***สวัสดีครับเพื่อนๆชาวพันทิปที่เคารพรักทุกท่าน***
ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแย่ๆที่สุดในชีวิตของผม ด้วยปัญหาชีวิตทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอะไรต่อมิอะไรต่างๆที่ถาโถมกันเข้ามาแบบไม่ทันให้ตั้งหลัก ทำให้ผมเกิดความเหนื่อยหน่ายทั้งกายทั้งใจและพอดีกับที่ชีวิตมันตกต่ำจนถึงขั้นถูกตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นี่จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผมไม่มีโอกาสได้ยุ่งเกี่ยวและข้องแวะกับโลกออนไลน์เลย ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมได้พบโอกาสดีๆหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มีโอกาสกลับไปอ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่ตนเองเคยซื้อเอาไว้(โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนและการวางแผนชีวิต) และทำให้ผมมีโอกาสหวนนึกไปถึงช่วงที่ตนเองยังเป็นนักเรียนที่เคยขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่อนั่งอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตายเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งความลุ่มหลงในกลิ่นของหน้ากระดาษและน้ำหมึกตัวอักษรในสมัยนั้นถึงกับทำให้ผมต้องไปสมัครเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์เพื่อที่จะสามารถพบเจอกับหนังสือที่ชื่นชอบได้บ่อยครั้งขึ้น
แต่ทว่าในปัจจุบันแรงขับดันเหล่านั้นในตัวของผมกลับมอดดับลงไปแล้วตามภาระหน้าที่รับผิดชอบซึ่งมีมากขึ้นตามวัย จนกระทั่งในที่สุดคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจผมว่าทุกวันนี้ความสะดวกสบายในโลกออนไลน์นั้นทำให้เราลืมเลือนอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างไปหรือเปล่า หลายครั้งที่เรามัวแต่สนใจในโลกไซเบอร์จนลืมนึกถึงผู้คนและสรรพสิ่งรอบข้างไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนสนิท สัตว์เลี้ยงที่บ้าน หรือหนังสือดีๆซักเล่มที่เคยซื้อเอาไว้แต่ก็อ่านไม่จบเสียที นั่นจึงทำให้ผมเริ่มหันมาทบทวนการกระทำและบทบาทหน้าที่ของตนเองเสียใหม่ เพราะปัจจุบันเมื่อลองงอนิ้วนับดูอีกไม่ถึง5ปีอายุผมก็จะย่างเข้าเลขสามแล้วทั้งที่ปรกติในวัยนี้ควรจะเป็นช่วงที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเขาทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวหลายคนทำงานอย่างหนักและรอรับดอกผลจากสิ่งเหล่านั้น หลายคนมีความอิสระเสรีในชีวิตที่สามารถจะทำทุกอย่างได้ดั่งใจปราถณา แต่ผมกลับต้องมาทำงานงกๆเงิ่นๆเพื่อหาเงินมารับผิดชอบหนี้และปัญหาที่คนอื่นก่อขึ้น
และมันทำให้เกิดคำถามว่าทำไมชีวิตของคนหนึ่งคนมันถึงได้เฮงซวย เลวร้าย และบัดซบได้ถึงขนาดนี้ กระทั่งวันก่อนได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณ "สมคิด ลวางกูร" ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนผมเคยอ่านประวัติคร่าวๆของเขามาบ้างแล้ว ขนาดคนที่เคยอดอยากจนถึงขั้นต้องแย่งข้าวหมากินแต่กลับสามารถพลิกชีวิตของตนเองจนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ตัวผมเองก็มีสองมือสองเท้าเหมือนคนอื่นเขาแล้วทำไมต้องยอมกลายเป็นวัวควายให้คนอื่นเขาลากเขาไถเอาตามใจชอบ มันควรจะถึงเวลาที่ผมต้องปลดแอกตนเองออกจากพันธนาการทั้งหลายทั้งปวงแล้วเริ่มสร้างอนาคตของตนเองเสียที เพียงแต่ก่อนหน้านั้นผมอยากจะหลบหนีไปให้ไกลจากทุกสิ่งทุกอย่างไปให้พ้นจา่กแสงสีและปัญหาต่างๆที่คนรอบข้างก่อขึ้น อยากจะไปหาที่หลบพักใจและกายเพื่อจะได้ใช้เวลาตรงจุดนั้นทบทวนความคิดกับการกระทำของตนเองใหม่ และคิดว่าบางทีเส้นทางแห่งแสงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นอาจจะช่วยเปิดปัญญาที่มืดทึบและมืดมนของผมให้สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ครับ
**ขอบคุณในน้ำใจของทุกท่านที่มีให้แก่กันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ**
(May the Spoil be with you)
ขอสปอยล์จงสถิตย์อยู่กับท่าน
**กระทู้ขอคำปรึกษา** ใครเคยหลีกหนีปัญหาชีวิตด้วยการไป "บวชเรียน" เพื่อศึกษาธรรมะบ้างครับ?
ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาแย่ๆที่สุดในชีวิตของผม ด้วยปัญหาชีวิตทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอะไรต่อมิอะไรต่างๆที่ถาโถมกันเข้ามาแบบไม่ทันให้ตั้งหลัก ทำให้ผมเกิดความเหนื่อยหน่ายทั้งกายทั้งใจและพอดีกับที่ชีวิตมันตกต่ำจนถึงขั้นถูกตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นี่จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผมไม่มีโอกาสได้ยุ่งเกี่ยวและข้องแวะกับโลกออนไลน์เลย ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมได้พบโอกาสดีๆหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มีโอกาสกลับไปอ่านหนังสือหลายต่อหลายเล่มที่ตนเองเคยซื้อเอาไว้(โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนและการวางแผนชีวิต) และทำให้ผมมีโอกาสหวนนึกไปถึงช่วงที่ตนเองยังเป็นนักเรียนที่เคยขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่อนั่งอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตายเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งความลุ่มหลงในกลิ่นของหน้ากระดาษและน้ำหมึกตัวอักษรในสมัยนั้นถึงกับทำให้ผมต้องไปสมัครเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์เพื่อที่จะสามารถพบเจอกับหนังสือที่ชื่นชอบได้บ่อยครั้งขึ้น
แต่ทว่าในปัจจุบันแรงขับดันเหล่านั้นในตัวของผมกลับมอดดับลงไปแล้วตามภาระหน้าที่รับผิดชอบซึ่งมีมากขึ้นตามวัย จนกระทั่งในที่สุดคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้นในใจผมว่าทุกวันนี้ความสะดวกสบายในโลกออนไลน์นั้นทำให้เราลืมเลือนอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างไปหรือเปล่า หลายครั้งที่เรามัวแต่สนใจในโลกไซเบอร์จนลืมนึกถึงผู้คนและสรรพสิ่งรอบข้างไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนสนิท สัตว์เลี้ยงที่บ้าน หรือหนังสือดีๆซักเล่มที่เคยซื้อเอาไว้แต่ก็อ่านไม่จบเสียที นั่นจึงทำให้ผมเริ่มหันมาทบทวนการกระทำและบทบาทหน้าที่ของตนเองเสียใหม่ เพราะปัจจุบันเมื่อลองงอนิ้วนับดูอีกไม่ถึง5ปีอายุผมก็จะย่างเข้าเลขสามแล้วทั้งที่ปรกติในวัยนี้ควรจะเป็นช่วงที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเขาทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างฐานะกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวหลายคนทำงานอย่างหนักและรอรับดอกผลจากสิ่งเหล่านั้น หลายคนมีความอิสระเสรีในชีวิตที่สามารถจะทำทุกอย่างได้ดั่งใจปราถณา แต่ผมกลับต้องมาทำงานงกๆเงิ่นๆเพื่อหาเงินมารับผิดชอบหนี้และปัญหาที่คนอื่นก่อขึ้น
และมันทำให้เกิดคำถามว่าทำไมชีวิตของคนหนึ่งคนมันถึงได้เฮงซวย เลวร้าย และบัดซบได้ถึงขนาดนี้ กระทั่งวันก่อนได้มีโอกาสอ่านหนังสือของคุณ "สมคิด ลวางกูร" ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนผมเคยอ่านประวัติคร่าวๆของเขามาบ้างแล้ว ขนาดคนที่เคยอดอยากจนถึงขั้นต้องแย่งข้าวหมากินแต่กลับสามารถพลิกชีวิตของตนเองจนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ตัวผมเองก็มีสองมือสองเท้าเหมือนคนอื่นเขาแล้วทำไมต้องยอมกลายเป็นวัวควายให้คนอื่นเขาลากเขาไถเอาตามใจชอบ มันควรจะถึงเวลาที่ผมต้องปลดแอกตนเองออกจากพันธนาการทั้งหลายทั้งปวงแล้วเริ่มสร้างอนาคตของตนเองเสียที เพียงแต่ก่อนหน้านั้นผมอยากจะหลบหนีไปให้ไกลจากทุกสิ่งทุกอย่างไปให้พ้นจา่กแสงสีและปัญหาต่างๆที่คนรอบข้างก่อขึ้น อยากจะไปหาที่หลบพักใจและกายเพื่อจะได้ใช้เวลาตรงจุดนั้นทบทวนความคิดกับการกระทำของตนเองใหม่ และคิดว่าบางทีเส้นทางแห่งแสงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นอาจจะช่วยเปิดปัญญาที่มืดทึบและมืดมนของผมให้สว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ครับ
**ขอบคุณในน้ำใจของทุกท่านที่มีให้แก่กันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ**
(May the Spoil be with you)
ขอสปอยล์จงสถิตย์อยู่กับท่าน