แล้วพวกเขา มี "สามัญสำนึก" เฉกเช่น วิญญูชนพึงมี
หรือ ว่า เป็นได้แค่ พวก "ปากว่า ตาขยิบ" กันแน่ เจ้าคะ ?
1. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง ทิศ 6
แต่ ตัวเองกลับ ทำตามคำสอนที่ตนเคยสอนคนอื่นไม่ได้
ถึงขนาดเคย หนีไปบวช โดยทิ้งให้เมียต้องหน้าชื่นอกตรม
ต้องทนหวานอมขมกลืน ฝืนทนเลี้ยงลูกตามลำพัง
2. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง เบญจธรรม
ส่งเสริมให้ผู้อื่น หมั่นทำทาน แต่ตนนั้นกลับบำเพ็ญตน
เป็นได้แค่เพียง ผู้ขอ เที่ยวงอมืองอเท้าเกาะชาวบ้านกิน
3. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง ละแล้วซึ่งทิฏฐิมานะ
แต่ว่า ตัวเองกลับเย่อหยิ่งถือดี ไม่ยอมแม้แต่จะกราบไหว้
แสดงความกตัญญูกตเวทิตา ต่อบิดามารดา ผู้ให้กำเนิด
ด้วยถือว่า ตนนั้น ประเสริฐกว่าผู้เป็นบิดามารดา
แล้วในสมัยพุทธกาล มี บุคคลประเภทนี้ อยู่ มากน้อยแค่ไหน กันคะ
เมื่อเทียบกับ ปัจจุบัน ( รบกวนยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพ หน่อยสิเจ้าค่ะ )
ที่สำคัญ คนในสมัยนั้น เขาสรรเสริญ บุคคลที่มีลักษณะ ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด ?
บุคคลเช่นนี้ จัดว่าเป็น ตัวการที่ทำให้เกิด ปัญหาสังคม หรือไม่คะ ?
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะหรือ ว่า เป็นได้แค่ พวก "ปากว่า ตาขยิบ" กันแน่ เจ้าคะ ?
1. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง ทิศ 6
แต่ ตัวเองกลับ ทำตามคำสอนที่ตนเคยสอนคนอื่นไม่ได้
ถึงขนาดเคย หนีไปบวช โดยทิ้งให้เมียต้องหน้าชื่นอกตรม
ต้องทนหวานอมขมกลืน ฝืนทนเลี้ยงลูกตามลำพัง
2. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง เบญจธรรม
ส่งเสริมให้ผู้อื่น หมั่นทำทาน แต่ตนนั้นกลับบำเพ็ญตน
เป็นได้แค่เพียง ผู้ขอ เที่ยวงอมืองอเท้าเกาะชาวบ้านกิน
3. คนที่ชอบพูดพร่ำให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามคำสอนเรื่อง ละแล้วซึ่งทิฏฐิมานะ
แต่ว่า ตัวเองกลับเย่อหยิ่งถือดี ไม่ยอมแม้แต่จะกราบไหว้
แสดงความกตัญญูกตเวทิตา ต่อบิดามารดา ผู้ให้กำเนิด
ด้วยถือว่า ตนนั้น ประเสริฐกว่าผู้เป็นบิดามารดา
แล้วในสมัยพุทธกาล มี บุคคลประเภทนี้ อยู่ มากน้อยแค่ไหน กันคะ
เมื่อเทียบกับ ปัจจุบัน ( รบกวนยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพ หน่อยสิเจ้าค่ะ )
ที่สำคัญ คนในสมัยนั้น เขาสรรเสริญ บุคคลที่มีลักษณะ ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด ?