สวัสดีครับเพื่อน ๆ พอดีผมมีเวลาว่างจากการทำงาน ก็เลยอยากจะแชร์้ข้อมูลจากที่ได้ติดตามตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกมา
ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนมีความรู้ด้านนี้ แต่ผมแค่ติดตามข่าวสารและอ่านข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จนพอเข้าใจภาพของสิ่งที่เกิดขึ้น
เลยอยากนำมาแชร์ให้กับเพื่อน ๆ ที่เป็นหน้าใหม่ หรือใครที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่้านมาครับ
ส่วนผู้ที่รู้แล้วและเข้ามาอ่านรบกวนชี้แนะด้วยครับ
ตลาดหุ้นไทยหลังจากร่วงหนักตอนช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 (2011) ก็ได้พุ่งขึ้นมาไม่หยุด และทำจุดสูงสุดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้จุดสูงสุดเก่าตอนต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ระดับ 1,789 จุด จนกระทั่งวันที่ 21.05.2013 ตลาดหุ้นไทยได้ขึ้นไปแตะที่ระดับ 1649.77 จุด ใกล้กับระดับ 1650 จุด ซึ่งถือเป็นแนวต้านจิตวิทยาแนวต้านหนึ่ง และร่วงลงมาปิดที่ระดับ 1643.43 จุด
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวร่วงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 1351.95 จุด รวมแล้วปรับตัวลดลงมาเกือบ 300 จุด (18%) ด้วยแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอดด้วยยอดขายสุทธิเกือบ 45,000 ล้านบาทภายในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว!!! ทำให้หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าเพราะเหตุใดนักลงทุนต่างชาติจึงกระหน่ำเทขายไม่หยุดขนาดนี้ จึงเกิดการตั้งข้อสังเกต หรือสมมติฐานต่าง ๆ มากมายไม่หยุด
วันนี้ผมเลยอยากมาประติดประต่อเรื่องราว จากการที่ผมติดตามอ่านข้อมูลต่าง ๆ มาตลอดเวลา
สาเหตุหลักที่ตลาดหุ้นร่วงลงมาขนาดนี้ก็มาจากต่างชาติขาย แล้วทำไมถึงขาย? เพราะอะไร?
ผมเห็นพูดกันหลายเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่เหตุผลที่คิดว่ามีน้ำหนัก(ฟังขึ้น)ที่สุด ก็คงจะเป็น
1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE เป็นข่าวหนึ่งที่ออกมาเขย่าขวัญนักลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวกันหมด
แล้วเจ้ามาตรการ QE นี่ มันส่งผลอย่างไรกับตลาดหุ้นหรอครับ
ปัจจุบันมีหลายประเทศที่หันมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยรัฐบาลจะนำเงินมาซื้อพันธบัตร ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ(ซึ่งมีรายละเอียดแยกย่อยอีกเยอะครับ) ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนปรับตัวลดลง ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ดูไม่ดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน และให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ และโยกเงินทุนหันนำไปลงทุนเพื่อกระตุ้นการบริโภค ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศแทน ทั้งการจ้างงาน และการผลิต เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง
ถ้าจะดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริงหรือไม่ให้ดูที่การจ้างงาน และการผลิต เพราะหากประชาชนในประเทศตกงานกันหมด มันจะส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลง เพราะไม่มีเงินจะไปซื้อสินค้า
พอประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ผู้ประกอบธุรกิจ/ผู้ประกอบการก็มีความเสี่ยงที่จะนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ รายได้มีโอกาสเติบโตลดลง กำไรลดลงหรือขาดทุนก็เป็นได้ ทำให้หยุดการขยายตัวของธุรกิจ และอาจลดขนาดลง โดยการลดการจ้างงานลง ก็ยิ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เหตุการณ์ดูเลวร้ายขึ้น
ประเทศที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลัก ๆ ได้แก่ อเมริกา และญี่ปุ่น โดยเป็นไปในเชิงของสงครามค่าเงิน เนื่องจากมาตรการ QE นั้น จะเป็นการพิมพ์เงินเพิ่มเข้ามาในระบบเพื่อซื้อสินทรัพย์(จากที่ผมเข้าใจสหรัฐเป็นประเทศหนึ่งนั้นสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้เอง) เงินเหล่านี้ทำให้ supply ของเงินสกุลตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งมันส่งผลตรงกันข้าม ทำให้มูลค่าของเงินให้ลดลง หรือค่าเงินอ่อนค่า ซึ่งการที่ค่าเงินของประเทศหนึ่งอ่อนค่า ก็จะทำให้ค่าเงินของอีกประเทศหนึ่งแข็งค่าแทน
ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวเช่นกัน จึงมีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกับสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลง โดยพวกเราคงเข้าใจกันดีครับว่า การที่ค่าเงินอ่อนค่านั้นจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก ซึ่งนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ ก็เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกของตัวเอง ส่วนสหรัฐฯ นั้น ผมมองว่าคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เขาต้องการ เพราะเมื่อการผลิต และการจ้างงานเกิดขึ้น ก็ต้องมีการขายสินค้า ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องขายเฉพาะภายในประเทศตัวเองเท่านั้นใช่ไหมครับ..
สำหรับความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นนั้น เจ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ ไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่ผลกระทบของค่าเงินที่อ่อนหรือแข็งค่าขึ้นต่างหาก ซึ่งนำมาสู่ข้อที่สามที่กำลังจะพูดถึงกันนะครับ
2) การเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน(Baht) การที่ค่าเงินสกุลหนึ่งเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร คำตอบแบบง่าย ๆ คือ การไหลเข้า-ออก ของปริมาณเงินในระบบ หรือ Fundflow ในด้านการลงทุนนั้น ประเทศไทยถือเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก การไหลของเงินทุนเข้ามาในตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารประเภทต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อนำมาลงทุนหาผลตอบแทน การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งในมุมมองเจ้าของเงินหรือผู้จัดการกองทุนต่างชาตินั้น ต้องมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นสำคัญ แต่เมื่อมองดูประเทศในโซนยุโรป และสหรัฐฯ แล้ว ต่างเห็นถึงการถดถอยหรือชะงักงันของเศรษฐกิจ ซึ่งหากลงทุนในประเทศเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ผลตอบแทนที่ต่ำ อาจมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็เป็นได้
ทำให้ผู้จัดการกองทุน/เงินทุน ต้องมองหาที่ ๆ จะนำเงินมาลงทุนหาผลตอบแทน เพราะหากทิ้งเงินไว้เฉย ๆ ก็จะมีมูลค่าลดลงตามเงินเฟ้อ จึงต้องหาที่อยู่ให้กับเงินเหล่านี้ ต้องขอกล่าวเพิ่มเติมก่อนนะครับว่าประเทศที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจทั้งหลายนั้น รัฐบาลของแต่ละประเทศต่างใช้มาตรการทางการเงิน และการคลังต่าง ๆ จนส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้มันดูไม่ดึงดูดสำหรับเจ้าของเงินหรือผู้จัดการกองทุนอีกต่อไปแล้ว
Fundflow ของเงินจึงต้องย้ายมายังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างเอเชียแทนทั้งเอเชียเหนือที่มีทั้งจีน เกาหลีใต้ หรือโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังคงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่การที่ Fundflow ในระบบของทั้งโลกจะมาลงในประเทศเหล่านี้ทีเดียว อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความโกลาหลก็เป็นได้ Fundflow เหล่านี้จึงต้องทยอยค่อยนำเงินเข้าสู่ระบบจึงเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยนั้น ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
แต่การที่ผู้จัดการกองทุนนำเงินมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนนั้นดูจะน้อยไป ในเมื่อเขาเหล่านั้นยังสามารถหากำไรจากการขึ้นลงของค่าเงินได้อีกทางหนึ่ง โดยหากเขาเริ่มนำเงินเข้ามาลงทุนในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า และรอจนค่าเงินบาทแข็งค่าแล้วค่อยขายและโอนเงินกลับประเทศ จะทำให้เขาสามารถทำกำไรได้ถึงสองทางด้วยกัน ซึ่งในส่วนนี้เราจะเห็นตัวอย่างได้จากที่ต่างชาติที่เคยซื้อหุ้นมาก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง จนมาถึงจุดขายทำกำไรจากตลาดหุ้นในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า จนค่าเงินบาทอ่อนค่าและดัชนีตลาดหุ้นร่วงมาต่อเนื่อง
3) เศรษฐกิจอเมริกามีสัญญาณของการฟื้นตัว จากตัวเลขการจ้างงาน ส่วนภาคการผลิตยังทรงๆ ในขณะที่ GDP Growth ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหา ทำให้มีการโยกเงินลงทุนกลับประเทศเพื่อไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ก่อนที่ราคามันจะสูงเกินไป
นอกจากนี้ผลของการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น หมายความว่า รัฐบาลจะลดการนำเงินไปถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งก็จะทำให้สินทรัพย์เหล่านี้เริ่มจะกลับมามีผลตอบแทนที่น่าลงทุนอีกครั้งหนึ่งด้วย
สรุปสั้น ๆ นะครับ
ต่างชาตินำเงินมาลงทุนเพราะเห็นผลตอบแทนที่ดีกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจทางฝั่งยุโรปและอเมริกา จนมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกามีสัญญาณของการฟื้นตัว ประกอบกับเป็นช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างหนักพอดีด้วยจึงขายทำกำไรเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนก่อนราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะสูงเกินไป
แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?
ไม่ส่งผลอะไรครับ เศรษฐกิจไทยก็ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการโยกย้ายเงินลงทุนเท่านั้น(แค่มีปริมาณมากเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง)
เพื่อนนักลงทุนชาวไทยทุกท่าน เศรษฐกิจบ้านเรายังดีอยู่ครับ ^^
อยากดูแบบมีภาพประกอบเชิญที่นี่นะครับ (^^a)
https://www.facebook.com/1STock1STory
credit: ข้อมูลและรูปภาพบางส่วน ผม copy มาจากกระทู้เก่าของคุณ Mr.Messenger มันอธิบายได้เห็นภาพดีสุด
(ผมอยากเขียนบทความดี ๆ ได้แบบท่านจังนะครับ)


ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้น!!?!
ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนมีความรู้ด้านนี้ แต่ผมแค่ติดตามข่าวสารและอ่านข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จนพอเข้าใจภาพของสิ่งที่เกิดขึ้น
เลยอยากนำมาแชร์ให้กับเพื่อน ๆ ที่เป็นหน้าใหม่ หรือใครที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่้านมาครับ
ส่วนผู้ที่รู้แล้วและเข้ามาอ่านรบกวนชี้แนะด้วยครับ
ตลาดหุ้นไทยหลังจากร่วงหนักตอนช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 (2011) ก็ได้พุ่งขึ้นมาไม่หยุด และทำจุดสูงสุดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้จุดสูงสุดเก่าตอนต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ระดับ 1,789 จุด จนกระทั่งวันที่ 21.05.2013 ตลาดหุ้นไทยได้ขึ้นไปแตะที่ระดับ 1649.77 จุด ใกล้กับระดับ 1650 จุด ซึ่งถือเป็นแนวต้านจิตวิทยาแนวต้านหนึ่ง และร่วงลงมาปิดที่ระดับ 1643.43 จุด
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวร่วงมาแตะจุดต่ำสุดที่ 1351.95 จุด รวมแล้วปรับตัวลดลงมาเกือบ 300 จุด (18%) ด้วยแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอดด้วยยอดขายสุทธิเกือบ 45,000 ล้านบาทภายในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว!!! ทำให้หลายคนอาจเกิดความสงสัยว่าเพราะเหตุใดนักลงทุนต่างชาติจึงกระหน่ำเทขายไม่หยุดขนาดนี้ จึงเกิดการตั้งข้อสังเกต หรือสมมติฐานต่าง ๆ มากมายไม่หยุด
วันนี้ผมเลยอยากมาประติดประต่อเรื่องราว จากการที่ผมติดตามอ่านข้อมูลต่าง ๆ มาตลอดเวลา
สาเหตุหลักที่ตลาดหุ้นร่วงลงมาขนาดนี้ก็มาจากต่างชาติขาย แล้วทำไมถึงขาย? เพราะอะไร?
ผมเห็นพูดกันหลายเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่เหตุผลที่คิดว่ามีน้ำหนัก(ฟังขึ้น)ที่สุด ก็คงจะเป็น
1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE เป็นข่าวหนึ่งที่ออกมาเขย่าขวัญนักลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวกันหมด
แล้วเจ้ามาตรการ QE นี่ มันส่งผลอย่างไรกับตลาดหุ้นหรอครับ
ปัจจุบันมีหลายประเทศที่หันมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยรัฐบาลจะนำเงินมาซื้อพันธบัตร ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ(ซึ่งมีรายละเอียดแยกย่อยอีกเยอะครับ) ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนปรับตัวลดลง ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ดูไม่ดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน และให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้ และโยกเงินทุนหันนำไปลงทุนเพื่อกระตุ้นการบริโภค ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศแทน ทั้งการจ้างงาน และการผลิต เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง
ถ้าจะดูว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริงหรือไม่ให้ดูที่การจ้างงาน และการผลิต เพราะหากประชาชนในประเทศตกงานกันหมด มันจะส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลง เพราะไม่มีเงินจะไปซื้อสินค้า
พอประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ผู้ประกอบธุรกิจ/ผู้ประกอบการก็มีความเสี่ยงที่จะนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ รายได้มีโอกาสเติบโตลดลง กำไรลดลงหรือขาดทุนก็เป็นได้ ทำให้หยุดการขยายตัวของธุรกิจ และอาจลดขนาดลง โดยการลดการจ้างงานลง ก็ยิ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เหตุการณ์ดูเลวร้ายขึ้น
ประเทศที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลัก ๆ ได้แก่ อเมริกา และญี่ปุ่น โดยเป็นไปในเชิงของสงครามค่าเงิน เนื่องจากมาตรการ QE นั้น จะเป็นการพิมพ์เงินเพิ่มเข้ามาในระบบเพื่อซื้อสินทรัพย์(จากที่ผมเข้าใจสหรัฐเป็นประเทศหนึ่งนั้นสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้เอง) เงินเหล่านี้ทำให้ supply ของเงินสกุลตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งมันส่งผลตรงกันข้าม ทำให้มูลค่าของเงินให้ลดลง หรือค่าเงินอ่อนค่า ซึ่งการที่ค่าเงินของประเทศหนึ่งอ่อนค่า ก็จะทำให้ค่าเงินของอีกประเทศหนึ่งแข็งค่าแทน
ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวเช่นกัน จึงมีการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกับสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลง โดยพวกเราคงเข้าใจกันดีครับว่า การที่ค่าเงินอ่อนค่านั้นจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก ซึ่งนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ ก็เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกของตัวเอง ส่วนสหรัฐฯ นั้น ผมมองว่าคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เขาต้องการ เพราะเมื่อการผลิต และการจ้างงานเกิดขึ้น ก็ต้องมีการขายสินค้า ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องขายเฉพาะภายในประเทศตัวเองเท่านั้นใช่ไหมครับ..
สำหรับความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นนั้น เจ้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ ไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่ผลกระทบของค่าเงินที่อ่อนหรือแข็งค่าขึ้นต่างหาก ซึ่งนำมาสู่ข้อที่สามที่กำลังจะพูดถึงกันนะครับ
2) การเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน(Baht) การที่ค่าเงินสกุลหนึ่งเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร คำตอบแบบง่าย ๆ คือ การไหลเข้า-ออก ของปริมาณเงินในระบบ หรือ Fundflow ในด้านการลงทุนนั้น ประเทศไทยถือเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก การไหลของเงินทุนเข้ามาในตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารประเภทต่าง ๆ นั้น ก็เพื่อนำมาลงทุนหาผลตอบแทน การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งในมุมมองเจ้าของเงินหรือผู้จัดการกองทุนต่างชาตินั้น ต้องมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นสำคัญ แต่เมื่อมองดูประเทศในโซนยุโรป และสหรัฐฯ แล้ว ต่างเห็นถึงการถดถอยหรือชะงักงันของเศรษฐกิจ ซึ่งหากลงทุนในประเทศเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ผลตอบแทนที่ต่ำ อาจมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็เป็นได้
ทำให้ผู้จัดการกองทุน/เงินทุน ต้องมองหาที่ ๆ จะนำเงินมาลงทุนหาผลตอบแทน เพราะหากทิ้งเงินไว้เฉย ๆ ก็จะมีมูลค่าลดลงตามเงินเฟ้อ จึงต้องหาที่อยู่ให้กับเงินเหล่านี้ ต้องขอกล่าวเพิ่มเติมก่อนนะครับว่าประเทศที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจทั้งหลายนั้น รัฐบาลของแต่ละประเทศต่างใช้มาตรการทางการเงิน และการคลังต่าง ๆ จนส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเหล่านี้มันดูไม่ดึงดูดสำหรับเจ้าของเงินหรือผู้จัดการกองทุนอีกต่อไปแล้ว
Fundflow ของเงินจึงต้องย้ายมายังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างเอเชียแทนทั้งเอเชียเหนือที่มีทั้งจีน เกาหลีใต้ หรือโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังคงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่การที่ Fundflow ในระบบของทั้งโลกจะมาลงในประเทศเหล่านี้ทีเดียว อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความโกลาหลก็เป็นได้ Fundflow เหล่านี้จึงต้องทยอยค่อยนำเงินเข้าสู่ระบบจึงเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยนั้น ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
แต่การที่ผู้จัดการกองทุนนำเงินมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนนั้นดูจะน้อยไป ในเมื่อเขาเหล่านั้นยังสามารถหากำไรจากการขึ้นลงของค่าเงินได้อีกทางหนึ่ง โดยหากเขาเริ่มนำเงินเข้ามาลงทุนในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า และรอจนค่าเงินบาทแข็งค่าแล้วค่อยขายและโอนเงินกลับประเทศ จะทำให้เขาสามารถทำกำไรได้ถึงสองทางด้วยกัน ซึ่งในส่วนนี้เราจะเห็นตัวอย่างได้จากที่ต่างชาติที่เคยซื้อหุ้นมาก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง จนมาถึงจุดขายทำกำไรจากตลาดหุ้นในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า จนค่าเงินบาทอ่อนค่าและดัชนีตลาดหุ้นร่วงมาต่อเนื่อง
3) เศรษฐกิจอเมริกามีสัญญาณของการฟื้นตัว จากตัวเลขการจ้างงาน ส่วนภาคการผลิตยังทรงๆ ในขณะที่ GDP Growth ดูเหมือนจะไม่เป็นปัญหา ทำให้มีการโยกเงินลงทุนกลับประเทศเพื่อไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ก่อนที่ราคามันจะสูงเกินไป
นอกจากนี้ผลของการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น หมายความว่า รัฐบาลจะลดการนำเงินไปถือครองสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งก็จะทำให้สินทรัพย์เหล่านี้เริ่มจะกลับมามีผลตอบแทนที่น่าลงทุนอีกครั้งหนึ่งด้วย
สรุปสั้น ๆ นะครับ
ต่างชาตินำเงินมาลงทุนเพราะเห็นผลตอบแทนที่ดีกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจทางฝั่งยุโรปและอเมริกา จนมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกามีสัญญาณของการฟื้นตัว ประกอบกับเป็นช่วงที่เงินบาทแข็งค่าอย่างหนักพอดีด้วยจึงขายทำกำไรเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนก่อนราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะสูงเกินไป
แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?
ไม่ส่งผลอะไรครับ เศรษฐกิจไทยก็ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการโยกย้ายเงินลงทุนเท่านั้น(แค่มีปริมาณมากเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง)
เพื่อนนักลงทุนชาวไทยทุกท่าน เศรษฐกิจบ้านเรายังดีอยู่ครับ ^^
อยากดูแบบมีภาพประกอบเชิญที่นี่นะครับ (^^a)
https://www.facebook.com/1STock1STory
credit: ข้อมูลและรูปภาพบางส่วน ผม copy มาจากกระทู้เก่าของคุณ Mr.Messenger มันอธิบายได้เห็นภาพดีสุด
(ผมอยากเขียนบทความดี ๆ ได้แบบท่านจังนะครับ)