หลังจากที่ฟังหลายคนเสนอแนวทางมาให้ ก็ขอบคุณทุกคนเป็นอย่างมาก
บางช่วงบางตอนฉันเเล่าไม่ละเอียดเพราะยังไม่เคยตั้งกระทู้ สามีดิฉันเมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยทะนงตนว่าตนเองมีเงินเดือนมาก เมื่อได้เข้าทำงานบริษัทผลิตรถเชฟโรเล็ตชื่อดังบริษัทหนึ่ง การเปลี่ยนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เงินเดือนออกแต่ละครั้งจะต้องเห็นแก่สังคมก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเปลี่ยนกะ เลี้ยงเปลี่ยนแผนก เลี้ยงเปลี่ยนหัวหน้า เลี้ยงส่งฝรั่ง ทุกอย่างสามีดิฉันไปหมดและงานเลี้ยงอื่นๆของบรรดาลูกน้องเพื่อนฝูง คิวครอบครัวเป็นคิวสุดท้าย อย่างบางทีไปกับเพื่อนก็ถึงขนาดตักอาหารใส่จานเพื่อน ดูแลเพื่อน(ผู้หญิงดีกว่าเมียตนเองเสียอีก) จนเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 49 สามีดิฉันขับรถกลับจากงานเลี้ยงไปชนคน บาดเจ็บ 2 คน ตายที่โรงพยาบาล 1 คน ต้องเสียเงินร่วม 5 แสนบาท พร้อมกับดิฉันได้ท้องมีลูกสาวคนโต ตอนนี้อายุได้ 6 ขวบแล้ว ก็ยังไม่เข็ดก็ยังมีออกไปสังสรรคบ่อยครั้ง เรียกว่าทุกวันศุกร์ วันเสาร์ เวลาให้กับเพื่อนลูกน้องและตนเองมากกว่าเมียและลูก ตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกันมามักจะมีเรื่องร้อนใจเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงมาสม่ำเสมอในช่วงปี 52หรือ53นี่แหละสามีดิฉันได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ม.บูรพา ก็ไม่วายมีเรื่องผู้หญิงอีกทั้งที่ผู้หญิงเค้ามีสามีแล้ว พากันไปเที่ยวเชียงใหม่กับครอบครัวของเรา ปรากฏว่าเป็นสถานที่ที่ครอบครัวเราเคยไปมาแล้ว ดูแลเทคแคร์เพื่อนหญิงสองคนอย่างดี บังเอิญฉันเดินเที่ยวถนนคนเดินที่ปายแล้วเจอกางเกงสวย ฉันพูดเพื่อขอคำปรึกษาหรืออะไรนี่แหละ เค้าตะคอกใส่ฉันต่อหน้าเพื่อนผู้หญิงของเค้า คือเค้าเป็นคนอุ้มลูกไม่ทราบว่าเหนื่อยหรืออย่างไร และก็มักจะมีเรื่องผู้หญิงสองคนนี่มาตลอดมีอยู่วันหนึ่งรถของผู้หญิงคนที่มีสามีเสีย คุณเชื่อไหมคะว่าผู้หญิงลงทุนมาขึ้นรถที่หน้าบ้านสามีดิฉัน(จากพนัสนิคม ชลบุรี) แทนที่จะนั่งรถไปม.บูเอง ฉันร้องไห้อยู่กับลูกเป็นครึ่งปีสถานการณ์ต่างๆค่อยดีขึ้น ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสะใภ้อีกคนที่อยู้พนัสนิคมด้วยกัน จนกระทั่งมามีคราบน้ำตาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งโดยในปีเดียวกันนี่แหละ แม่ดิฉันล้มป่วยลงด้วยเป็นอัมพฤติครึ่งซีกเดินไม่ได้ ฉันจ้างแม่ผัวมาช่วยดูแล แต่กลายเป็นว่าฉันนำไฟร้อนเข้าบ้าน คำแรกที่แม่ผัวประกาศตรงปลายเท้าแม่ฉันว่า จะให้ลูกชายเค้ามารับผิดชอบอาการป่วยของแม่ดิฉันเหรอ ยังไม่พอฉันไม่มีเงินเหลือพอซื้อกับข้าวและก็ไม่ค่อยได้ทำกับข้าว เพราะสามีไม่เคยแบ่งเงินเดือนให้ฉันใช้เลย เงินเดือนของดิฉันก็เป็นค่าจ้างให้แม่เค้าค่ายา ค่าแพมเพิสแม่ แม่เค้าพูดใส่หูแม่ฉันว่า ไม่ได้มานอนให้ลูกชายเค้ากับข้าวกับปลาไม่ทำ และฉันเพิ่งคลอดลูกคนโตใหม่ ก็พูดใส่หูแม่ฉันว่าอ้วนเดี๋ยวลูกชายเค้าไม่รัก และอีกจิปาถะมากมาย ซึ่งบางคำดิฉันก็บอกว่ารับไม่ได้ จ้างได้ 3 เดือนมีแต่ไฟเข้าบ้านทุกวัน จึงตัดปัญหาไม่จ้างให้ชาวบ้านแถวบ้านแม่ดูแทน จนกระทั่งแม่ดิฉันเสีย อ้อช่วงนี้ดิฉันก็ท้องลูกคนที่สองยายไม่ได้เห็นหน้าหลาน หลังงานศพแม่ได้ 2-3 วันเผาเสร็จด้วยความที่ดิฉันเหงาว้าเหว่ ฉันขับรถลงไปนอนเล่นบ้านพ่อสามี เจอกับคำถามเรื่องสมบัติแม่ฉัน และว่าว่ารถไม่คิดล้างเลยเหรอในขณะที่รถเพิ่งใช้วิ่งธุรงานศพแม่ฉัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ฉันต้องจ้างเลี้ยงลูกคนเล็ก อ้อลืมบอกว่า วันที่ 12 เม.ย. 54 ทุกคนรู้ว่าฉันมีน้องแต่ก็รุมกันนั่งล้อมวงพิพากษาฉันเพราะฉันไม่สามารถให้แม่สามีอยู่กับครอบครัวเราได้เนื่องจากเค้าไม่เคยสอนลูกให้รักครอบครัว รักเดียวใจเดียว เพราะฉะนั้นตกเย็นมาฉันจึงต้องดูแลลูกเองทั้งสองคน มาถึงเหตุการณ์ล่าสุด(วันที่ 30 ส.ค. 56 ที่เคยโพสต์เรื่องผัดกระเพราแล้วไม่ทำให้กินเนื่องจากเห็นว่ามันดึกแล้ว เพิ่งครั้งเดียวแหละค่ะ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นทอดไข อุ่นนู้นนี่นั่น ตอนดึกก็ทำไว้ให้กิน และมักจะถามเสมอว่าจะกินอะไร วันหยุดก็จะเตรียมอาหารไว้ ทั้งที่เค้าไม่เคยให้เงินค่ากับข้าว ลืมบอกค่ะแต่ก่อนฉันจะทำอาหารเย็นไว้ให้ทาน แต่หลังจากหน้าที่การงานและเงินเดือนสูงขึ้นเค้าก็ไม่ค่อยกลับมากิน อย่างบางทีไปกินวันศุกร์เที่ยงวันเสาร์ถึงกลับบ้านมานอนจากการเมา ฉันเลยไม่ทำอีกและก็ได้บอกแล้วว่าไม่ทำเพราะอะไร ผัดกระเพราเป็นเรื่องค่ะ ออกจากบ้านไปตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 30 ส.ค. 56 จนวัน 2 ก.ย. ตอนเที่ยงโทรไปเค้าบอกว่าเบื่อบ้าน ทำให้กินแค่นี้มีปัญหามาก ฉันพยายามอธิบายเค้าก็ไม่ฟัง เค้าเอาเรื่องนี้มาเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับเค้า บางกระทู้แนะนำมาแต่เรื่องราวของสามีของดิฉันไม่ชัดเจนจึงขอเล่าเพิ่มเติมค่ะว่า ดิฉันก็บอกว่าเรื่องแค่นี้ถึงขนาดต้องทิ้งลูกทิ้งเมียออกไปอยู่บ้านเพื่อนแทนที่จะเป็นบ้านพ่อแม่ ฉันทำใจแล้วค่ะ ไม่กลับก็ไม่กลับนี่ก็ตี 2 แล้ว ฉันไม่ได้นอนมา 2 คืนติดกันแล้ว นี่หรือคู่ชีวิตของฉัน พ่อของลูกสาวฉัน เรื่องไม่เข้าใจกันแค่เพียงไม่ทำผัดกะเพราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้ามีเรื่องใหญ่หลวงกว่านี้ล่ะ ฉันสิ้นหวังแล้วจริง กรรมใดใครก่อก็เป็นไปตามกรรม ถ้าหมดจากหน้าที่การงานตรงนี้ก็ไม่เหลืออะไรเหมือนกัน เค้าเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ ครั้งหนึ่งเค้าต้องออกมาแล้วค่ะในช่วงธนาคารโลกล่มนี่แหละ ได้เงินมาก็ใช้หนี่ที่เคยไปขับรถชนเค้าไว้ค่ะ ช่วงนั้นก็ตกงานอยู่พัก เพิ่งได้เข้าไปทำใหม่เมื่อปลายปี 53 กับความทะนงตนกับเงินเดือน 6 หมื่นค่ะ สามีหรือภรรยาท่านใดมีข้อเสนอแนะใดช่วยบอกทีนะคะ ไม่มีที่พึ่งเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของฉัน ตอนที่ 2
บางช่วงบางตอนฉันเเล่าไม่ละเอียดเพราะยังไม่เคยตั้งกระทู้ สามีดิฉันเมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยทะนงตนว่าตนเองมีเงินเดือนมาก เมื่อได้เข้าทำงานบริษัทผลิตรถเชฟโรเล็ตชื่อดังบริษัทหนึ่ง การเปลี่ยนก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เงินเดือนออกแต่ละครั้งจะต้องเห็นแก่สังคมก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเปลี่ยนกะ เลี้ยงเปลี่ยนแผนก เลี้ยงเปลี่ยนหัวหน้า เลี้ยงส่งฝรั่ง ทุกอย่างสามีดิฉันไปหมดและงานเลี้ยงอื่นๆของบรรดาลูกน้องเพื่อนฝูง คิวครอบครัวเป็นคิวสุดท้าย อย่างบางทีไปกับเพื่อนก็ถึงขนาดตักอาหารใส่จานเพื่อน ดูแลเพื่อน(ผู้หญิงดีกว่าเมียตนเองเสียอีก) จนเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 49 สามีดิฉันขับรถกลับจากงานเลี้ยงไปชนคน บาดเจ็บ 2 คน ตายที่โรงพยาบาล 1 คน ต้องเสียเงินร่วม 5 แสนบาท พร้อมกับดิฉันได้ท้องมีลูกสาวคนโต ตอนนี้อายุได้ 6 ขวบแล้ว ก็ยังไม่เข็ดก็ยังมีออกไปสังสรรคบ่อยครั้ง เรียกว่าทุกวันศุกร์ วันเสาร์ เวลาให้กับเพื่อนลูกน้องและตนเองมากกว่าเมียและลูก ตลอดระยะเวลาที่อยู่กินกันมามักจะมีเรื่องร้อนใจเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงมาสม่ำเสมอในช่วงปี 52หรือ53นี่แหละสามีดิฉันได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ม.บูรพา ก็ไม่วายมีเรื่องผู้หญิงอีกทั้งที่ผู้หญิงเค้ามีสามีแล้ว พากันไปเที่ยวเชียงใหม่กับครอบครัวของเรา ปรากฏว่าเป็นสถานที่ที่ครอบครัวเราเคยไปมาแล้ว ดูแลเทคแคร์เพื่อนหญิงสองคนอย่างดี บังเอิญฉันเดินเที่ยวถนนคนเดินที่ปายแล้วเจอกางเกงสวย ฉันพูดเพื่อขอคำปรึกษาหรืออะไรนี่แหละ เค้าตะคอกใส่ฉันต่อหน้าเพื่อนผู้หญิงของเค้า คือเค้าเป็นคนอุ้มลูกไม่ทราบว่าเหนื่อยหรืออย่างไร และก็มักจะมีเรื่องผู้หญิงสองคนนี่มาตลอดมีอยู่วันหนึ่งรถของผู้หญิงคนที่มีสามีเสีย คุณเชื่อไหมคะว่าผู้หญิงลงทุนมาขึ้นรถที่หน้าบ้านสามีดิฉัน(จากพนัสนิคม ชลบุรี) แทนที่จะนั่งรถไปม.บูเอง ฉันร้องไห้อยู่กับลูกเป็นครึ่งปีสถานการณ์ต่างๆค่อยดีขึ้น ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสะใภ้อีกคนที่อยู้พนัสนิคมด้วยกัน จนกระทั่งมามีคราบน้ำตาอย่างหนักหน่วงอีกครั้งโดยในปีเดียวกันนี่แหละ แม่ดิฉันล้มป่วยลงด้วยเป็นอัมพฤติครึ่งซีกเดินไม่ได้ ฉันจ้างแม่ผัวมาช่วยดูแล แต่กลายเป็นว่าฉันนำไฟร้อนเข้าบ้าน คำแรกที่แม่ผัวประกาศตรงปลายเท้าแม่ฉันว่า จะให้ลูกชายเค้ามารับผิดชอบอาการป่วยของแม่ดิฉันเหรอ ยังไม่พอฉันไม่มีเงินเหลือพอซื้อกับข้าวและก็ไม่ค่อยได้ทำกับข้าว เพราะสามีไม่เคยแบ่งเงินเดือนให้ฉันใช้เลย เงินเดือนของดิฉันก็เป็นค่าจ้างให้แม่เค้าค่ายา ค่าแพมเพิสแม่ แม่เค้าพูดใส่หูแม่ฉันว่า ไม่ได้มานอนให้ลูกชายเค้ากับข้าวกับปลาไม่ทำ และฉันเพิ่งคลอดลูกคนโตใหม่ ก็พูดใส่หูแม่ฉันว่าอ้วนเดี๋ยวลูกชายเค้าไม่รัก และอีกจิปาถะมากมาย ซึ่งบางคำดิฉันก็บอกว่ารับไม่ได้ จ้างได้ 3 เดือนมีแต่ไฟเข้าบ้านทุกวัน จึงตัดปัญหาไม่จ้างให้ชาวบ้านแถวบ้านแม่ดูแทน จนกระทั่งแม่ดิฉันเสีย อ้อช่วงนี้ดิฉันก็ท้องลูกคนที่สองยายไม่ได้เห็นหน้าหลาน หลังงานศพแม่ได้ 2-3 วันเผาเสร็จด้วยความที่ดิฉันเหงาว้าเหว่ ฉันขับรถลงไปนอนเล่นบ้านพ่อสามี เจอกับคำถามเรื่องสมบัติแม่ฉัน และว่าว่ารถไม่คิดล้างเลยเหรอในขณะที่รถเพิ่งใช้วิ่งธุรงานศพแม่ฉัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ฉันต้องจ้างเลี้ยงลูกคนเล็ก อ้อลืมบอกว่า วันที่ 12 เม.ย. 54 ทุกคนรู้ว่าฉันมีน้องแต่ก็รุมกันนั่งล้อมวงพิพากษาฉันเพราะฉันไม่สามารถให้แม่สามีอยู่กับครอบครัวเราได้เนื่องจากเค้าไม่เคยสอนลูกให้รักครอบครัว รักเดียวใจเดียว เพราะฉะนั้นตกเย็นมาฉันจึงต้องดูแลลูกเองทั้งสองคน มาถึงเหตุการณ์ล่าสุด(วันที่ 30 ส.ค. 56 ที่เคยโพสต์เรื่องผัดกระเพราแล้วไม่ทำให้กินเนื่องจากเห็นว่ามันดึกแล้ว เพิ่งครั้งเดียวแหละค่ะ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นทอดไข อุ่นนู้นนี่นั่น ตอนดึกก็ทำไว้ให้กิน และมักจะถามเสมอว่าจะกินอะไร วันหยุดก็จะเตรียมอาหารไว้ ทั้งที่เค้าไม่เคยให้เงินค่ากับข้าว ลืมบอกค่ะแต่ก่อนฉันจะทำอาหารเย็นไว้ให้ทาน แต่หลังจากหน้าที่การงานและเงินเดือนสูงขึ้นเค้าก็ไม่ค่อยกลับมากิน อย่างบางทีไปกินวันศุกร์เที่ยงวันเสาร์ถึงกลับบ้านมานอนจากการเมา ฉันเลยไม่ทำอีกและก็ได้บอกแล้วว่าไม่ทำเพราะอะไร ผัดกระเพราเป็นเรื่องค่ะ ออกจากบ้านไปตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 30 ส.ค. 56 จนวัน 2 ก.ย. ตอนเที่ยงโทรไปเค้าบอกว่าเบื่อบ้าน ทำให้กินแค่นี้มีปัญหามาก ฉันพยายามอธิบายเค้าก็ไม่ฟัง เค้าเอาเรื่องนี้มาเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับเค้า บางกระทู้แนะนำมาแต่เรื่องราวของสามีของดิฉันไม่ชัดเจนจึงขอเล่าเพิ่มเติมค่ะว่า ดิฉันก็บอกว่าเรื่องแค่นี้ถึงขนาดต้องทิ้งลูกทิ้งเมียออกไปอยู่บ้านเพื่อนแทนที่จะเป็นบ้านพ่อแม่ ฉันทำใจแล้วค่ะ ไม่กลับก็ไม่กลับนี่ก็ตี 2 แล้ว ฉันไม่ได้นอนมา 2 คืนติดกันแล้ว นี่หรือคู่ชีวิตของฉัน พ่อของลูกสาวฉัน เรื่องไม่เข้าใจกันแค่เพียงไม่ทำผัดกะเพราเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้ามีเรื่องใหญ่หลวงกว่านี้ล่ะ ฉันสิ้นหวังแล้วจริง กรรมใดใครก่อก็เป็นไปตามกรรม ถ้าหมดจากหน้าที่การงานตรงนี้ก็ไม่เหลืออะไรเหมือนกัน เค้าเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ ครั้งหนึ่งเค้าต้องออกมาแล้วค่ะในช่วงธนาคารโลกล่มนี่แหละ ได้เงินมาก็ใช้หนี่ที่เคยไปขับรถชนเค้าไว้ค่ะ ช่วงนั้นก็ตกงานอยู่พัก เพิ่งได้เข้าไปทำใหม่เมื่อปลายปี 53 กับความทะนงตนกับเงินเดือน 6 หมื่นค่ะ สามีหรือภรรยาท่านใดมีข้อเสนอแนะใดช่วยบอกทีนะคะ ไม่มีที่พึ่งเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ