ก่อนอื่นบอกก่อนว่า ที่มาตั้งกระทู้วันนี้ อยากจะแชร์ให้ฟังกันว่า เด็กที่เรารู้จักคนนึง เขาเรียนพิเศษยังไง แล้วเขารู้สึกยังไง
ตัวเราเองเป็นคนโสด แต่อยากจะลงรายละเอียดประสบการณ์จริง เผื่อผู้ปกครองของน้อง ๆ จะนำไปปรับใช้กับเด็กในปกครองของตนเอง
ว่าที่เรียนพิเศษกันอยู่ทุกวันนี้ มากหรือน้อยเกินไป
และที่เสริมอยู่ในเนื้อหาคือ ความอึดอัดใจของเรา ในฐานะที่เป็นคนสอนพิเศษ
ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เราทำงานพิเศษคือ สอนพิเศษให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ประถม - ม.ปลาย
จะมีนักเรียนเจ้าประจำ (จะพูดให้ถูก คือ คุณแม่เขาเป็นเจ้าประจำ) สอนตั้งแต่น้องเด็ก ๆ จนตอนนี้อยู่ม.ต้นแล้ว
สมัยที่เรายังเป็นนักเรียน ก็จะมีเวลามากนิดนึง เรียนภาคปกติ เลิกเรียนช้าสุดเต็มที่ 5 โมงเย็น
เลิกเรียนและเสาร์อาทิตย์ ก็จะไปสอนพิเศษที่สถาบันนี้ สอน 2 วิชา น้องคนนี้ก็เรียนกับเราทั้ง 2 วิชา
รายได้ ได้ชั่วโมงละ 150 บาท
น้องเป็นลูกเจ้าของสถาบันนี้ คุณแม่จะกำหนดมาแต่ละอาทิตย์ว่า วันนี้เรียน วันนี้ไม่เรียน
โทรบอกกันล่วงหน้า เราก็จะได้ไม่ไป อันนี้ไม่ว่ากัน
พอเราเรียนจบ เข้าทำงาน คุณแม่น้องยังอยากให้เราไปสอนอยู่
ซึ่งพอเราทำงาน มันก็แน่นอนว่ามีเวลาน้อยลงกว่าสมัยเรียนอยู่แล้ว
เลิกงานตามเวลาปกติ ถึงแม้เลิกงานปุ๊บรีบกลับบ้านเลย เร็วสุดก็ 1 ทุ่ม
เย็นบางวันต้องทำโอที บางวันหยุดสุดสัปดาห์ต้องไปทำโอที
นี่พูดกันแค่งานที่ทำประจำ ยังไม่รวมธุระต่าง ๆในชีวิตเราอีก
คุณแม่น้องยังต้องการให้เราสอน ขอร้องว่า ช่วยน้องหน่อยนะ เกรดตกอีกแล้ว
คุณแม่ให้เงินเพิ่มเป็นชั่วโมงละ 200 บาท สอนแค่เสาร์อาทิตย์ก็ได้
เราไม่ได้เป็นคนดูหมิ่นเงินน้อย แต่ทำงานเหนื่อย ๆ มาทั้งอาทิตย์ เสาร์อาทิตย์ยังต้องทำงานต่อเพื่อชั่วโมงละ 200 บาทอีกเหรอ?
เพื่อนเคยถามด้วยซ้ำ สอนเข้าไปได้ไง แค่ชั่วโมงละ 200 บาท คนอื่นเขาได้กันห้าหกร้อย
ใจจริงเราอยากมีเวลาว่าง ๆ ใน 1 อาทิตย์ อย่างน้อยหนึ่งวัน ก็อยากจะตื่นโดยที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก
แต่ด้วยความที่เราเห็นในบุญคุณ ที่เขาอุตส่าห์รับเราเข้าทำงาน ให้เรามีรายได้เสริมสมัยเรียน
ประกอบกับน้องคนนี้กับเราก็สนิทกันพอสมควร น้องเขาเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ เพียงแต่สมัยเด็ก ๆ จะงอแงบ้างเวลาต้องเรียนอะไรเยอะ ๆ
คือที่สอนนี่ก็ ใช้ใจสอนจริง ๆ ไม่นับกันที่เม็ดเงิน
ประมาณช่วงปลาย ๆ ปีที่แล้ว ที่เรามีทั้งทำโอที, ไปธุระ, ไปทำงานต่างประเทศ ฯลฯ ทำให้ได้สอนบ้างไม่สอนบ้าง
เวลานัดเวลากันได้ ตกลงเป็นบ่ายวันเสาร์ เรานอน ๆ อยู่ตอนเช้า คุณแม่น้องจะชอบโทรมาแต่เช้าว่า "วันนี้ตอนบ่ายน้องต้องเรียนนู่นเรียนนี่"
พอจะนัดเวลาใหม่ วันอาทิตย์น้องก็ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวเสร็จแล้วเขามีเรียนดนตรีอีก -*-
จะให้ไปสอนตอนเย็น เราก็นัดจะไปกินข้าวกับครอบครัว
(คือเหตุผลเราอาจจะดูไร้สาระ แต่สำหรับคนทำงานยุ่ง ๆ มา มันก็ต้องการเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอ่ะเนอะ)
เป็นแบบนี้เรื่อยมา น้องไม่ว่างเราว่าง เราไม่ว่างน้องว่าง
จนล่าสุดหยุดสอนไปเกินครึ่งปี
ช่วงนี้ใกล้สอบไฟนอล คุณแม่น้องโทรมาอีกแล้วว่า เกรดตกอย่างแรงเลย มาสอนน้องหน่อย
คือ คุณแม่จะมีไฟให้ลูกเรียนพิเศษกับเราเป็นทวีคูณ ในช่วงใกล้สอบ
ซึ่งบางทีไปสอน แบบว่าทั้งเทอมน้องไม่ค่อยจะเข้าใจบทเรียนที่โรงเรียน แล้วเวลาไม่กี่วันก่อนจะสอบไฟนอล คนสอนจะทำยังไง???
แล้วตารางเวลาเราก็แน่นเอี้ยด ช่วงนี้เราไปต่างประเทศถี่มาก แล้วเวลาพักผ่อน เวลาที่อยากทำอะไรต่อมิอะไรส่วนตัวของตัวเองก็ไม่ค่อยมี
คุณแม่น้องบอกว่า อยากให้มาสอนหลังเลิกงาน 1 ทุ่มเป็นต้นไป อย่างน้อย ๆ 2 ชั่วโมง
คือน้องต้องเลิกเรียนมา แล้วเรียนพิเศษกับเราถึงสามทุ่มเลยเหรอ??
นอกจาก 2 วิชาที่เรียนกับเราแล้ว เด็กคนนี้ต้องเรียนดนตรี, วิทยาศาสตร์, คณิต อะไรต่อมิอะไร
สมัยเด็ก ๆ น้องเคยพูดคำนึง "พรุ่งนี้ต้องมาเรียนอีกเหรอครับ? เรียนกันให้ตายไปข้างนึงเล้ยยย"
เป็นคำพูดทีเ่ราฟังแล้วแบบ...หืม ก็จริงของแกล่ะนะ
สรุปครั้งนี้ คุณแม่น้องจะให้เราชั่วโมงละ 300 บาท
คือ ไม่ว่าจะชั่วโมงเท่าไรเราก็ไม่อยากทำ
อย่างที่บอกไปตั้งแต้ข้างต้น เราไม่ได้มองว่าเงินมันน้อยหรือมาก แต่เราเหนื่อยยย
เงินเดือนเราไม่บอกแล้วกันว่าเท่าไร แต่เยอะสำหรับเราแล้ว มีไว้กิน ไว้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นบางโอกาส มีให้พ่อให้แม่ และมีเหลือเก็บ
คุณแม่น้องยังบอกว่า ถ้าเลิกงานเย็นไป ก็เรียน 9 โมง วันเสาร์และอาทิตย์
คือ คุณแม่พูดจริงป่ะคะ? ทำไมคุณแม่ไม่เข่าใจหัวอกพนักงานกินเงินเดือนนนน
ทั้งเราและน้องอยากพัก
น้องบอกกับเราเองว่า ไม่ไหวนะ ถ้าจะต้องเรียนพิเศษตอนทุ่มนึง
หาเพื่อน หารุ่นน้องให้ไปช่วยสอนแทน ก็ไม่ถูกใจคุณแม่น้องเขาอีก
ตอนนี้ไม่รู้จะำทำยังไงแล้ว สำหรับเราให้สอนหลังเลิกงาน เราก็โอเคอยู่ล่ะ
ไว้พักผ่อนเสาร์อาทิตย์ให้เต็มที่เอา
ย้อนกลับไปดูตัวเราเองสมัยเด็ก ๆ
สมัยประถม เลิกเรียน เล่นกระโดดยางกับเพื่อน พอถึงเวลาก็เอาการบ้านไปทำที่บ้านครูสอนพิเศษ
หรือถ้าไม่มีการบ้านก็ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือคิดเลขคำนวณเสริมไป
ก็เป็นเหมือนการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์หลังเลิกเรียน 6 โมงเย็นก็กลับบ้านแล้ว
แต่ยังไงเสาร์อาทิตย์พ่อแม่จะพยายามปล่อยให้ว่าง พักผ่อนสมอง ไปขี่จักรยานเล่น ไปว่ายน้ำ อะไรก็ว่าไป
พอเข้ามัธยม
เราเลือกที่จะเรียนเอง พ่อแม่ไม่เคยบังคับ
วิทยาศาสตร์ คณิต ดนตรี ภาษาอังกฤษลองเรียนทั้งหมดดูก่อน
เรียนแล้วไม่ได้อะไร (แบบว่าหัวไม่รับวิทยาศาสตร์เลยยยยย) ก็เลิกเรียนพิเศษไป
ม.ปลาย แทบจะไม่ได้เรียนอะไรเลย ก็ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลได้ ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศด้วย
เรามองว่าการแข่งขันของเด็กสมัยนี้สูงเกินไป
แถวบ้านเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ที่พ่อแม่เด็กต้องดิ้นรนหาทางให้ลูกเข้าเรียนที่นี่ให้ได้
ใครรุ่นเดียวกับเราคงจะนึกออก เลิกเรียนซื้อยำวุ้นเส้นข้างรั้วนั่งกิน กระโดดยาง เล่นหมากเก็บ
ในขณะที่เด็กสมัยนี้ต้องไปเรียนพิเศษหามรุ่งหามค่ำ เสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้เล่นสนุกให้สมวัย กลับต้องนั่งเรียนต่อไปอีก
แต่ก็เข้าใจหัวอกคุณพ่อคุณแม่นะ ลูกคนอื่น ๆ เขาเรียนกันเยอะแยะ ลูกเราเองอยู่เฉย ๆ ก็คงจะเป็นการนิ่งดูดายเกินไป ต้องทำอะไรสักอย่าง
สังคมเลยเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
แชร์และระบาย เรื่องเด็กสมัยนี้กับตารางการเรียนพิเศษ
ตัวเราเองเป็นคนโสด แต่อยากจะลงรายละเอียดประสบการณ์จริง เผื่อผู้ปกครองของน้อง ๆ จะนำไปปรับใช้กับเด็กในปกครองของตนเอง
ว่าที่เรียนพิเศษกันอยู่ทุกวันนี้ มากหรือน้อยเกินไป
และที่เสริมอยู่ในเนื้อหาคือ ความอึดอัดใจของเรา ในฐานะที่เป็นคนสอนพิเศษ
ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เราทำงานพิเศษคือ สอนพิเศษให้กับเด็กนักเรียนตั้งแต่ประถม - ม.ปลาย
จะมีนักเรียนเจ้าประจำ (จะพูดให้ถูก คือ คุณแม่เขาเป็นเจ้าประจำ) สอนตั้งแต่น้องเด็ก ๆ จนตอนนี้อยู่ม.ต้นแล้ว
สมัยที่เรายังเป็นนักเรียน ก็จะมีเวลามากนิดนึง เรียนภาคปกติ เลิกเรียนช้าสุดเต็มที่ 5 โมงเย็น
เลิกเรียนและเสาร์อาทิตย์ ก็จะไปสอนพิเศษที่สถาบันนี้ สอน 2 วิชา น้องคนนี้ก็เรียนกับเราทั้ง 2 วิชา
รายได้ ได้ชั่วโมงละ 150 บาท
น้องเป็นลูกเจ้าของสถาบันนี้ คุณแม่จะกำหนดมาแต่ละอาทิตย์ว่า วันนี้เรียน วันนี้ไม่เรียน
โทรบอกกันล่วงหน้า เราก็จะได้ไม่ไป อันนี้ไม่ว่ากัน
พอเราเรียนจบ เข้าทำงาน คุณแม่น้องยังอยากให้เราไปสอนอยู่
ซึ่งพอเราทำงาน มันก็แน่นอนว่ามีเวลาน้อยลงกว่าสมัยเรียนอยู่แล้ว
เลิกงานตามเวลาปกติ ถึงแม้เลิกงานปุ๊บรีบกลับบ้านเลย เร็วสุดก็ 1 ทุ่ม
เย็นบางวันต้องทำโอที บางวันหยุดสุดสัปดาห์ต้องไปทำโอที
นี่พูดกันแค่งานที่ทำประจำ ยังไม่รวมธุระต่าง ๆในชีวิตเราอีก
คุณแม่น้องยังต้องการให้เราสอน ขอร้องว่า ช่วยน้องหน่อยนะ เกรดตกอีกแล้ว
คุณแม่ให้เงินเพิ่มเป็นชั่วโมงละ 200 บาท สอนแค่เสาร์อาทิตย์ก็ได้
เราไม่ได้เป็นคนดูหมิ่นเงินน้อย แต่ทำงานเหนื่อย ๆ มาทั้งอาทิตย์ เสาร์อาทิตย์ยังต้องทำงานต่อเพื่อชั่วโมงละ 200 บาทอีกเหรอ?
เพื่อนเคยถามด้วยซ้ำ สอนเข้าไปได้ไง แค่ชั่วโมงละ 200 บาท คนอื่นเขาได้กันห้าหกร้อย
ใจจริงเราอยากมีเวลาว่าง ๆ ใน 1 อาทิตย์ อย่างน้อยหนึ่งวัน ก็อยากจะตื่นโดยที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก
แต่ด้วยความที่เราเห็นในบุญคุณ ที่เขาอุตส่าห์รับเราเข้าทำงาน ให้เรามีรายได้เสริมสมัยเรียน
ประกอบกับน้องคนนี้กับเราก็สนิทกันพอสมควร น้องเขาเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ เพียงแต่สมัยเด็ก ๆ จะงอแงบ้างเวลาต้องเรียนอะไรเยอะ ๆ
คือที่สอนนี่ก็ ใช้ใจสอนจริง ๆ ไม่นับกันที่เม็ดเงิน
ประมาณช่วงปลาย ๆ ปีที่แล้ว ที่เรามีทั้งทำโอที, ไปธุระ, ไปทำงานต่างประเทศ ฯลฯ ทำให้ได้สอนบ้างไม่สอนบ้าง
เวลานัดเวลากันได้ ตกลงเป็นบ่ายวันเสาร์ เรานอน ๆ อยู่ตอนเช้า คุณแม่น้องจะชอบโทรมาแต่เช้าว่า "วันนี้ตอนบ่ายน้องต้องเรียนนู่นเรียนนี่"
พอจะนัดเวลาใหม่ วันอาทิตย์น้องก็ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวเสร็จแล้วเขามีเรียนดนตรีอีก -*-
จะให้ไปสอนตอนเย็น เราก็นัดจะไปกินข้าวกับครอบครัว
(คือเหตุผลเราอาจจะดูไร้สาระ แต่สำหรับคนทำงานยุ่ง ๆ มา มันก็ต้องการเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอ่ะเนอะ)
เป็นแบบนี้เรื่อยมา น้องไม่ว่างเราว่าง เราไม่ว่างน้องว่าง
จนล่าสุดหยุดสอนไปเกินครึ่งปี
ช่วงนี้ใกล้สอบไฟนอล คุณแม่น้องโทรมาอีกแล้วว่า เกรดตกอย่างแรงเลย มาสอนน้องหน่อย
คือ คุณแม่จะมีไฟให้ลูกเรียนพิเศษกับเราเป็นทวีคูณ ในช่วงใกล้สอบ
ซึ่งบางทีไปสอน แบบว่าทั้งเทอมน้องไม่ค่อยจะเข้าใจบทเรียนที่โรงเรียน แล้วเวลาไม่กี่วันก่อนจะสอบไฟนอล คนสอนจะทำยังไง???
แล้วตารางเวลาเราก็แน่นเอี้ยด ช่วงนี้เราไปต่างประเทศถี่มาก แล้วเวลาพักผ่อน เวลาที่อยากทำอะไรต่อมิอะไรส่วนตัวของตัวเองก็ไม่ค่อยมี
คุณแม่น้องบอกว่า อยากให้มาสอนหลังเลิกงาน 1 ทุ่มเป็นต้นไป อย่างน้อย ๆ 2 ชั่วโมง
คือน้องต้องเลิกเรียนมา แล้วเรียนพิเศษกับเราถึงสามทุ่มเลยเหรอ??
นอกจาก 2 วิชาที่เรียนกับเราแล้ว เด็กคนนี้ต้องเรียนดนตรี, วิทยาศาสตร์, คณิต อะไรต่อมิอะไร
สมัยเด็ก ๆ น้องเคยพูดคำนึง "พรุ่งนี้ต้องมาเรียนอีกเหรอครับ? เรียนกันให้ตายไปข้างนึงเล้ยยย"
เป็นคำพูดทีเ่ราฟังแล้วแบบ...หืม ก็จริงของแกล่ะนะ
สรุปครั้งนี้ คุณแม่น้องจะให้เราชั่วโมงละ 300 บาท
คือ ไม่ว่าจะชั่วโมงเท่าไรเราก็ไม่อยากทำ
อย่างที่บอกไปตั้งแต้ข้างต้น เราไม่ได้มองว่าเงินมันน้อยหรือมาก แต่เราเหนื่อยยย
เงินเดือนเราไม่บอกแล้วกันว่าเท่าไร แต่เยอะสำหรับเราแล้ว มีไว้กิน ไว้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นบางโอกาส มีให้พ่อให้แม่ และมีเหลือเก็บ
คุณแม่น้องยังบอกว่า ถ้าเลิกงานเย็นไป ก็เรียน 9 โมง วันเสาร์และอาทิตย์
คือ คุณแม่พูดจริงป่ะคะ? ทำไมคุณแม่ไม่เข่าใจหัวอกพนักงานกินเงินเดือนนนน
ทั้งเราและน้องอยากพัก
น้องบอกกับเราเองว่า ไม่ไหวนะ ถ้าจะต้องเรียนพิเศษตอนทุ่มนึง
หาเพื่อน หารุ่นน้องให้ไปช่วยสอนแทน ก็ไม่ถูกใจคุณแม่น้องเขาอีก
ตอนนี้ไม่รู้จะำทำยังไงแล้ว สำหรับเราให้สอนหลังเลิกงาน เราก็โอเคอยู่ล่ะ
ไว้พักผ่อนเสาร์อาทิตย์ให้เต็มที่เอา
ย้อนกลับไปดูตัวเราเองสมัยเด็ก ๆ
สมัยประถม เลิกเรียน เล่นกระโดดยางกับเพื่อน พอถึงเวลาก็เอาการบ้านไปทำที่บ้านครูสอนพิเศษ
หรือถ้าไม่มีการบ้านก็ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือคิดเลขคำนวณเสริมไป
ก็เป็นเหมือนการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์หลังเลิกเรียน 6 โมงเย็นก็กลับบ้านแล้ว
แต่ยังไงเสาร์อาทิตย์พ่อแม่จะพยายามปล่อยให้ว่าง พักผ่อนสมอง ไปขี่จักรยานเล่น ไปว่ายน้ำ อะไรก็ว่าไป
พอเข้ามัธยม
เราเลือกที่จะเรียนเอง พ่อแม่ไม่เคยบังคับ
วิทยาศาสตร์ คณิต ดนตรี ภาษาอังกฤษลองเรียนทั้งหมดดูก่อน
เรียนแล้วไม่ได้อะไร (แบบว่าหัวไม่รับวิทยาศาสตร์เลยยยยย) ก็เลิกเรียนพิเศษไป
ม.ปลาย แทบจะไม่ได้เรียนอะไรเลย ก็ยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลได้ ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศด้วย
เรามองว่าการแข่งขันของเด็กสมัยนี้สูงเกินไป
แถวบ้านเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ที่พ่อแม่เด็กต้องดิ้นรนหาทางให้ลูกเข้าเรียนที่นี่ให้ได้
ใครรุ่นเดียวกับเราคงจะนึกออก เลิกเรียนซื้อยำวุ้นเส้นข้างรั้วนั่งกิน กระโดดยาง เล่นหมากเก็บ
ในขณะที่เด็กสมัยนี้ต้องไปเรียนพิเศษหามรุ่งหามค่ำ เสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้เล่นสนุกให้สมวัย กลับต้องนั่งเรียนต่อไปอีก
แต่ก็เข้าใจหัวอกคุณพ่อคุณแม่นะ ลูกคนอื่น ๆ เขาเรียนกันเยอะแยะ ลูกเราเองอยู่เฉย ๆ ก็คงจะเป็นการนิ่งดูดายเกินไป ต้องทำอะไรสักอย่าง
สังคมเลยเปลี่ยนไปมากขนาดนี้