------------------------------------------------------------------------
หลายวันมานี้ผมมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งเสนอแย้งว่าการที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นไม่ใช่เพราะมีระเบิด แต่เพราะสตาลินนั่นเอง
ผมอ่านแล้วเห้นว่าน่าสนใจจึงแปล/สรุปมาให้เป็นประเด็นสำคัญๆ ซึ่งบทความมาจากนิตยสาร Foreign Policy (
http://www.foreignpolicy.com/articles/2013/05/29/the_bomb_didnt_beat_japan_nuclear_world_war_ii?page=full)
เขียนโดยนักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่ง นาม Ward Wilson
บทความเริ่มด้วยการทำลายความเชื่อเกี่ยวกับระเบิดและค่อยๆแกะเหตุผลต่างๆซึ่งไล่เรียงได้ดังต่อไปนี้
1. เหตุผลด้านเวลา
1.1 วันที่ทิ้งระเบิดที่นางาซากิ (9 สิงหาคม) เป็นวันที่สภาสูงสุดเริ่มคิดจะยอมแพ้นั่นหมายความว่าระเบิดลูกแรกไม่ได้ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นสะเทือน
1.2 ผลรายงานความเสียหายของการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่าในวันที่ 6 สิงหาคมถูกส่งมาวันที่ 10 สิงหาคมซึ่งหมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฮิโรชิม่าไม่ได้สร้างความสะดุ้งสะเทือนเท่าไรต่อการยอมแพ้
1.3 วันที่ 8 สิงหาคมหลังมีการร้องขอให้คุยอย่างเร่งด่วนเรื่องการทิ้งระเบิดครั้งแรกแต่ก็มีการปฏิเสธการคุย
2. เหตุผลด้านระดับความรุนแรงของระเบิด
2.1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1945 นั่น ญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดจนชาชิน เมือง 68 เมืองราบเป็นหน้ากลอง ตายห่ารายล้านชีวิต เรียกได้ว่าโดนเกือบทุกวัน (ดูรายละเอียดตัวเลขจากลิงค์ข้างต้น)
2.2 ผู้นำญี่ปุ่นชินชา คิดว่าเป็นระเบิดทั่วๆไปเพราะระดับความเสียหายและชีวิตพลเมืองที่ตายไม่ต่างกันมากจากมุมมองของผู้นำ
2.3 ถ้าญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะระเบิดและความเสียหายจริงเขาน่าจะยอมแพ้ตั้งนานแล้วเพราะเละเหลือเกิน แต่ด้วยความชินชาผู้นำบางคนถึงกับบอกว่า "คนยุ่นควรจะชินกับการโดนทิ้งบอมบ์แล้ว"
3. ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
3.1 ญี่ปุ่นรู้ดีว่าไม่น่าไหวจากการคาดการณ์เหตุการณ์ในยุโรป ดังนั้นเขาจึงมีแนวทางสองแนวทาง คือแนวทางการฑูตและแนวทางการทหาร
3.2 การฑูตนั้นหลังจากที่ญี่ปุ่นและรัสเซียลงนามความเป้นกลางใน ปี1941 ระยะเวลา 5 ปีนั้น (หมดอายุ 1946) ญี่ปุ่นคาด่าสตาลินจะเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ดีๆหน่อย
3.3 การทหารนั้น อีกขั้วการเมืองในญี่ปุ่นเชื่อว่าควรเอาทหารราบมาลุยกับไอ้กันให้มันส์มือเผื่อว่าจะสามารถบาดเจ็บทั้งคู่และต่อรองให้ดีหน่อย
3.4 แต่เมื่อรัสเซียหันเขี้ยวบุกใส่ญี่ปุ่นนั้น ทั้งแนวทางการฑูตและการทหารล้มคว่ำคะมำ เพราะสตาลินไม่สามารถเข้ามาไกล่เกลี่ยและกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่ต้องลุ้นได้เลยว่าจะสามารถสู้มหาอำนาจทั้งสองได้ กล่าวคือ เรื่องระเบิดห่าเหวอะไรนั่นแทบจะไม่อยู่ในสารระบบของผู้นำญี่ปุ่นเลย
4. สร้างเรื่องเล่าให้ดูดี
4.1 แน่นอนว่าผู้นำญี่ปุ่นกลัวว่าจะมีการจัดการกับจักรพรรดิญี่ปุ่นหลังสงครามจบ การต้องการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดินั้นจะโทษการคำนวนผิดพลาดไม่ได้ในการเข้าสู่สงคราม
4.2 ดังนั้นญี่ปุ่นจึงยอมกระด้างแพ้สงครามด้านเทคโนโลยี ซึ่งแสดงให้เห้นว่าจักรพรรดิไม่ผิดนะเฟ้ย
4.3 การยอมลักษณะดังกล่าวจะทำให้ดูว่าญี่ปุ่นถูกกระทำจากระเบิดทำลายล้างอานุภาพสูง
4.4 การกล่าวว่าระเบิดทำให้ชนะนั้นทำให้สหรัฐฯพึงใจ กล่าวคือทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐยิ่งใหญ่มาก เพราะถ้าบอกว่ายอมเพราะสตาลินก็เท่ากับว่าโซเวียตนั้นสามารถทืำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ได้แค่ไม่กี่วันในขณะที่สหรัฐใช้เวลาถึง สี่ปี !!!!
4.5 แนวทางการเล่าเรื่องแบบนี้ได้ประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
----------------------------------------------------------------
credit ท่าน sandwhale soccersuck ครับ
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=870049
มาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน
ญี่ปุ่นแพ้สงครามเพราะสตาลินไม่ใช่ระเบิดปรมาณู!!!
หลายวันมานี้ผมมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งซึ่งเสนอแย้งว่าการที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นไม่ใช่เพราะมีระเบิด แต่เพราะสตาลินนั่นเอง
ผมอ่านแล้วเห้นว่าน่าสนใจจึงแปล/สรุปมาให้เป็นประเด็นสำคัญๆ ซึ่งบทความมาจากนิตยสาร Foreign Policy (http://www.foreignpolicy.com/articles/2013/05/29/the_bomb_didnt_beat_japan_nuclear_world_war_ii?page=full)
เขียนโดยนักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่ง นาม Ward Wilson
บทความเริ่มด้วยการทำลายความเชื่อเกี่ยวกับระเบิดและค่อยๆแกะเหตุผลต่างๆซึ่งไล่เรียงได้ดังต่อไปนี้
1. เหตุผลด้านเวลา
1.1 วันที่ทิ้งระเบิดที่นางาซากิ (9 สิงหาคม) เป็นวันที่สภาสูงสุดเริ่มคิดจะยอมแพ้นั่นหมายความว่าระเบิดลูกแรกไม่ได้ทำให้ผู้นำญี่ปุ่นสะเทือน
1.2 ผลรายงานความเสียหายของการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่าในวันที่ 6 สิงหาคมถูกส่งมาวันที่ 10 สิงหาคมซึ่งหมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฮิโรชิม่าไม่ได้สร้างความสะดุ้งสะเทือนเท่าไรต่อการยอมแพ้
1.3 วันที่ 8 สิงหาคมหลังมีการร้องขอให้คุยอย่างเร่งด่วนเรื่องการทิ้งระเบิดครั้งแรกแต่ก็มีการปฏิเสธการคุย
2. เหตุผลด้านระดับความรุนแรงของระเบิด
2.1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1945 นั่น ญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดจนชาชิน เมือง 68 เมืองราบเป็นหน้ากลอง ตายห่ารายล้านชีวิต เรียกได้ว่าโดนเกือบทุกวัน (ดูรายละเอียดตัวเลขจากลิงค์ข้างต้น)
2.2 ผู้นำญี่ปุ่นชินชา คิดว่าเป็นระเบิดทั่วๆไปเพราะระดับความเสียหายและชีวิตพลเมืองที่ตายไม่ต่างกันมากจากมุมมองของผู้นำ
2.3 ถ้าญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะระเบิดและความเสียหายจริงเขาน่าจะยอมแพ้ตั้งนานแล้วเพราะเละเหลือเกิน แต่ด้วยความชินชาผู้นำบางคนถึงกับบอกว่า "คนยุ่นควรจะชินกับการโดนทิ้งบอมบ์แล้ว"
3. ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
3.1 ญี่ปุ่นรู้ดีว่าไม่น่าไหวจากการคาดการณ์เหตุการณ์ในยุโรป ดังนั้นเขาจึงมีแนวทางสองแนวทาง คือแนวทางการฑูตและแนวทางการทหาร
3.2 การฑูตนั้นหลังจากที่ญี่ปุ่นและรัสเซียลงนามความเป้นกลางใน ปี1941 ระยะเวลา 5 ปีนั้น (หมดอายุ 1946) ญี่ปุ่นคาด่าสตาลินจะเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ดีๆหน่อย
3.3 การทหารนั้น อีกขั้วการเมืองในญี่ปุ่นเชื่อว่าควรเอาทหารราบมาลุยกับไอ้กันให้มันส์มือเผื่อว่าจะสามารถบาดเจ็บทั้งคู่และต่อรองให้ดีหน่อย
3.4 แต่เมื่อรัสเซียหันเขี้ยวบุกใส่ญี่ปุ่นนั้น ทั้งแนวทางการฑูตและการทหารล้มคว่ำคะมำ เพราะสตาลินไม่สามารถเข้ามาไกล่เกลี่ยและกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่ต้องลุ้นได้เลยว่าจะสามารถสู้มหาอำนาจทั้งสองได้ กล่าวคือ เรื่องระเบิดห่าเหวอะไรนั่นแทบจะไม่อยู่ในสารระบบของผู้นำญี่ปุ่นเลย
4. สร้างเรื่องเล่าให้ดูดี
4.1 แน่นอนว่าผู้นำญี่ปุ่นกลัวว่าจะมีการจัดการกับจักรพรรดิญี่ปุ่นหลังสงครามจบ การต้องการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดินั้นจะโทษการคำนวนผิดพลาดไม่ได้ในการเข้าสู่สงคราม
4.2 ดังนั้นญี่ปุ่นจึงยอมกระด้างแพ้สงครามด้านเทคโนโลยี ซึ่งแสดงให้เห้นว่าจักรพรรดิไม่ผิดนะเฟ้ย
4.3 การยอมลักษณะดังกล่าวจะทำให้ดูว่าญี่ปุ่นถูกกระทำจากระเบิดทำลายล้างอานุภาพสูง
4.4 การกล่าวว่าระเบิดทำให้ชนะนั้นทำให้สหรัฐฯพึงใจ กล่าวคือทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐยิ่งใหญ่มาก เพราะถ้าบอกว่ายอมเพราะสตาลินก็เท่ากับว่าโซเวียตนั้นสามารถทืำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ได้แค่ไม่กี่วันในขณะที่สหรัฐใช้เวลาถึง สี่ปี !!!!
4.5 แนวทางการเล่าเรื่องแบบนี้ได้ประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
----------------------------------------------------------------
credit ท่าน sandwhale soccersuck ครับ
http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=870049
มาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน