เรามองว่าเรามีความสุขกับงาน เพื่อนเตือนว่าบ้างานเกินไป

ถ้าอ่านงงก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ เราเองก็ออกแนวสับสนตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี

คือ ขอเริ่มตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อเราเลยละกันนะคะ
คุณพ่อเราเป็นคนบ้างาน ขั้นบ้างานจริงๆ ทำงานที่ต่างจังหวัด เปิดบริษัทของตัวเองแล้วก็กลับบ้านแค่เสาร์อาทิตย์ ทำงานอยู่ตลอดเวลา บางครั้งแม่เราก็ส่งเราไปอยู่กับพ่อที่ต่างจังหวัดช่วงหยุดยาว เท่าที่จำได้คือไม่ค่อยได้เที่ยวเลย พ่อจะนั่งทำงานขีดเขียนอยู่ในออฟฟิสตลอดเวลา (พ่อทำงานออกแบบเครื่องจักร ออกแบบบ้าน) เราก็นั่งเล่นในออฟฟิสพ่อแหละ เอากระดาษมาขีดเขียนเล่นเหมือนกัน

พอเราอายุได้ห้าขวบ ทางบ้านเราก็มีปัญหา พ่อไม่ค่อยมีเวลาให้ที่บ้าน ทำงานตลอดเวลา เห็นนู่นเห็นนี้ก็เพ้อว่าจะเอามาสร้างเครื่องจักรต่างๆ จะได้เงิน พ่อก็จะขยันไปซื้อพวกเหล็กมาก่อสร้าง
ไปเรื่อยๆเหมือนครอบครัวเริ่มห่างกัน พ่อแม่เราก็เลิกรากันไปโดยที่เรามีอายุเพียงห้าขวบ หลังจากนั้นพ่อก็ไม่ได้มีแฟนใหม่อีกเลย

ตอนนี้พ่อเราอายุเจ็ดสิบกว่าๆแล้ว พ่อก็ยังไม่หยุดทำงานค่ะ ยังออกแบบบ้าน(ซัมเมอร์เฮ้าส์)ให้กับลูกค้าอยู่ ชอบออกนอกบ้านไปดูงาน พอเราเตือนพ่อก็ไม่ฟัง ดื้อ อยากจะทำงานอย่างเดียวเลย แล้วก็ไฮเปอร์ ไม่ยอมหยุด ดื้อแบบดื้อมากๆ บางทีก็อยากจะไปติดต่องานต่างจังหวัดคนเดียว แต่เราไม่ให้ไปเพราะพ่อแก่แล้ว ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาล่ะแย่เลย (เสริมหน่อยนึง พ่อเราพูดภาษาไทยไม่เก่งด้วย กลัวโดนหลอกโดนโกง)

ทีนี้ เราไปติดนิสัยพ่อเรามาอะค่ะ ตอนเราอายุได้สิบหก ตอนนั้นเรากลับไปอยู่กับแม่แล้ว ไม่ชอบขอเงินแม่ เราก็ชอบซื้อของเล่นเป็นเซ็ท แล้วเอามาขายแยกชิ้น ได้กำไรนิดหน่อย (ซื้อบนเน็ท เซ็ทละสองพันกว่าๆ เอามาขายตัวละสองสามร้อย) เซ็ทนึงอาจจะได้กำไรพันกว่าๆ แต่ก็สะสมเงินมาเรื่อยๆ ตอนนั้นภูมิใจ ประมาณว่ายังเรียนอยู่ หาเงินได้ตั้งเป็นพัน แล้วเราก็เหมือนพ่อตรงที่ชอบขีดเขียน เราก็เขียนงานขายไปเรื่อย ราคาถูกๆ

พอมามอปลาย เราจะอยู่แต่ให้ห้องศิลปะของโรงเรียน เราสนิทกับครูมาก คุยได้ทุกเรื่อง แต่กลับไม่มีเพื่อนสนิทที่อายุเท่ากัน เพื่อนเราแต่ละคนแก่กว่าเราหลายปีมาก บางคนก็มีลูกแล้ว พอเค้าอายุมาก ก็ชอบช่วยเสนอหนทางหาเงินให้เรา ชวนทำนู่นทำนี่ ครูเองก็ชอบเอางานเราไปประกวดบ้าง ได้เงินมาเล็กน้อย เราสนุกค่ะ มีความสุขกับชีวิตมากเวลาทำงาน

แต่พอเราย้ายมาอยู่เมืองไทย เรามาเรียนพิเศษเพิ่มที่เมืองไทยค่ะ ตอนอยู่เมืองนอกเราเรียนสายอาชีพหลายๆอย่าง ทุกทางที่สามารถนำมาประกอบธุรกิจได้ เราไปเดินเที่ยว เห็นว่าอะไรที่จับต้องแล้วทำเงินได้ เราก็ซื้อมาตุนไว้หมดเลย แล้วก็ศึกษาวิธีการใช้งานหรือช่องทางในการค้าขายของพวกนั้น พร้อมกับรับจ้างฟรีแลนซ์เขียนแบบไปด้วย เราเห็นว่าค่าเทอมวิชาพิเศษที่ไทยนี้ถูกดี แล้วก็สามารถนำมาเสริมอาชีพของเราได้อีกด้วย เผื่ออันนึงไม่รุ่ง จะได้ทำอีกอันนึง เราเลยตัดสินใจเรียนแฟชั่น ทั้งออกแบบ ทฤษฎี การตลาด ประวัติศาสตร์ และภาคปฎิบัติ
ตั้งแต่ที่เรามาเรียนที่ไทยเนี่ย เราก็ไม่ได้คิดอะไรนะคะ คิดว่ามาเรียนเพื่องาน แต่แล้วทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป

ต้องยอมรับเลยว่าทำงานลำบากกว่าอยู่เมืองนอกมาก และสังคมค่อนข้างต่างกัน ในเมืองไทยเนี่ยคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อนมักจะพร้อมมีบทบาทเข้ามาในชีวิตเรามาก และเราก็ไม่รังเกียจ แต่เราเริ่มรู้สึกว่ามันทำให้การงานเราเปลี่ยนรูปแบบไปแล้วแหละ
เรารับงานไประหว่างเรียนไป บางวันเราเรียนจบคาบก็รีบหอบข้าวของขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานต่อ บางวันก็ไปเรียนแล้วพักกลางวันก็ออกไปแบงก์บ้าง ไปขึ้นเงินบ้าง เอาง่ายๆคือ พักแทบจะไม่ได้พัก กลับบ้านเร็วก็มาปั่นงานกับการบ้าน บางคืนก็อยู่ดึกเพื่อที่จะทำงานให้เสร็จ

เราเป็นโรคจิตอย่างนึงคือ ถ้าไปเช็คบุ๊กแบงค์แล้วยอดเงินไม่ขึ้น เราจะใจเสียมากๆ นอนไม่หลับ เราไม่ได้งกแบบไม่ใช้เงินนะ แล้วก็ไม่ใช่คนใช้เงินเปลืองด้วย แต่เราเหมือนต้องการความมั่นใจตลอดเวลาว่าเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เราก็อยากมีมากกว่านี้เพื่อเลี้ยงพ่อแม่ต่อด้วย

ที่มากไปกว่านั้น เมื่อเพื่อนเราเริ่มสนิท และเริ่มคุยกันเยอะขึ้น ก็ย่อมมีการผูกพันธุ์กัน เพื่อนเราอายุน้อยกว่าเราปีนึง เป็นคนเก่งนะ แต่ขาดความมั่นใจ เก่งกว่าเรามากเลยแหละในวิชาพิเศษที่เราเรียนอยู่นี้ บางวันเราไม่ได้อยู่กินข้าวด้วย บางวันกลับเร็ว บางวันมีปัญหาเรื่องงาน เราขาดครึ่งคาบ เพื่อนเราก็หลังไมค์เฟสมาหาว่า "อย่าทิ้งเรานะ"
เหมือนเรื่องพ่อเราทั้งหมดตีกลับเข้ามาในหัวเราเลย เหมือนเรากำลังทุ่มเทกับงานจนลืมคนรอบข้างเกินไปหรือเปล่า อันนี้เราไม่รู้ เราคิดไปเองนะว่าเรื่องงานมันสำคัญ เพื่อนน่าจะเข้าใจ แต่พอเราได้คุยกับเพื่อนคนอื่นๆในเฟส (เราไม่ค่อยออกนอกบ้านเพราะทำงานเขียนแบบหน้าคอม คุยกับเพื่อนแก้เซ็งในเฟสตลอด) เพื่อนคนนั้นไม่ได้เรียนที่เดียวกัน แต่เค้าเตือนมาว่า เราบ้างานเกินไป เดี๋ยวจะไม่มีความสุข ระวังใช้ชีวิตวัยรุ่นไม่คุ้ม
เราก็เริ่มเอากลับมาคิดบ้างแล้วแหละ เรามีความสุขนะเวลาทำงาน แต่รู้สึกเหมือนเราขาดอะไรไปจริงๆ แล้วอีกอย่างคือ รู้สึกเหมือนเย็นชากับเพื่อนไม่รู้ตัว เวลาเพื่อนชวนเที่ยวก็ปฎิเสธตลอด เวลาได้เที่ยวกันจริงๆก็ชอบหลุดปากพูดทำนองว่า "ไอ้นี่ดีเนอะ เอามาเย็บคงสวย ได้หลายตังค์" เหมือนเราพูดเรื่องเงินจนติดปากไปแล้ว เห็นอะไรเราก็มองเป็นช่องทางทำมาหาเงินเกือบหมด (พวกที่ออกแนวศิลปะ) ชอบคิดไปเรื่อย

ตอนนี้เราอายุ22 เรามีเพื่อนสนิทอยู่สองคน ทำงานทั้งคู่ก็เลยเข้าใจกัน เพราะต่างคนต่างรักงานตัวเอง สนุกกับงาน เลยคุยกันแค่ยามว่าง
แต่คนที่เราอยู่ด้วยตอนนี้ เพื่อน ณ ปัจุบัน เค้ายังเป็นวัยรุ่นอยู่ ยังไม่ได้ทำงาน ยังสนใจด้านอื่นๆอยู่ เราว่าเราวิ่งทำงานทั้งวันอย่างนี้จะใจร้ายกับเพื่อนเราเกินไปหรือเปล่า แล้วที่เราสนุกกับงานมากขนาดนี้มันจะแย่มากไหมอะคะ มันเหมือนเราสนใจกับสิ่งนี้อะ ทำงานที่ตัวเองรักจริงๆ รักแบบ รักมากๆๆๆ อาชีพในฝันเลยแหละ เราเคยพูดตั้งนานแล้วนะว่าไม่อยากแต่งงานเพราะไม่อยากห่างงาน แต่ในอนาคตมันก็ต้องมีใช่มะ ที่จะได้ไปสนุกกับเพื่อน สักวันเราก็ต้องมีความรักบ้างปะ เราไม่รู้จริงๆว่าตอนนี้เราทุ่มเทให้กับสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า หรือเรากำลังเอาชีวิตวัยรุ่นของเราไปโยนทิ้งจรืงๆ

ขอความเห็นด้วยนะคะ มันจะมีทางไหนบ้างที่เราจะได้ปล่อยวางกับเรื่องนี้หรือหารสชาติใหม่ให้กับชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน ตอนนี้เราประกาศปิดรับงานไปแล้วค่ะ คิดว่าจะลองให้ตัวเองได้ทำอะไรใหม่ๆดู เราอยากมีสีสันอื่นๆให้กับชีวิตบ้าง งานมันทำให้เรามีความสุขก็จริง แต่มันไม่น่าจะใช่ทุกสิ่งสำหรับเรา เราเองก็กลัวการใช้ชีวิตไม่คุ้มเหมือนกัน อยากรู้อะค่ะว่าคนอื่นตอนไม่ทำงาน หาความสุขอะไรให้กับตัวเองบ้าง
หรือว่าถ้าทำงานแล้วมีความสุข เราทำต่อไปเรื่อยๆดีกว่า แต่เราก็อาจจะพลาดอะไรไปปะ?
งงตัวเองอะค่ะ บางทีเก็บมาคิดก็ไม่ได้นอนเลย เราเคยคุยกับพ่อเรื่องนี้ไปแล้ว พ่อบอกว่าพ่อทำงานทั้งชีวิตก็มีความสุขกับงาน แต่ตอนนั้นพ่อสุขกับงานเกินจนต้องเลิกกับแม่เราไง เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นเหมือนพ่อ อาจจะทำให้เราห่างเหินกับครอบครัวไปด้วยหรือเปล่า เอาตรงๆ เราเองก็เพิ่งรู้ตัวด้วยว่าเพื่อนคุยเรื่องรักแรกกัน เรากลับไม่เคยแอบปิ้งใครเลย ไม่มีอะไรคุยในวงเพื่อน ช่วงที่เพื่อนเฮฮาปาร์ตี้ในช่วงวัยรุ่น ตอนนี้เรากลับมานั่งคิด เราก็ไม่เคยมีบรรยากาศแบบนั้นนะ.....

ขอบคุณที่อ่านค่ะ ขอโทษที่ยาวไปหน่อย เราออกแนวสับสนอะค่ะ เหมือนหาความต้องการตัวเองไม่ได้จริงๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่