร้อย ก้ออธิบายเรื่องการกินยา
ขณะอธิบายไปมือก็คว้าเอาช้อนเงินด้ามยาวๆ ตักยาจากกระปุก นับใส่ลงซองยา แล้วก้ออธิบายให้ฟังอีกครั้งหลังจากบรรจุยาเข้าซองยาครบตามที่ใจต้องการ
หลังจากนั้นหมอก็อหยิบนามบัตรขึ้นมา ในใจเราก้อนึกว่า เรามาหาแล้วจะแจกนามบัตรอีกทำไม คิดยังไม่ทันหายสงสัย เหงหมอก้มหน้าก้มตาเขียน เราก้ออ่านตามที่หมอเขียน เอ๊ะนี่มันอาการที่เกิดขึ้นกับเรานี่นา หมอยังเขียนต่อไป ภาษาเริ่มเข้าใจยากเป็นภาษาของหมอ ที่คนปกติอย่างเราจะเริ่มอ่านไม่ออกแล้ว แต่เดาว่าน่าจะเป็นชื่อของยาที่หมอสั่งให้เราในวันนี้
ลืมบอกไป ว่าลักษณะคลีนิคที่เรามาหานี้ เป็นเหมือนร้านหมอโบราณ ห้องแถวสองห้องแต่ที่ทำการของหมอคือห้องเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรมาก แต่ดูไม่มีที่ว่างเหลือแล้ว ข้าวของที่อยู่ในห้องก็มี
1. โต๊ะของหมอ 1 ตัว (หน้าตาคล้ายๆโต๊ะคุณครูสมัยเรียนประถม) เปนโต๊ะไม้ที่มีลิ้นชักกลางยาวๆ และมีลิ้นชัก 2 ชั้นอยู่ด้านข้าง
2. ตู้พลาสติก 4 ชั้น (ที่ปกติเราจะได้ใส่เสื้อผ้า ของเล่น หรือเก็บของกระจุ๊กกระจิ๊ก แบบตามที่ห้างโลตัส แมคโครขาย )
3. อ่างล้างมือติดริมกำแพงข้างตู้พลาสติก 4 ชั้น
4. เก้าอี้นั่งตรวจอาการแบบมีพนักพิง และเก้าอี้เตี๊ยเหมือนไว้วางเท้า อย่างละ 1 ตัว
สำหรับ อ่างล้างมือ ตอนแรกที่เข้าไปก้องงๆสงสัยว่ามีทำไม แต่พอหลังจากหมอตรวจอาการแล้วเดินไปล้างมือก้อเข้าใจว่านี่คือส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการตรวจรักษา
โต๊ะของหมอไม่ได้มีไว้แค่สำหรับนั่งคุยกับคนไข้หรือจดบันทึกอาการเท่านั้นนะ มาดูกันว่างโต๊ะหมอมีดีอย่างไร
1.เคาร์เตอร์จ่ายยา (ตู้ยาคือ ลิ้นชัก 2 ชั้นอยู่ด้านข้างของโต๊ะและตู้พลาสติก 4 ชั้น )
2.เคาร์เตอร์เก็บตังค์ (ลิ้นชักกลางยาวๆของโต๊ะ) เราด้วย
หลังจากหมออธิบายเรื่องยาให้เราแล้ว หมอก้อใช้หนังยางรัดข้าวแกงมัดยารวมกันไว้ เราก้อนึกว่าให้เราใส่กระเป๋าเลยก้อได้นะ แต่ไม่ทันจบความคิด ถุงยาแบบทางการแพทย์ที่ไว้ใส่ยากลับบ้านก้อถูกดึงออกมาใส่ยาที่มัดด้วยยางและยื่นให้เรา ซึ่งเราก้อรับด้วยหน้าตายังงงๆอยู่ ปากกำลังจะเอ่ยถามว่าชำระเงินด้านหน้าได้เลยใช่ไหม หมอก้อบอกว่า 400 บาท เราก้ออ่อ จ่ายตรงนี้เลย จบทุกอย่างในขั้นตอนเดียวจริงๆ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่หน้าห้อง พยาบาลจัดยา เจ้าหน้าที่เก็บเงิน ลดไปหลายขั้นตอน และถือว่าเป็นการประหยัดงบไปในคราวเดียวกัน แจ๋วไปเลย
เคยหาหมอมาก้อบ่อย แต่เจอที่นี่แหละที่ให้ความสะดวกสบายในการรักษารวบรัดที่สุด ในส่วนของเรื่องจะได้ผลหรือไม่ อาทิตย์หน้าว่ากันใหม่ เพราะหมอบอกว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป ขอดูอาการกันอีกที แต่น่าจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน อืม อย่างน้อยไม่ลองก้อไม่รุ้ แต่กลิ่นยานี้เราคงต้องทำใจกันนิดนึงเลย เพราะเป็นยาชง กลิ่นคล้ายยาหอม ที่มักจะทำให้เราขนลุกทุกที และก็มียาเม็ดแบบหมอทั่วไปด้วยนะ
ปล. บอกชื่อ สถานพยาบาลซักนิดเผื่อใครเป็นอาการใกล้เคียงกัน หรือมีปัญหาเรื่องปวดเรื้อรัง อยากมาลองใช้บริการดู
"สถานพยาบาลอภิไธยการแพทย์" (แผนไทยประยุกต์) ถ.เทอดไท ซอย 45 ไม่ได้มีค่าโฆษณานะจ๊ะ เฮอๆ
เกิ่นนำซะยาวเลย เข้าเรื่องการนั่งรถผิดกันดีกว่า.............................................................................
หลังจากออกร้านหมอฉันก้อเดินดุ่มๆว่าจะเดินกลับบ้านแบบไม่คิดไร ด้วยเห็นว่าเป็นทางแถวบ้าน แต่พอเห็น 2 แถวฉันก้อโดดขึ้นทันที คิดในใจ "เอก้อคงดีกว่าเดินไหนๆไม่ต้องรอรถล่ะ" นั่งไปได้ประเดี๋ยว เขาก้อคุยกันเรื่องรถว่าจะเข้าไปถึงวัดไหม เราก้อไม่ได้คิดอะไรฟังไปเพลินๆ เห็นรถกำลังวิ่งเข้าทางวัดปากน้ำ เอ๊ะ ! เราขึ้นรถผิดฝั่งนี่
เพื่อความแน่ใจเอ่ยถามแม่ชีว่า "รถคันนี้ไปไหนค่ะ"
แล้วแม่ชีก้อถามว่าจะไปไหน เราก้อบอกว่า "ตลาดพลู"
แม่ชีบอกว่า "เลยมาตั้งนานแล้ว ต้องขึ้นกลับไปขึ้นฝั่งตรงข้าม นู๋นี่ยังไงขึ้นรถไม่รู้ว่ารถจะไปไหน อย่างงี้ไปขึ้นรถต่างจังหวัดไม่ได้นะนี่ หลงไปไหนไม่รู้กลับไม่ถูกแน่เลย บลาๆๆ"
เราก้อบอกว่า "อ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ไหนๆก้อนั่งมาแล้วงั้นเข้าไปไหว้พระเลยแล้วกัน" เสียงเราอารมณ์ประมาณงงๆที่แม่ชีพูดอยู่ฟังไม่ทัน
เมื่อถึงที่หมายพอเราจะลงจากรถ เหมือนแม่ชีจะไม่ได้ฟังตอนที่เราพูดว่าเราจะเข้าไปไหว้พระ เพราะคิดแต่ว่าเราจะไปตลาดพลู
จึงห้ามไม่ไห้เราลงจากรถด้วยคำพูดว่า "นั่งต่อไปเลย" แม่ชีตะโกนเสียงดัง จนทุกคนหยุดมอง
คุณลุงที่นั่งข้างๆเราก้อบอกว่า "ก้อน้องเค้าบอกว่าจะเลยมาไหว้พระ ก้อต้องลงซิ"
แม่ชีบอกยังยืนยันว่าไม่ต้องลงให้ไปตลาดพลูเลย เหมือนจะเป็นประเด็นให้คุณลุงกับแม่ชีเริ่มถียงกันอีกครั้ง หลังจากที่จบเรื่องรถว่าจะเข้าหรือไม่เข้าวัด
จนเราบอกว่า "ค่ะจะลงไปไหว้พระก่อน" เสียงดังๆ ทั้งคู่จึงหยุดเถียงกัน
ในใจตอนแรกเราก้อเริ่มลังเลว่าเราจะลงหรือไม่ลง จะไปเลยดีไหม ดูแม่ชีไม่สบายใจ แต่ก้อเหมือนลุงก้อบอกว่าเราควรจะลงไปไหว้พระนะ
เราจึงลงจากรถเพื่อจบเรื่องนี้ ต่างคนก้อต่างเดินไปที่วัด ด้วยเส้นทางเดียวกัน
ใจเราก้อคิดอยากจะช่วยแม่ชีถือของนะ แต่ดูสถานะการณ์แล้ว เราเดินตามไปห่างๆอย่างห่วงๆน่าจะดีกว่า
แล้วเราก้อเลี้ยวเข้าวัดไปไม่ได้สังเกตุคนอื่นๆว่าไปถึงไหนกันแล้วเหมือนกัน
บางทีความหวังดีของคน 2 คน ที่เข้าใจไม่ตรงกัน อาจเป็นเหตุทำให้เกิดการทะเลาะกันได้นะ เออ!
เมื่อออกจากวัดแล้ว เราก้อยืนรอตรงทางโค้งที่เราลงรถซักพักนึง เพราะลุงบอกว่าให้กลับมาขึ้นรถตรงนี้ตอนกลับ รอไปรอมาเริ่มชักนานๆ รู้สึกจะไม่ค่อยปลอดภัยเลยเนื่องจากมีรถเลี้ยวไปเลี้ยวมา เราเลยตัดสินใจเดินตามทางรถ เพราะหวังในใจว่าจะมีรถตามมาเราจะโบกขึ้นเลย สรุปไม่มี มองเห็นท้ายรถสองแถวลับๆอยู่เบื้องหน้าว่าเราไม่ทันแล้ว รถกำลังออกแล้ว สรุปเราเดินออ้อมออกมาเพื่อไม่ทันรถหรอนี่ เอาไหนๆก้อไหนๆ จะเขิลไรไม่รู้ (ไม่มีใครรู้ซักหน่อยว่าเราตกรถ) แต่ก็ไม่กล้ายืนรอรถซะงั้น เดินดุ่มๆเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ใจยังหวังว่าจะมีรถมาให้เราโบกอีกครั้ง ระหว่างทางที่เดินก้อไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร แดดก้อไม่มีเท่าไรหนัก สรุปเลยตัดสินใจว่างั้นเดินกลับก้อแล้วกัน
หลังจากนั้นเหมือนแดดเริ่มแรงขึ้น พอให้ได้เหงื่อซึม อืมมมมมม แต่ก้อตั้งใจไปแล้วว่าจะเดิน เอาก้อเอา ถือว่าออกกำลังกายแล้วกัน
เลยได้ภาพระหว่างทางมาแบบนี้