ผมเพิ่งเลือกเรื่อง Osozaki no Himawari ขึ้นมาดูในช่วงหยุดยาววันจักรีที่ผ่านมาครับ
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผมเคยอ่านเจอมาจากรีวิวและความเห็นของหลายๆท่านในคลับซากุระ พบว่าเรื่อง Osozaki no Himawari นี้เป็นละครแนว healing + feel good เกี่ยวกับชนบทของญี่ปุ่น
ด้วยความที่ผมเองก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย กับวิถีชีวิตสนามแข่งหนูในเมืองกรุง กอปรกับคิดถึงวิถีชิวิตสงบสุขสมัยที่อยู่ที่โน่นพอดี ก็เลยรู้สึกอย่างดูขึ้นมา
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ละครยังดำเนินเรื่องที่เกาะชิโกกุ ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่ลึกลับของญี่ปุ่น ทัวร์ไทย ก็ไม่ไปลง หนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็ไม่เขียนถึง แม้แต่คนญี่ปุ่นหลายๆคนเองก็ยังไม่รู้จักและไม่สนใจจะไป ข้อมูลส่วนมากจะมาจากแผ่นพับที่ ได้ตอนไปแวะสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) เป็นครั้งคราว ละครเรื่องนี้คงช่วยให้เราเห็นภาพของเกาะลึกลับเกาะนี้ได้ชัดขึ้น
เรื่องราวของจะเล่าถึงชีวิตคนหนุ่มสาวตอนปลายจำนวนจ็ดคนในเมืองเล็กๆชื่อ ชิมันโต ในจังหวัดโคจิ เกาะชิโกกุ ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องราวความฝันและแผลในใจที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้นคือพระเอกซึ่งเป็นคนตกงานและโดนแฟนที่คบมาเจ็ดปีทิ้ง เขาได้บังเอิญไปเจอตำแหน่งงานชั่วคราวในหน่วยฟื้นฟูท้องถิ่นประจำเมืองชิมันโต เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่เมืองนี้ ส่วนนางเอกเป็นแพทย์นักวิจัยในโตเกียว ที่ถูกส่งมาประจำโรงพยาบาลในชิมันโตซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ เธอเองไม่เต็มใจนัก เพราะความฝันของเธอคือการได้ไปวิจัยในสถาบันของอเมริกา แต่กลับต้องมาทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปในบ้านนอกแทน
แรกเริ่มเดิมที ผมตั้งใจจะดูเรื่องนี้แบบไปเรื่อยๆ แต่ว่า พอได้ดูแค่ตอนแรกก็ติดหนึบเลย เพียงดูเพลงเปิดที่ดารานำแต่ละคนออกมาร้องเพลงก็
รู้สึกถึงความสดชื่นมีเสน่ห์ของละครแล้ว ทำให้ตะลุยดูเรื่องนี้จนจบภายในเวลาสามวันเท่านั้น
ผมชอบที่การนำเสนอเนื้อเรื่อง และการเกลี่ยบทที่ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม ถึงตัวละครสำคัญมีอยู่เจ็ดคน แต่ก็ไม่มีคนไหนที่ให้ความรู้สึกว่าถูกทิ้งเลย และทุกคนก็แสดงออกมาได้ดีและอินมาก นอกจากนี้ ต้องนับถือผู้กำกับที่ในแต่ละตอนนี่ สามารถนำอารมณ์ที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่น ความน่ารัก กำลังใจ ความเหงา ความเศร้า ความกดดัน ความลุ้นระทึก มาผสมผสานกันได้จนไม่รู้สึกว่ายัดเยียด
ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็มีหลายมุม ได้แก่ มุมความรัก มุมการใช้ชีวิต และมุมสังคม ซึ่งให้อารมณ์ที่สมจริง แต่ไม่มืดหม่น ฟีลกู๊ดแต่ไม่ขายฝัน หลายประเด็นก็รู้สึกโดนใจมากๆ เพราะบางเรื่องมันก็รู้สึกว่าตรงกับชีวิตตัวเองที่ผ่านมาจริงๆ เช่นเรื่อง การเลือกทางเดินชีวิต การหลงทางชีวิต การก้าวข้ามปมในใจและความผิดหวัง เป็นต้น
หากจะมองละครเรื่องนี้ในแง่ที่ส่งเสริมให้คนมาท่องเที่ยวเมืองชิมันโตในเกาะชิโกกุมากขึ้น ผมเห็นว่าละครทำได้สำเร็จ ในขณะที่เรื่องดำเนินไป ผมเริ่มรู้สึกอยากไปเยือนที่โน่นขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆเรียนรู้ว่า ที่โน่นมีสะพานจมน้ำ มีแม่น้ำสวยใส เหมาะไปพายเรือแคนูเล่น หรือจะเล่นวินเซิร์ฟแถวทะเลก็ได้ ส่วนอาหารประจำท้องถิ่นคือ ปลาโอ ถึงแม้นี่จะไม่ได้มากมายนักเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ผมก็ยังอยากไปลองเยือนดูอยู่ดี
แต่ในขณะเดียวกัน ละครก็ยอมรับความจริงอย่างซื่อๆ ว่า ชนบทก็มีปัญหาของชนบทเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวเข้าเมือง ภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่เรื่องที่คนเมืองก็เจออย่างปัญหาครอบครัว การตีกรอบของสังคม ก็เหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เรารู้สึกว่า ละครไม่ได้ตั้งใจที่ hard sale การท่องเที่ยวแต่อย่างใด
โดยสรุปแล้ว Osozaki no Himawari เป็นละครที่เยี่ยมเรื่องหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ต้องการเติมพลังชีวิตและพักผ่อนสักครู่จากโลกที่วุ่นวาย ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ
Osozaki no Himawari กับความประทับใจที่ไม่บานช้า
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผมเคยอ่านเจอมาจากรีวิวและความเห็นของหลายๆท่านในคลับซากุระ พบว่าเรื่อง Osozaki no Himawari นี้เป็นละครแนว healing + feel good เกี่ยวกับชนบทของญี่ปุ่น
ด้วยความที่ผมเองก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย กับวิถีชีวิตสนามแข่งหนูในเมืองกรุง กอปรกับคิดถึงวิถีชิวิตสงบสุขสมัยที่อยู่ที่โน่นพอดี ก็เลยรู้สึกอย่างดูขึ้นมา
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ละครยังดำเนินเรื่องที่เกาะชิโกกุ ซึ่งนับเป็นภูมิภาคที่ลึกลับของญี่ปุ่น ทัวร์ไทย ก็ไม่ไปลง หนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็ไม่เขียนถึง แม้แต่คนญี่ปุ่นหลายๆคนเองก็ยังไม่รู้จักและไม่สนใจจะไป ข้อมูลส่วนมากจะมาจากแผ่นพับที่ ได้ตอนไปแวะสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) เป็นครั้งคราว ละครเรื่องนี้คงช่วยให้เราเห็นภาพของเกาะลึกลับเกาะนี้ได้ชัดขึ้น
เรื่องราวของจะเล่าถึงชีวิตคนหนุ่มสาวตอนปลายจำนวนจ็ดคนในเมืองเล็กๆชื่อ ชิมันโต ในจังหวัดโคจิ เกาะชิโกกุ ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องราวความฝันและแผลในใจที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้นคือพระเอกซึ่งเป็นคนตกงานและโดนแฟนที่คบมาเจ็ดปีทิ้ง เขาได้บังเอิญไปเจอตำแหน่งงานชั่วคราวในหน่วยฟื้นฟูท้องถิ่นประจำเมืองชิมันโต เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่เมืองนี้ ส่วนนางเอกเป็นแพทย์นักวิจัยในโตเกียว ที่ถูกส่งมาประจำโรงพยาบาลในชิมันโตซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ เธอเองไม่เต็มใจนัก เพราะความฝันของเธอคือการได้ไปวิจัยในสถาบันของอเมริกา แต่กลับต้องมาทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปในบ้านนอกแทน
แรกเริ่มเดิมที ผมตั้งใจจะดูเรื่องนี้แบบไปเรื่อยๆ แต่ว่า พอได้ดูแค่ตอนแรกก็ติดหนึบเลย เพียงดูเพลงเปิดที่ดารานำแต่ละคนออกมาร้องเพลงก็
รู้สึกถึงความสดชื่นมีเสน่ห์ของละครแล้ว ทำให้ตะลุยดูเรื่องนี้จนจบภายในเวลาสามวันเท่านั้น
ผมชอบที่การนำเสนอเนื้อเรื่อง และการเกลี่ยบทที่ทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม ถึงตัวละครสำคัญมีอยู่เจ็ดคน แต่ก็ไม่มีคนไหนที่ให้ความรู้สึกว่าถูกทิ้งเลย และทุกคนก็แสดงออกมาได้ดีและอินมาก นอกจากนี้ ต้องนับถือผู้กำกับที่ในแต่ละตอนนี่ สามารถนำอารมณ์ที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่น ความน่ารัก กำลังใจ ความเหงา ความเศร้า ความกดดัน ความลุ้นระทึก มาผสมผสานกันได้จนไม่รู้สึกว่ายัดเยียด
ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็มีหลายมุม ได้แก่ มุมความรัก มุมการใช้ชีวิต และมุมสังคม ซึ่งให้อารมณ์ที่สมจริง แต่ไม่มืดหม่น ฟีลกู๊ดแต่ไม่ขายฝัน หลายประเด็นก็รู้สึกโดนใจมากๆ เพราะบางเรื่องมันก็รู้สึกว่าตรงกับชีวิตตัวเองที่ผ่านมาจริงๆ เช่นเรื่อง การเลือกทางเดินชีวิต การหลงทางชีวิต การก้าวข้ามปมในใจและความผิดหวัง เป็นต้น
หากจะมองละครเรื่องนี้ในแง่ที่ส่งเสริมให้คนมาท่องเที่ยวเมืองชิมันโตในเกาะชิโกกุมากขึ้น ผมเห็นว่าละครทำได้สำเร็จ ในขณะที่เรื่องดำเนินไป ผมเริ่มรู้สึกอยากไปเยือนที่โน่นขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆเรียนรู้ว่า ที่โน่นมีสะพานจมน้ำ มีแม่น้ำสวยใส เหมาะไปพายเรือแคนูเล่น หรือจะเล่นวินเซิร์ฟแถวทะเลก็ได้ ส่วนอาหารประจำท้องถิ่นคือ ปลาโอ ถึงแม้นี่จะไม่ได้มากมายนักเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ผมก็ยังอยากไปลองเยือนดูอยู่ดี
แต่ในขณะเดียวกัน ละครก็ยอมรับความจริงอย่างซื่อๆ ว่า ชนบทก็มีปัญหาของชนบทเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวเข้าเมือง ภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่เรื่องที่คนเมืองก็เจออย่างปัญหาครอบครัว การตีกรอบของสังคม ก็เหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เรารู้สึกว่า ละครไม่ได้ตั้งใจที่ hard sale การท่องเที่ยวแต่อย่างใด
โดยสรุปแล้ว Osozaki no Himawari เป็นละครที่เยี่ยมเรื่องหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ต้องการเติมพลังชีวิตและพักผ่อนสักครู่จากโลกที่วุ่นวาย ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ