THE EMPIRE STRIKES BACK.

กระทู้สนทนา
จู่ๆ ก็นึกอยากจะเขียนกระทู้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย ไม่มีข้อมูลอ้างอิงใดๆ ทั้งสิ้น เขียนจากความรู้สึก และความคิดของตัวเองล้วนๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยรอบเกือบสิบปีมานี้

ถือว่าเป็นแสดงความคิดเห็นส่วนตัว นำความคิดเห็นนั้นมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน นะครับ

ประเทศไทยนักตั้งแต่เกิด "ปรากฏการณ์ทักษิณ" ขึ้น เมื่อนักธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมหน้าเหลี่ยม ที่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แล้วหันเหเข้ามาเล่นการเมือง อันหมายถึงนอกจากทรัพยากรเม็ดเงินทางธุรกิจ ยังจะต่อยอดไปสู่ขุมอำนาจทางการเมืองอีกด้วย

ผมไม่ทราบหรอกว่าทักษิณจะคิดอย่างไร? จะทำอะไร?

แต่สิ่งที่ทักษิณได้ทำลงไป มันก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในระดับเกินกว่า 9 ริกเตอร์ ทางการเมือง โดยเฉพาะรากฐานของสังคมไทยที่หยั่งลึกมานานตั้งแต่อดีต

สรุปง่ายๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องอธิบายมาก มันคือ การปะทะกันระหว่าง "กลุ่มทุนใหม่" กับ "กลุ่มทุนเก่า" ที่มีอิทธิพล ยึดกุม และกำหนดความเป็นไปในสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต

ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง "ทุน" สองกลุ่มนี้ ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์

กลุ่มทุนเดิม ที่มีลักษณะ "อนุรักษ์นิยม" คือ กลุ่มทุนที่เกาะกันแน่นโดยใช้ความได้เปรียบทางสังคมเดิมๆ ช่วงชั้นทางสังคมที่เหนือกว่ามานาน รายได้มาจาก การให้เช่า ให้กู้ ดอกเบี้ย สัมปทาน จากทรัพย์สินผูกขาดที่มีอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบประมาณ ของรัฐที่ถูก "หยิบสด" หักค่าคอมมิชชั่น หัวคิดกันอย่างโจ๋งครึ่ม ตลอดมา

ในขณะที่ กลุ่มทุนใหม่ เป็นลักษณะ "เสรีนิยม" ที่มีความคิดว่า จะต้องดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความเจริญเติบโต ความมั่งคั่งของสังคมโดยรวม เมื่อประเทศมีเศรษฐกิจที่ดี ธุรกิจของพวกเขาก็ย่อมจะเจริญเติบโตไปด้วย จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน"????

เหนือสิ่งอื่นใด การดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ "กลุ่มทุนใหม่" มันได้สร้างความกระทบกระเทือนกับโครงสร้างสังคม อนุรักษ์นิยมเดิมๆ ที่จะต้องเป็น "เจ้าบุญนายคุณ" ของประชาชนตลอดมา และตลอดไป

เมื่อประชาชนได้เริ่มตระหนัก และรับรู้ว่า ทรัพยากรในประเทศนี้ เขาเองต่างหากที่เป็นเจ้าของ หาใช่เจ้าบุญนายคุณ ดังที่เคยปลูกฝังกันมาไม่ ยิ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับกลุ่มทุนเก่าเป็นเท่าทวีคูณ ดังนั้น การทำลายล้างจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จริงจัง และรุนแรงตั้งแต่นั้นมา

โครงการจำนำข้าวนี่ก็เช่นกัน เป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนให้เห็น ยืนยันแนวคิดดังกล่าวได้ดี ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของชาติ และเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ได้ถูกยึดกุมจากกลุ่มทุนดั้งเดิมตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

ชาวนาเป็นเพียงผู้ผลิตที่ไม่มีปากมีเสียงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถูกกดขี่ปู้ยี่ปู้ยำจากพ่อค้า นายทุน ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ราย แต่รวมกลุ่มกันภายใต้ ทุนด้ั้งเดิม

เขาจะกดราคาซื้ออย่างไรก็ได้ ภายใต้ความพอใจในกำไรที่ต้องการ ไม่ต้องบอกหรอกว่าเป็นใคร อย่างน้อยก็มีกลุ่มห้าเสือ และนายทุนแบงก์จับมือกันแน่นโยงใยกันอยู่

เมื่อกลุ่มทุนใหม่ คิดใหม่ คิดยกระดับราคาข้าวด้วยวิธีจำนำ พ่อค้าข้าวที่กุมโควต้าส่งออกเอาไว้ก็พากันบอยคอต ไม่ยอมร่วมมือ ไม่ยอมขาดทุนกำไร แต่กลับไปใช้วิธีซื้อข้าวต่างชาติ ทั้งเขมร เวียดนาม มาส่งออกแทน เมินเฉยละเลย ต่อข้าวไทยที่มีเต็มโกดัง เพราะอยากจะให้โครงการนี้มันล่ม

พวกตูจะได้กลับมาเสวยสุข ทำนาบนหลังชาวนากันต่อไปเหมือนในอดีต

รัฐบาลจะแก้ลำโดยสร้างกลุ่มพ่อค้าใหม่ให้มาทำหน้าที่นี้แทน ก็มีการปล่อยข่าว ลงขันโจมตีกันเป็นขบวนการ

แน่นอน รัฐบาลย่อมกระอัก กระอ่วนใจ ชี้แจงมิได้ ร่ำไห้มิออก เหมือนขณะนี้

แต่ในที่สุดการปะทะของกลุ่มทุนทั้งสอง ยังจะดำเนินกันต่อไป

เป้าใหญ่อยู่ที่เรื่องการบริหารจัดการน้ำ และโครงการยกระดับประเทศไทยนั่นต่างหาก

เมื่อเทียบกับโครงการจำนำข้าแล้วโครงการจำนำข้าวนี้ถือว่าจิ๊บๆ เป็นน้ำจิ้ม เพราะถ้ารัฐบาลนี้ทำสำเร็จ พื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะฐานโครงสร้างทุนก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

แต่อย่างไรก็ตาม การเจาะทำลายบ่อนเซาะก็ต้องเริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างจำนำข้าวนี้ก่อน เพราะมีผู้เสียผลประโยชน์มาก และพร้อมที่จะรวมหัวกัน "ลงขัน" เพื่อจะโจมตี จิกตี โครงการนี้ และรัฐบาลนี้ให้ล่มลงไปให้ได้

แต่จะเป็นผลประการใด ก็ต้องรอดู

ดูเหมือนรัฐบาลจะรู้ทันและเร่งโฟกัสไปที่ "งานใหญ่" ที่รออยู่มากกว่า

โปรดรอดูด้วยใจจดจ่อ และร่วมลุ้นไปด้วยกัน

หึหึ

ปล.อ่านไม่รู้เรื่องก็ข้ามไปนะ ขี้เกียจลงรายละเอียด ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่