สื่อหลัก โดยเฉพาะคอลัมน์นิสต์ ไม่ว่าจะเป็น กระสุนทอง สยายล่อฟ้า จับประเด็น แห่งไทยรัฐ เขื่อนขันธ์แห่งเดลินิวส์ ทั้งหมดทั้งปวงได้วิจารณ์กันอย่างเมามัน ว่าเมษาร้อนมาก แต่การเมือง เมษา ยิ่งเดือดมากกว่า พร้อมกับยกเหตุผลตามประสาสื่อที่ชอบบิดเบือน สักแต่ว่าเขียนเพื่อจูงจมูกพวกเดียวกันและจะขยายไปยังกลุ่มอื่นให้เชื่อตาม แต่แล้ว การตีโพยตีพาย ดังกล่าวกลับเงียบ เงียบไปพร้อมกับความว่างเปล่าเบาหวิว ไม่เดือดอย่างที่เขาประโคมข่าว เพื่อต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ก็มีเรื่องที่สร้างความโกลาหนบ้างก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญอย่าง จรัญ และสุพจน์ อีกคนจำชื่อไม่ได้ และ ปปช. ตีจ่าวเรื่องนายก ทำไมเหตุการณ์ต่างๆ จึงไม่เป็นไปตามที่สื่อที่เชื่อไม่ได้ ต้องการ ผมวิเคราะห์ดังนี้
๑. มันเป็นการเสนอของคอลัมน์นิสต์ซึ่งเป็นจินตนาการของบุคคลเพียงคนเดียว ในแต่ละ คอมลัมน์ เพื่อเป็นการโหมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประเทศวุ่นวายไม่จบสิ้น คนจำนวนหนึ่งที่เคยเชื่อข่าวเชื่อคอลัมน์ อ่านแล้วเอียนคึร้งหนึ่ง แตก็มีอีกจำนวนหนึ่งไม่มากนักนำมาขยายต่อ แต่คนที่ไม่เชื่อเริ่มมีมากขึ้นและมากกว่า มันเลยเย็นไปโดยปริยายปล่อยให้อากาศร้อนเป็นเรื่องธรรมชาติ
๒. กองเชียร์ขาประจำ ทุนหมด หรือเลือน้อย เต็มทีไม่พอที่จะไปเป็นทุนในการเขย่าให้เกิดความวุ่นวายได้ เพราะครั้งที่แล้วโดนหลอกเจ็บใจไปตามกัน คุณหมอทั้งหลาย เลยเก็บเงินเก็บยาไว้รักษาแผลใจตนเอง พ่อค้าหวย พ่อค้ายาบ้า ไม่กล้าเปิดตัว เพราะกลัวถูกจับติดคุกหัวโต
๓. ความจริงคือความจริง รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งย่อมได้รับการต้อนรับจากนานาชาติมากกว่า องค์กรอิสระที่ตั้งโดย คมช. ไม่กล้าที่บิดเบี้ยว เหมือนเมื่อก่อน จน หัวขบวนออกมายอมรับการตัดนินแบบชุ่ย น้ำขุ่นๆ ว่า ตัดสินเพื่อต้องการไม่ให้บ้านเมืองวุ่นวาย แล้วเป็นไง ผลตามมาได้รัฐบาลที่มาจากค่ายทหารและนำไปสู่ความวุ่นวายและมีการตายมากกว่าทุกยุคทุกสมัย อย่างนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตัดสินแบบชุ่ยๆ ของพวกคุณ แล้วพวกคุณรับผิดชอบอะไรหรือเปล่า จรัญ สุพจน์ วสันต์
๔. ฝ่ายที่ถูกกระทำ ดูเหมือนยังแกร่ง พร้อมที่จะขับเคลื่อนทุกเมื่อ ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้าง ถ้าหาก ตัดสินออกมาแบบไร้ข้อเท็จจริง แบบค้านสายตา ตัวอย่างง่าย ปปช. ออกมาสื่อสารไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างคึกโครม แต่สุดทัายก็หักมุม เพราะ ข้อเท็จจริงมันไม่อำนวย
๕. การอภิปรายเรื่อง พระราชบัญญัติเงินกู้ ๒ ล้านล้าน และ แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ของฝ่ายค้าน ไม่มีน้ำหนักอะไรเลยมีแต่กระแน่กระแหน ไร้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ จะทำป่าเถื่อนแบบเดิมๆ ลากเก้าอี้ประธาน บุกขึ้นไปบัลลังก์ ปาแฟ้ม กักขฬะแบบนั้น พวกตัวเองยังไม่ได้ก็เลยไม่กล้าแสดงออกมาอีก และสื่อหลักพวกเดียวกันไม่รู้จะเชียนเชียร์ยังไง เลยจำใจเขียนเรื่อยเปลื่อยยกผลโพล ต่างๆนำความคิดของนักวิชาการไม่กี่คน ว่าประเทศจะเป็นหนี้ ไป ๕๐ ปี อะไรต่อมิอะไร คนส่วนมากไม่เชื่อ ปลุกความเดือดไม่ได้ ดั่งที่คิด สื่อบางตัวเลยเขียนเรื่องการใช้หน้ไอเอ็มเอฟ ยกข่าวสื่อไหนมาไม่รู่รู้ บอกว่า ยุคชวลิตกู้ ชวนใช้หนี้ ทักษิณมากูไปใช่หนี้อะไรทำนองนีหละ และก็มีคนเชื่ออีก ทั้งที่เรื่องนี้ ตอนแรกใช้หนี้ ไม่เห็นมีใครออกมาคัดค้านเลย ถ้าทักษิณโกหก ป่านนี้ เละตุ้มเป้ะ ปั้นน้ำเป็นตัว ยังมีคนเชื่อ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรรับทราบกันตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีคนเชื่อ เฮ้อ
๕ ข้อ ที่ผมวิเคราะห์ เป็นการวิเคราะห์จาก ข้อมูลการอภิปราย พฤติกรรมของฝ่ายค้าน พฤติกรรมของคอลัมน์นิสต์ และนักวิชาการบางคน และเสียงสะท้อนจากประชายชนหลายกลุ่ม
เมษาเดือด สื่อบอก
๑. มันเป็นการเสนอของคอลัมน์นิสต์ซึ่งเป็นจินตนาการของบุคคลเพียงคนเดียว ในแต่ละ คอมลัมน์ เพื่อเป็นการโหมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประเทศวุ่นวายไม่จบสิ้น คนจำนวนหนึ่งที่เคยเชื่อข่าวเชื่อคอลัมน์ อ่านแล้วเอียนคึร้งหนึ่ง แตก็มีอีกจำนวนหนึ่งไม่มากนักนำมาขยายต่อ แต่คนที่ไม่เชื่อเริ่มมีมากขึ้นและมากกว่า มันเลยเย็นไปโดยปริยายปล่อยให้อากาศร้อนเป็นเรื่องธรรมชาติ
๒. กองเชียร์ขาประจำ ทุนหมด หรือเลือน้อย เต็มทีไม่พอที่จะไปเป็นทุนในการเขย่าให้เกิดความวุ่นวายได้ เพราะครั้งที่แล้วโดนหลอกเจ็บใจไปตามกัน คุณหมอทั้งหลาย เลยเก็บเงินเก็บยาไว้รักษาแผลใจตนเอง พ่อค้าหวย พ่อค้ายาบ้า ไม่กล้าเปิดตัว เพราะกลัวถูกจับติดคุกหัวโต
๓. ความจริงคือความจริง รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งย่อมได้รับการต้อนรับจากนานาชาติมากกว่า องค์กรอิสระที่ตั้งโดย คมช. ไม่กล้าที่บิดเบี้ยว เหมือนเมื่อก่อน จน หัวขบวนออกมายอมรับการตัดนินแบบชุ่ย น้ำขุ่นๆ ว่า ตัดสินเพื่อต้องการไม่ให้บ้านเมืองวุ่นวาย แล้วเป็นไง ผลตามมาได้รัฐบาลที่มาจากค่ายทหารและนำไปสู่ความวุ่นวายและมีการตายมากกว่าทุกยุคทุกสมัย อย่างนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตัดสินแบบชุ่ยๆ ของพวกคุณ แล้วพวกคุณรับผิดชอบอะไรหรือเปล่า จรัญ สุพจน์ วสันต์
๔. ฝ่ายที่ถูกกระทำ ดูเหมือนยังแกร่ง พร้อมที่จะขับเคลื่อนทุกเมื่อ ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้าง ถ้าหาก ตัดสินออกมาแบบไร้ข้อเท็จจริง แบบค้านสายตา ตัวอย่างง่าย ปปช. ออกมาสื่อสารไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างคึกโครม แต่สุดทัายก็หักมุม เพราะ ข้อเท็จจริงมันไม่อำนวย
๕. การอภิปรายเรื่อง พระราชบัญญัติเงินกู้ ๒ ล้านล้าน และ แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ของฝ่ายค้าน ไม่มีน้ำหนักอะไรเลยมีแต่กระแน่กระแหน ไร้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ จะทำป่าเถื่อนแบบเดิมๆ ลากเก้าอี้ประธาน บุกขึ้นไปบัลลังก์ ปาแฟ้ม กักขฬะแบบนั้น พวกตัวเองยังไม่ได้ก็เลยไม่กล้าแสดงออกมาอีก และสื่อหลักพวกเดียวกันไม่รู้จะเชียนเชียร์ยังไง เลยจำใจเขียนเรื่อยเปลื่อยยกผลโพล ต่างๆนำความคิดของนักวิชาการไม่กี่คน ว่าประเทศจะเป็นหนี้ ไป ๕๐ ปี อะไรต่อมิอะไร คนส่วนมากไม่เชื่อ ปลุกความเดือดไม่ได้ ดั่งที่คิด สื่อบางตัวเลยเขียนเรื่องการใช้หน้ไอเอ็มเอฟ ยกข่าวสื่อไหนมาไม่รู่รู้ บอกว่า ยุคชวลิตกู้ ชวนใช้หนี้ ทักษิณมากูไปใช่หนี้อะไรทำนองนีหละ และก็มีคนเชื่ออีก ทั้งที่เรื่องนี้ ตอนแรกใช้หนี้ ไม่เห็นมีใครออกมาคัดค้านเลย ถ้าทักษิณโกหก ป่านนี้ เละตุ้มเป้ะ ปั้นน้ำเป็นตัว ยังมีคนเชื่อ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรรับทราบกันตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ถึงกระนั้นก็ยังมีคนเชื่อ เฮ้อ
๕ ข้อ ที่ผมวิเคราะห์ เป็นการวิเคราะห์จาก ข้อมูลการอภิปราย พฤติกรรมของฝ่ายค้าน พฤติกรรมของคอลัมน์นิสต์ และนักวิชาการบางคน และเสียงสะท้อนจากประชายชนหลายกลุ่ม