+++ ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ทำงามหน้า สะกิดแผลมาร์ค หวังดีประสงค์ร้ายชัด555 +++

ปชป.สวน พท. โว แม้ "มาร์ค" ไปนอกน้อยกว่าสมัยเป็นรัฐบาล แต่ก็มีผลงานปรากฏชัด หากเทียบ "ปู" ไปเมืองนอกเยอะ แต่ไร้ผลงานเป็นรูปธรรม...

วันที่ 3 พ.ค. นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่เปรียบเทียบการทำงานของรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ระบุว่า นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีผลงานมากกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ใช้เวลาแค่ 3 เดือน ฟื้นสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และมีการเดินทางเยือนต่างประเทศ และรับแขกจากต่างประเทศบ่อยครั้งกว่า ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นคุณภาพทางความคิดของรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากจะเทียบเรื่องปริมาณนายกฯ อาจจะให้ความสำคัญกับการเยือนต่างประเทศมาก แต่การทำงานในประเทศ นายกฯ ก็ไม่ได้เข้าไปตอบกระทู้ในสภา ไม่ได้ทำงานในสภา ซึ่งนายกฯ อาจถนัดในการเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศ เพราะมีล่ามแปล ไม่ได้พูดเอง นายกฯ อาจจะสะดวกปาก สะดวกใจที่จะพูด แต่หากเข้ามาทำงานในสภาต้องพูดและทำความเข้าใจเอง

ทั้งนี้ งานด้านระหว่างประเทศของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แม้จะมีการเดินทางเยือนต่างประเทศน้อยครั้งกว่า แต่มีวาระที่ประสบความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ว่าด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็ทำให้มีวาระตามมา โดยมีการเลี้ยงรับรองเพื่อยืนยันศักยภาพเศรษฐกิจ และความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งประธานภูมิภาคก็แสดงความพอใจในการฟื้นตัวตัววิกฤติเศรษฐกิจของไทย จึงอยากถามกลับไปยังรองโฆษกพรรคเพื่อไทยว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งนั้น มีวาระที่ประสบความสำเร็จที่ชัดเจนหรือไม่.

http://www.thairath.co.th/content/pol/342565




ประเด็นแรก ว่านายกชอบไปต่างประเทศเพราะมีล่าม อยู่ไทยไม่มี เป็นการดูถูกที่แย่มาก ไม่น่าเชื่อว่า"บุตรชายอดีตหัวหน้าพรรค" จะมีวิจารณญาณต่ำแบบนี้ และที่กล่าวหามาก็ไม่เป็นจริง จะเห็นว่านายกไปต่างประเทศ แทบจะไม่ได้ใช้ล่าม จะใช้ก็ตอนอีกฝ่าย ไม่พูดอังกฤษซะด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นการเจรจาทวิภาคี แบบนั่งเก้าอี้ ก็คงจะพอกระแนะกระแหนแบบนี้ได้ แต่จากที่ผ่านๆมา จะเห็นได้ว่าระหว่างเดิน โดยเฉพาะในเวทีประชุมนานาชาติ นายกยิ่งลักษณ์จะมีคนเดินคุยด้วยตลอด แตกต่างอย่างชัดเจนจากรัฐบาลก่อน ที่ไม่มีใครเหลียวแล ซึ่งแน่นอนว่า จะเดินคุยแบบนี้ได้ ต้องมีคนอยากคุย และคุยรู้เรื่อง และแน่นอนอีกว่าไม่มีล่าม




ประเด็นสอง ซึ่งเป็นประเด็นหลักของกระทู้นี้
นายณัฏฐ์ จะยกอะไรมายออภิสิทธิ์ก็ย่อมได้ครับ เป็นสิทธิ์ของคุณ
แต่การยก การประชุม WEF on EAST ASIA ที่อินโดนีเซีย เนี่ย มันแสดงถึงความบ้องตื้นหรือไม่??

นายณัฏฐ์คงเกิดไม่ทันหละมั้ง555 ถึงไม่รู้ว่าเวทีนี้ในปีนั้น เป็นเวทีที่ทำให้ประเทศไทยอับอายขายหน้ามากที่สุด
แต่ผมจะขอเตือนความจำให้ก็แล้วกัน หลายๆท่านก็อาจจะลืมไปแล้ว แต่นายณัฏฐ์ดันขุดขึ้นมาได้อีก

VVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVVV

“อภิสิทธิ์” เจอ ส.ส.ฟิลิปปินส์ ฉะ “ประเทศที่ศิวิไลซ์จะไม่เอาปืนยิงใส่ประชาชน”

สืบเนื่องจากที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางไปร่วมอภิปรายในงาน World Economic Forum ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

การอภิปรายดังกล่าว มีตัวแทนจากสี่ประเทศในเอเชีย คือ
- มารี เอลกา ปังเกสตู รัฐมนตรีกระทรวงการคลังประเทศอินโดนีเซีย
- ปราชันท์ รัวร์ ซีอีโอเอสซาร์กรุ๊ป ประเทศอินเดีย
- วอลเดน เบลโล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศฟิลิปปินส์ และนักวิเคราะห์อาวุโส Focus on the Global South
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประเทศไทย

ผู้สื่อข่าว ได้ถามถึงความสัมพันธ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเป็นประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล

วอลเดน เบลโล : ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงประสบปัญหาด้านประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งประชาธิปไตยถดถอยมากหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อภิสิทธิ์ : ยอมรับว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องทำให้ประเทศไทยถอยหลังจริง แต่หลังจากนั้นมา รัฐบาลก็จัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่สองหลังการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการนำเป็นประเทศก้าวไปข้างหน้า เขาเน้นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ “ได้นำหลักนิติรัฐกลับมาสู่ประเทศ”

ต่อประเด็นดังกล่าว ผู้สื่อข่าวบีบีซีตั้งคำถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับประโยชน์จากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ใช่หรือไม่
อภิสิทธิ์ : พรรคตนไม่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหารแต่อย่างใด และชี้แจงว่า บัดนี้ประเทศไทยได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว “ในช่วงที่ผมเข้ามาบริหารประเทศ มีรัฐบาลสองรัฐบาลที่บริหารอยู่ก่อนหน้าแล้ว เราประสบกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจดังกล่าวได้ ซึ่งในขณะนี้ นับว่าประเทศได้กลับสู่สภาวะปกติ เราจัดให้มีการเลือกตั้ง เป็นการคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ และทหารก็ไม่เข้ามาแทรกแซงการเมืองอีก”

อย่างไรก็ตาม วอลเดน เบนโลจากฟิลิปปินส์ ยังกล่าวต่อไปว่า...
วอลเดน เบนโล : เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ตนได้อยู่ที่กรุงเทพฯ และได้รับรู้ถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐในการสลายการชุมนุม ซึ่งตนมองว่า เป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ และไม่สามารถยอมรับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไทยที่กระทำต่อประชาชนตนได้ “ผมช็อคมากกับการสังหารหมู่ประชาชนที่เกิดขึ้น ผมไม่คิดว่าประเทศที่มีอารยะ ควรนำอาวุธปืนมายิงใส่ประชาชน ผมตกใจมากจริงๆ กับการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์ : หากวอลเดน เบลโล ได้อยู่เมืองไทยก่อนหน้านั้น จะรู้ว่า ความรุนแรงดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่การสลายการชุมนุม เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพบว่ามีกลุ่มติดอาวุธอยู่ภายในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทั้งนี้ ทางรัฐบาลได้ใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วไป และเป็นการนำหลักนิติรัฐกลับคืนมาสู่ประเทศ “หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็มีกระบวนการทางการเมืองที่โปร่งใส เรามีการอภิปรายในสภา มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้เราก็ยังมีคณะกรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการค้นหาความจริง (Fact-finding) ไม่มีใครอยากเห็นความสูญเสียหรอกครับ แต่เราต้องยึดถือหลักนิติรัฐ”



ต้องขอบคุณณัฏฐ์ ที่เตือนความจำคนไทย ถึงเรื่องที่น่าอับอายอย่างที่สุด
เห็นชัด ว่าอภิสิทธิ์ออกนอกประเทศทีไร โดนเปิดแปลเหวอะวะทุกที
นี่ครั้งนึงแล้ว อีกครั้งนึงก็ในรายการของ BBC "unfortunately some people died"

เพราะอะไร? ทำไมในประเทศ กับนอกประเทศ หัวข้อข่าวถึงต่างกัน???
ก็เพราะต่างประเทศ เค้าไม่ได้อยู่ในกะลาครับ เค้ารู้ความจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
มีแต่ "พวกต่อต้านประเทศไทยในประเทศไทย" นี่แหละ ที่ยังพยายามหลอกตัวเองอยู่ทุกวัน

ขอบคุณณัฏฐ์อีกครั้ง ที่ได้กระตุ้นความทรงจำของคนไทยยิ้ม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่