จากวัฏจักรชีวิตของคนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีพ่อแม่รวย ยังไม่มีบ้านของตัวเอง (อาจมาจากต่างจังหวัด)...
นาย A
เรียนจบมหาวิทยาลัย ---> หางานบริษัททำ ---> เก็บเงินซัก 5-8 ปีก็หาแฟนแต่งงาน ---> ช่วยกันดาวน์คอนโดเล็กๆ หรือบ้านกลางๆ ซักหลัง ---> เงินเดือนขึ้นบ้างไรบ้าง ---> ออกรถเล็กๆ ---> มีลูกเล็กๆ ค่าคลอด รพ เอกชนก็ 40,000 up ---> เริ่มทำธุรกิจเสริม เช่น ขายตรง หาของมาขายผ่านเวบ ---> จ่ายแป๊ะเจี้ยะลูก 50,000 - 100,000 บาท + ค่าเทอม @ 15,000 - 30,000 บาท ---> หาเงินเพิ่มอีก เพราะต้องส่งลูกเรียนพิเศษหรือจ้างคนมาดูแล เพราะพ่อแม่งานเยอะ เพราะรายจ่ายเยอะ เพราะภาระเยอะ... ไหนจะผ่อนบ้าน เปลี่ยนรถที่เริ่มเก่าแล้ว ค่าพี่เลี้ยงเด็ก ค่าเรียน ค่าเรียนพิเศษลูก ค่าเน็ต ค่าสมาร์ทโฟน ฯลฯ
...สุดท้ายเหนื่อยจนอายุ 45-50 บ้านก็ผ่อนหมดพอดี (จ่ายดอกเบี้ยกัน 30-70%) เหลือเวลาเก็บเงินใช้ตอนเกษียณอีกแค่ 10-15 ปี แต่ลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นก็มีเรื่องใช้เงินเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว จะไปทำอะไรเองส่วนตัวก็เริ่มกลัวแล้ว เพราะอายุมากขึ้นความกล้าเริ่มหมดไป............
แต่สุดท้ายนาย A มีบ้าน (ที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น Asset แต่ตอนแรกมันคือ Liability มาค่อนชีวิต) ...ลูกนาย A เรียนจบมาก็ไม่ต้องหาบ้านใหม่ เริ่มซื้อรถก่อนได้เลย ชีวิตสบายขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่
นาย B
เรียนมากับนาย A ตลอด แต่เลือกซื้อรถขับเท่ห์ก่อนซื้อบ้าน ---> ผ่อนรถหมด 48 เดือน ไม่มีเงินเก็บเท่าไหร่ เพราะส่งรถ + จ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนท์ ---> คิดจะเก็บเงินผ่อนบ้านหรือคอนโดเล็กๆซักแห่ง ---> เก็บได้ 2-3 ปี รถเริ่มเกเรแล้ว ---> คิดว่าจะเลิกใช้รถ เปลี่ยนมานั่งรถเมล์ แล้วเอาเงินจากการขายรถไปผ่อนดาวน์บ้านแทน... สุดท้ายรักสบายเคยตัว + กลับไปนั่งรถเมล์ก็เสียหน้าคนที่ออฟฟิต ---> ขายคันเก่า ผ่อนคันใหม่ ---> ชีวิตไม่มีบ้านซักที ถึงรุ่นลูกต้องมาเริ่มลำบากอีก ลูกนาย B ต้องผ่อนบ้านที่ไกลเมืองมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น + ราคาบ้านแพงขึ้นมากๆ เนื่องจากค่าวัสดุ + ค่าแรงไปไกลแล้ว
นาย Z
เรียนมากับ A & B ---> เลือกซื้อบ้านหลังเล็กๆ ที่พอดีกับชีวิตขณะนั้น บนที่ดินเปล่า ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ...สามารถปรับห้องนอนมาเป็นห้องทำงาน หรือรับแขกได้ (ใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแบบ 2 in 1 เช่น เตียงโซฟา, โต๊ะทำงานพับฝังผนัง, ไม่มีการปรุงอาหารในห้อง) ---> ทำงานไม่กี่ปี เก็บเงินไป "ถอยห้องครัว" ใหม่มาต่อกับบ้านหลังเดิม (จ่ายสดได้เพราะไม่แพง) ---> ออกรถเล็กๆ ---> แต่งงาน ---> ซื้อ "ห้องรับแขก" ด้วยเงินโบนัส 150,000-200,000 บาทมาต่อเพิ่มอีก ---> ลูกเริ่มโต เลยไปซื้อ "ห้องนอนเล็ก" มาต่ออีก
ชีวิตนาย Z เป็นหนี้แค่ค่า "ที่ดินเปล่า" ไม่นาน หลังจากนั้นเค้าสร้าง Asset ด้วยเงินสด แบบพอเพียงและพอดีกับชีวิตในแต่ละช่วง
...โสดอยู่ ก็ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ
...แต่งงาน ก็กลายเป็น 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก
...มีลูก ขยายเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก
ดอกเบี้ยที่นาย Z ต้องจ่ายรวมเป็นก้อนใหญ่ๆ ประมาณ 1-2 ล้านบาท (ถ้าเลือกผ่อนบ้านแบบเพื่อน A) ก็เอาไปทำอย่างอื่นได้
...ไม่ต้องวิ่งหาเงิน ขายตรง หาของมา Pre-sale ในเวบ เพื่อเอามาจ่ายค่าพี่เลี้ยง ค่าเรียนพิเศษ ...เนื่องจาก Z และภรรยาสามารถว่างพอที่จะดูแล สอนการบ้านลูกเองได้
...Z สามารถเอาเวลาที่เหลืออีก 20-25 ปี เก็บเงินได้เต็มที่ก่อนเกษียณ (เวลาปลอดเงินกู้ที่มากกว่า A เกือบ 10 ปี)
...ลูกนาย Z มีบ้านหลังใหญ่หลังนึง ที่มีครบทุก Function การใช้งาน เมื่อลูกนาย Z จะขายบ้านก็ได้ราคาไม่แพ้บ้านนาย A
เราต่างตกเป็น "เหยื่อ" ของการทำการตลาดกันอยู่รึเปล่า ว่าเรา "อยาก" และเราจึง "ต้อง" พยายามที่จะมีวิถีชีวิตแบบนี้
เรา "เชื่อ" ว่าการมี "บ้าน" แบบครอบครัวอบอุ่นในหนังในละคร มันเป็น "นิพพาน" ขั้นหนึ่งของชีวิตเรา เราเชื่อว่าการสร้างหนี้ก้อนใหญ่นั้นเป็น "การลงทุน" ไม่ได้เป็น "ภาระ"
ลองดูคลิปนี้ครับ
VIDEO
บ้านที่พอดีกับชีวิต บ้านที่เติบโตได้...แบบที่ไม่ต้องใช้หนี้ 30 ปี มีบ้างมั๊ยครับ ???
นาย A
เรียนจบมหาวิทยาลัย ---> หางานบริษัททำ ---> เก็บเงินซัก 5-8 ปีก็หาแฟนแต่งงาน ---> ช่วยกันดาวน์คอนโดเล็กๆ หรือบ้านกลางๆซักหลัง ---> เงินเดือนขึ้นบ้างไรบ้าง ---> ออกรถเล็กๆ ---> มีลูกเล็กๆ ค่าคลอด รพ เอกชนก็ 40,000 up ---> เริ่มทำธุรกิจเสริม เช่น ขายตรง หาของมาขายผ่านเวบ ---> จ่ายแป๊ะเจี้ยะลูก 50,000 - 100,000 บาท + ค่าเทอม @ 15,000 - 30,000 บาท ---> หาเงินเพิ่มอีก เพราะต้องส่งลูกเรียนพิเศษหรือจ้างคนมาดูแล เพราะพ่อแม่งานเยอะ เพราะรายจ่ายเยอะ เพราะภาระเยอะ... ไหนจะผ่อนบ้าน เปลี่ยนรถที่เริ่มเก่าแล้ว ค่าพี่เลี้ยงเด็ก ค่าเรียน ค่าเรียนพิเศษลูก ค่าเน็ต ค่าสมาร์ทโฟน ฯลฯ
...สุดท้ายเหนื่อยจนอายุ 45-50 บ้านก็ผ่อนหมดพอดี (จ่ายดอกเบี้ยกัน 30-70%) เหลือเวลาเก็บเงินใช้ตอนเกษียณอีกแค่ 10-15 ปี แต่ลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นก็มีเรื่องใช้เงินเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว จะไปทำอะไรเองส่วนตัวก็เริ่มกลัวแล้ว เพราะอายุมากขึ้นความกล้าเริ่มหมดไป............
แต่สุดท้ายนาย A มีบ้าน (ที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น Asset แต่ตอนแรกมันคือ Liability มาค่อนชีวิต) ...ลูกนาย A เรียนจบมาก็ไม่ต้องหาบ้านใหม่ เริ่มซื้อรถก่อนได้เลย ชีวิตสบายขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่
นาย B
เรียนมากับนาย A ตลอด แต่เลือกซื้อรถขับเท่ห์ก่อนซื้อบ้าน ---> ผ่อนรถหมด 48 เดือน ไม่มีเงินเก็บเท่าไหร่ เพราะส่งรถ + จ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนท์ ---> คิดจะเก็บเงินผ่อนบ้านหรือคอนโดเล็กๆซักแห่ง ---> เก็บได้ 2-3 ปี รถเริ่มเกเรแล้ว ---> คิดว่าจะเลิกใช้รถ เปลี่ยนมานั่งรถเมล์ แล้วเอาเงินจากการขายรถไปผ่อนดาวน์บ้านแทน... สุดท้ายรักสบายเคยตัว + กลับไปนั่งรถเมล์ก็เสียหน้าคนที่ออฟฟิต ---> ขายคันเก่า ผ่อนคันใหม่ ---> ชีวิตไม่มีบ้านซักที ถึงรุ่นลูกต้องมาเริ่มลำบากอีก ลูกนาย B ต้องผ่อนบ้านที่ไกลเมืองมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น + ราคาบ้านแพงขึ้นมากๆ เนื่องจากค่าวัสดุ + ค่าแรงไปไกลแล้ว
นาย Z
เรียนมากับ A & B ---> เลือกซื้อบ้านหลังเล็กๆ ที่พอดีกับชีวิตขณะนั้น บนที่ดินเปล่า ขนาด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ...สามารถปรับห้องนอนมาเป็นห้องทำงาน หรือรับแขกได้ (ใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแบบ 2 in 1 เช่น เตียงโซฟา, โต๊ะทำงานพับฝังผนัง, ไม่มีการปรุงอาหารในห้อง) ---> ทำงานไม่กี่ปี เก็บเงินไป "ถอยห้องครัว" ใหม่มาต่อกับบ้านหลังเดิม (จ่ายสดได้เพราะไม่แพง) ---> ออกรถเล็กๆ ---> แต่งงาน ---> ซื้อ "ห้องรับแขก" ด้วยเงินโบนัส 150,000-200,000 บาทมาต่อเพิ่มอีก ---> ลูกเริ่มโต เลยไปซื้อ "ห้องนอนเล็ก" มาต่ออีก
ชีวิตนาย Z เป็นหนี้แค่ค่า "ที่ดินเปล่า" ไม่นาน หลังจากนั้นเค้าสร้าง Asset ด้วยเงินสด แบบพอเพียงและพอดีกับชีวิตในแต่ละช่วง
...โสดอยู่ ก็ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ
...แต่งงาน ก็กลายเป็น 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก
...มีลูก ขยายเป็น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก
ดอกเบี้ยที่นาย Z ต้องจ่ายรวมเป็นก้อนใหญ่ๆ ประมาณ 1-2 ล้านบาท (ถ้าเลือกผ่อนบ้านแบบเพื่อน A) ก็เอาไปทำอย่างอื่นได้
...ไม่ต้องวิ่งหาเงิน ขายตรง หาของมา Pre-sale ในเวบ เพื่อเอามาจ่ายค่าพี่เลี้ยง ค่าเรียนพิเศษ ...เนื่องจาก Z และภรรยาสามารถว่างพอที่จะดูแล สอนการบ้านลูกเองได้
...Z สามารถเอาเวลาที่เหลืออีก 20-25 ปี เก็บเงินได้เต็มที่ก่อนเกษียณ (เวลาปลอดเงินกู้ที่มากกว่า A เกือบ 10 ปี)
...ลูกนาย Z มีบ้านหลังใหญ่หลังนึง ที่มีครบทุก Function การใช้งาน เมื่อลูกนาย Z จะขายบ้านก็ได้ราคาไม่แพ้บ้านนาย A
เราต่างตกเป็น "เหยื่อ" ของการทำการตลาดกันอยู่รึเปล่า ว่าเรา "อยาก" และเราจึง "ต้อง" พยายามที่จะมีวิถีชีวิตแบบนี้
เรา "เชื่อ" ว่าการมี "บ้าน" แบบครอบครัวอบอุ่นในหนังในละคร มันเป็น "นิพพาน" ขั้นหนึ่งของชีวิตเรา เราเชื่อว่าการสร้างหนี้ก้อนใหญ่นั้นเป็น "การลงทุน" ไม่ได้เป็น "ภาระ"
ลองดูคลิปนี้ครับ