สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 14
ทำนาแบบเก่า...แถวพังงา แต่ละปีทำแค่รอบเดียวครับ
บางปีต้องนอนใต้ยุ้งข้าวรมควันไล่มอดด้วยครับ แต่ไม่ใช้สารเคมีในการรม
การจัดยุ้งข้าว (แถวบ้านเรียกห้องข้าว)
ส่วนมากปลูกยกเสาสูง ประมาณ 1 เมตร ตัวเรือนสูง 2 เมตร กว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 5 เมตร
แยกแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง
แต่ละห้องปูผนังและพื้นห้องเล็กๆด้วยเสื่อใบเตยหลายๆชั้น
ปีหลังๆใช้ถุงปุ๋ยชั้นในหรือแผ่นพลาสติกปูชั้นบน กันความชื้นจากใต้ถุนได้ดี
ก่อนเอาข้าวใหม่ขึ้นยุ้ง ต้องสำรวจข้าวเก่าทุกห้อง ทำความสะอาดและเคลียร์ปัญหามอดทั้งหมด
เมื่อเอาข้าวใหม่ขึ้นแล้ว ผ่านไปสักพักถ้าห้องไหนเริ่มมีมอด ก็คุ้ยออกมาตากแดดซ้ำ
ต้องเอาห้องข้างๆมาตากด้วยครับ
เมื่อมีข้าวใหม่ ถ้าแดดไม่ดี ก็เกลี่ยใว้ในยุ้งและในบ้านนั่นหละ
กระจายไม่ให้ข้าวหนานัก ข้าวสูงสัก 10 เซนติเมตรก็หนาแล้วครับ
เมื่อด้านบนแห้งก็เอาไม้ดันข้าว กลับบนลงล่าง ทำซ้ำๆสี่ห้าวัน เก็บใส่ถุงใว้ชั่วคราวรอตากแดด ค่อยเทลงห้องครับ
บางปีแดดน้อย ข้าวใหม่กองล้นไปในบ้าน ขึ้นชั้นสองลามไปถึงที่นอนโน่นเลย
ก็ต้องนอนข้างถุงข้าวเป็นเดือนกว่าจะตากแดดขึ้นยุ้งได้หมด
ขนาดปูผ้าทับอย่างดีก็ยังคันคะเยอจนขี้เกียจเกาไปเลยครับ
ถ้าได้วันมีแดด ปูเสื่อใบเตยผืนใหญ่ๆ (สานเอง) ที่ลานบ้าน
ถ้าเป็นเสื่อกระจูดก็ใช้ผืนเก่าๆ (ของใหม่แพงๆเอาใว้นอน) ต้องปูสองชั้น ชั้นแรกดักทราย ชั้นที่สองรองข้าวเปลือก
เกลี่ยตากแดดลดความชื้นก่อน ต้องคนข้าวกลับเอาล่างขึ้นบนแดดละ สองสามครั้งเช่นกันครับ
แถมต้องนั่งเฝ้านะครับ เฝ้านก เฝ้าไก่และหมู รวมถึงหนูไม่ให้มากินข้าว
และเฝ้านกเหยี่ยวไม่ให้โฉบมากินลูกไก่อีกต่อหนึ่ง
แดดดีๆ ตากสองสามวันก็เอาเข้าห้องได้ครับ
จะเห็นว่าการเก็บเน้นเก็บเป็นข้าวเปลือกเพราะดูแลง่าย แค่ตากแดดครับ
เวลาจะกินค่อยนำไปสี ก็ตกประมาณเดือนละสองครั้ง ถ้าสีเก็บใว้เยอะ มอดถามหาครับ
*** และอย่างที่คุณบองหลา ความคิดเห็นที่ 7 บอก...
ชาวนาภาคใต้ยุคเก่าๆจะเก็บข้าวใหม่ใว้ในยุ้งอย่างน้อย 1 ปีเป็นการลดความชื้นไปในตัว
กินและขายข้าวเก่า 1 ปี เพราะ ขายได้ราคา แห้งดี ความชื้นสม่ำเสมอกัน
ทั้งตอนหุงก็กะปริมาณน้ำได้ง่าย แต่ละเมล็ดสุกทั่วกันครับ
ถ้าหุงข้าวใหม่ๆจากท้องนา ความชื้นในแต่ละเม็ดไม่ค่อยเท่ากัน แม้จะกะปริมาณน้ำได้ดี (ใช้น้ำน้อยกว่าหุงข้าวเก่า)
มันก็เสี่ยงที่จะมีข้าวบางเม็ดยุ่ยบ้างแข็งบ้าง และมียางเหนียวๆเยอะกว่าด้วยครับ
ใครชอบข้าวใหม่จากท้องนาต้องแก้ด้วยวิธีตากซ้ำอีก 1-2 แดด ก่อนนำไปสีและหุง เป็นการเพิ่มงานจึงไม่นิยมทำกัน
แต่จะว่าไป ก็ได้คุณค่าทางโภชนาการเยอะกว่า...
ดังนั้น ในยุ้งจะมีข้าวเปลือก
1. ข้าวใหม่ ความชื้นสูง
2. ข้าวเก่า 1 ปี จะกินหรือจะขายก็กำลังดี
3. ข้าวเก่า 2 ปี ถ้ากินไม่ทันก็ต้องขาย หรือยังไม่ขาย บางส่วนเว้นใว้เลี้ยงสัตว์
4. บางครอบครัวจะมีข้าวเก่า 4 ปี ความชื้นน้อย แต่หักง่าย เนื้อยุ่ย ขายยากครับ
ถ้าไม่สีทำแป้ง ก็ต้องต้มเลี้ยงหมู หว่านเลี้ยงเป็ดไก่ไป
การขายข้าวใหม่หมายความว่าข้าวเก่าหมดยุ้ง เป็นเรื่องผิดปกติครับ
และบางครอบครัวก็สะสมข้าวใว้ถึง 4 ปี เหมือนเตรียมรับมือภัยพิบัติหรือการสงครามอย่างยุคโบราณเลยทีเดียว
ถ้าเห็นใครขายข้าวใหม่เท่ากับมีเรื่องใว้ซุบซิบเลย ไม่เดือดร้อนจริงๆไม่ขายข้าวใหม่เด็ดขาดครับ
บางครั้งแม่ใช้หว่านข้าวให้ไก่ อาศัยลูกขี้เกียจตามประสาเด็ก คว้าได้กระสอบข้าวใหม่เอาไปโปรย
ผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้านบ้านเดินเฉียดมาหน่อยชำเลืองดูแวบเดียวเรื่องถึงแม่ โดนตีเลย แค่ดูสีเมล็ดก็รู้แล้ว 555
ใช้วิธีแบ่งยุ้งเป็นห้องเล็กอย่างที่ว่า... มีมอดเพียงน้อยนิด... มีมดเยอะกว่าครับ
บางปีต้องนอนใต้ยุ้งข้าวรมควันไล่มอดด้วยครับ แต่ไม่ใช้สารเคมีในการรม
การจัดยุ้งข้าว (แถวบ้านเรียกห้องข้าว)
ส่วนมากปลูกยกเสาสูง ประมาณ 1 เมตร ตัวเรือนสูง 2 เมตร กว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 5 เมตร
แยกแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง
แต่ละห้องปูผนังและพื้นห้องเล็กๆด้วยเสื่อใบเตยหลายๆชั้น
ปีหลังๆใช้ถุงปุ๋ยชั้นในหรือแผ่นพลาสติกปูชั้นบน กันความชื้นจากใต้ถุนได้ดี
ก่อนเอาข้าวใหม่ขึ้นยุ้ง ต้องสำรวจข้าวเก่าทุกห้อง ทำความสะอาดและเคลียร์ปัญหามอดทั้งหมด
เมื่อเอาข้าวใหม่ขึ้นแล้ว ผ่านไปสักพักถ้าห้องไหนเริ่มมีมอด ก็คุ้ยออกมาตากแดดซ้ำ
ต้องเอาห้องข้างๆมาตากด้วยครับ
เมื่อมีข้าวใหม่ ถ้าแดดไม่ดี ก็เกลี่ยใว้ในยุ้งและในบ้านนั่นหละ
กระจายไม่ให้ข้าวหนานัก ข้าวสูงสัก 10 เซนติเมตรก็หนาแล้วครับ
เมื่อด้านบนแห้งก็เอาไม้ดันข้าว กลับบนลงล่าง ทำซ้ำๆสี่ห้าวัน เก็บใส่ถุงใว้ชั่วคราวรอตากแดด ค่อยเทลงห้องครับ
บางปีแดดน้อย ข้าวใหม่กองล้นไปในบ้าน ขึ้นชั้นสองลามไปถึงที่นอนโน่นเลย
ก็ต้องนอนข้างถุงข้าวเป็นเดือนกว่าจะตากแดดขึ้นยุ้งได้หมด
ขนาดปูผ้าทับอย่างดีก็ยังคันคะเยอจนขี้เกียจเกาไปเลยครับ
ถ้าได้วันมีแดด ปูเสื่อใบเตยผืนใหญ่ๆ (สานเอง) ที่ลานบ้าน
ถ้าเป็นเสื่อกระจูดก็ใช้ผืนเก่าๆ (ของใหม่แพงๆเอาใว้นอน) ต้องปูสองชั้น ชั้นแรกดักทราย ชั้นที่สองรองข้าวเปลือก
เกลี่ยตากแดดลดความชื้นก่อน ต้องคนข้าวกลับเอาล่างขึ้นบนแดดละ สองสามครั้งเช่นกันครับ
แถมต้องนั่งเฝ้านะครับ เฝ้านก เฝ้าไก่และหมู รวมถึงหนูไม่ให้มากินข้าว
และเฝ้านกเหยี่ยวไม่ให้โฉบมากินลูกไก่อีกต่อหนึ่ง
แดดดีๆ ตากสองสามวันก็เอาเข้าห้องได้ครับ
จะเห็นว่าการเก็บเน้นเก็บเป็นข้าวเปลือกเพราะดูแลง่าย แค่ตากแดดครับ
เวลาจะกินค่อยนำไปสี ก็ตกประมาณเดือนละสองครั้ง ถ้าสีเก็บใว้เยอะ มอดถามหาครับ
*** และอย่างที่คุณบองหลา ความคิดเห็นที่ 7 บอก...
ชาวนาภาคใต้ยุคเก่าๆจะเก็บข้าวใหม่ใว้ในยุ้งอย่างน้อย 1 ปีเป็นการลดความชื้นไปในตัว
กินและขายข้าวเก่า 1 ปี เพราะ ขายได้ราคา แห้งดี ความชื้นสม่ำเสมอกัน
ทั้งตอนหุงก็กะปริมาณน้ำได้ง่าย แต่ละเมล็ดสุกทั่วกันครับ
ถ้าหุงข้าวใหม่ๆจากท้องนา ความชื้นในแต่ละเม็ดไม่ค่อยเท่ากัน แม้จะกะปริมาณน้ำได้ดี (ใช้น้ำน้อยกว่าหุงข้าวเก่า)
มันก็เสี่ยงที่จะมีข้าวบางเม็ดยุ่ยบ้างแข็งบ้าง และมียางเหนียวๆเยอะกว่าด้วยครับ
ใครชอบข้าวใหม่จากท้องนาต้องแก้ด้วยวิธีตากซ้ำอีก 1-2 แดด ก่อนนำไปสีและหุง เป็นการเพิ่มงานจึงไม่นิยมทำกัน
แต่จะว่าไป ก็ได้คุณค่าทางโภชนาการเยอะกว่า...
ดังนั้น ในยุ้งจะมีข้าวเปลือก
1. ข้าวใหม่ ความชื้นสูง
2. ข้าวเก่า 1 ปี จะกินหรือจะขายก็กำลังดี
3. ข้าวเก่า 2 ปี ถ้ากินไม่ทันก็ต้องขาย หรือยังไม่ขาย บางส่วนเว้นใว้เลี้ยงสัตว์
4. บางครอบครัวจะมีข้าวเก่า 4 ปี ความชื้นน้อย แต่หักง่าย เนื้อยุ่ย ขายยากครับ
ถ้าไม่สีทำแป้ง ก็ต้องต้มเลี้ยงหมู หว่านเลี้ยงเป็ดไก่ไป
การขายข้าวใหม่หมายความว่าข้าวเก่าหมดยุ้ง เป็นเรื่องผิดปกติครับ
และบางครอบครัวก็สะสมข้าวใว้ถึง 4 ปี เหมือนเตรียมรับมือภัยพิบัติหรือการสงครามอย่างยุคโบราณเลยทีเดียว
ถ้าเห็นใครขายข้าวใหม่เท่ากับมีเรื่องใว้ซุบซิบเลย ไม่เดือดร้อนจริงๆไม่ขายข้าวใหม่เด็ดขาดครับ
บางครั้งแม่ใช้หว่านข้าวให้ไก่ อาศัยลูกขี้เกียจตามประสาเด็ก คว้าได้กระสอบข้าวใหม่เอาไปโปรย
ผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้านบ้านเดินเฉียดมาหน่อยชำเลืองดูแวบเดียวเรื่องถึงแม่ โดนตีเลย แค่ดูสีเมล็ดก็รู้แล้ว 555
ใช้วิธีแบ่งยุ้งเป็นห้องเล็กอย่างที่ว่า... มีมอดเพียงน้อยนิด... มีมดเยอะกว่าครับ
แสดงความคิดเห็น
ข้าวชีวภาพที่บอกว่าปลอดภัยนักหนา เวลาเก็บเค้าต้องรมยาหรือเปล่าครับ หรือใช้วิธีอะไรในการป้องกันมอดครับ